"ยินดีที่ได้เจอหน้ากันนะ... น้องชาย"
เสียงทุ้มต่ำรื่นหูที่ดังขึ้นจากเบื้องหลัง ทำให้จ่อยถึงกับสะดุ้งสุดตัว มือหนาที่กำลังถือกระป๋องกาแฟกระป๋องเดิมถึงกับสั่นเทา น้ำสีดำเข้มกระฉอกโดนหลังมือจนต้องรีบปัดลวกๆ ชายหนุ่มอดีตวิศวกรผู้ซื่อตรงค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ ราวกับกลัวว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพหลอนจากความเครียดสะสมตลอดสามเดือนที่ผ่านมา
เบื้องหลังเขาคือชายร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บอย่างประณีต ใบหน้าคมคายประดับด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านยาก ทว่าดวงตากลับพราวระยับราวกับกำลังสนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อติดกับดัก
"คุณ... คุณเป็นใครกันครับ แล้วเมื่อกี้คุณเรียกใครว่าน้องชาย" จ่อยกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามรักษามาตรการของสุภาพชนเอาไว้ แม้ในใจจะเริ่มคิดคำนวณความเป็นไปได้ในการวิ่งหนีแล้วก็ตาม
ชายปริศนาหัวسเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นทุ้มกังวานและทรงเสน่ห์จนผู้หญิงโต๊ะข้างๆ แอบเหลือบมองด้วยความสนใจ เขาเอื้อมมือไปหยิบเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วหย่อนตัวลงนั่งโดยไม่ได้รับอนุญาต ดวงตาคมกริบกวาดมองเครื่องแต่งกายเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแล็คเก่าๆ ของจ่อยตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาที่วิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง
"ผมชื่อธน ภูมิพัฒน์... ส่วนเหตุผลที่ผมเรียกคุณว่าน้องชาย ก็เพราะว่าเรากำลัง 'ตกเรือลำเดียวกัน' อยู่ยังไงล่ะครับ คุณจ่อย" ธนประสานมือไว้บนโต๊ะ โน้มตัวเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีคุกคามแต่นุ่มนวล "บริษัทรับจ้างป่วนเมืองของพวกคุณกำลังจะทำให้โปรเจกต์ใหญ่ของบริษัทแม่พังไม่เป็นท่า... และผมคือนักจัดการปัญหาที่ถูกส่งมา เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายนั้นขึ้น"
จ่อยขมวดคิ้วแน่น สมองที่เคยประมวลผลเรื่องโครงสร้างสะพานและแรงอัดคอนกรีตถูกดึงมาใช้ประเมินสถานการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็ว ก้องเคยบอกเขาไว้ว่าโลกธุรกิจมันโหดร้าย แต่ไม่นอกเหนือความคาดหมายเลยสักนิดที่จะมีมือสังหารในคราบนักธุรกิจมาเจรจาตัดตอนแบบนี้
"พวกเราแค่รับจ้างทำงานตามใบสั่งนะครับ ไม่มีเจตนาจะไปขัดขาใครทั้งสิ้น" จ่อยปฏิเสธเสียงแข็ง ดวงตาหลังกรอบแว่นจ้องเขม็ง
"งานตามใบสั่งงั้นเหรอ?" ธนแค่นยิ้ม "ใบสั่งจากคนที่แม้แต่ค่าข้าวมื้อนี้ยังต้องหารสามเนี่ยนะ? คุณจ่อยครับ คนอย่างคุณ เก่งกาจ ซื่อสัตย์ และมีความรับผิดชอบสูงเกินกว่าจะมาทนอดมื้อกินมื้อกับไอ้หัวหน้าจอมเพ้อเจ้ออย่างเจ้าก้องนั่น มาร่วมงานกับผมดีกว่าครับ ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับ... มากพอจะซื้อตึกทั้งแถบนี้ได้ด้วยซ้ำ"
คำชวนนั้นเย้ายวนใจยิ่งนัก สำหรับคนที่กระเป๋าแห้งมานานนับเดือน ตัวเลขในจินตนาการของจ่อยพุ่งกระฉูดขึ้นไปถึงดาวอังคาร ทว่าภาพของก้องที่แบกหน้าไปขอร้องลูกค้ารวมถึงมินนี่ที่คอยบ่นแต่ก็ไม่เคยทิ้งกันในยามวิกฤตก็ลอยเข้ามาในหัวทันที
ในจังหวะที่จ่อยกำลังจะอ้าปากปฏิเสธคำชวนอันหอมหวานนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก็สั่นครืดคราดขึ้นมาขัดจังหวะพอดี
จ่อยขอตัวด้วยสายตาก่อนจะหยิบขึ้นมาดู ปลายสายคือเสียงแหบแห้งแต่เต็มไปด้วยพลังบวกอันไร้ขีดจำกัดของก้อง
"จ่อย! แผนการจีบสาวในตำนานของเราเริ่มแล้ว! นายจำทฤษฎีแรงโน้มถ่วงทางอารมณ์ที่ฉันสอนเมื่อคืนได้ไหมวะ? ตอนนี้เป้าหมายกำลังยืนอยู่หน้าตู้ขายน้ำอัดลมฝั่งตรงข้ามสำนักงานพอดี ไปเลยเพื่อน! เอาความคมคายของกวีเอกไปละลายหัวใจเธอให้แหลقคามือซะ!"
สายถูกตัดไปทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้จ่อยได้ปฏิเสธแม้แต่ครึ่งคำ
จ่อยสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า เขาเงยหน้าขึ้นมองธนที่นั่งยิ้มรอคำตอบด้วยความมั่นใจเกินร้อย
"ข้อเสนอของคุณน่าสนใจมากครับคุณธน... แต่ขอโทษที พอดีผมมีภารกิจที่สำคัญกว่าเรื่องเงินทองรออยู่" จ่อยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ "ไว้เราค่อยคุยกันใหม่... ถ้าผมยังรอดจากภารกิจนี้นะครับ"
ธนมองตามร่างของจ่อยที่เดินผละออกไปอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มบนใบหน้าของนักธุรกิจหนุ่มค่อยๆ เลือนหายไป กลาย เป็นแววตานิตยสารที่เต็มไปด้วยความคาดเดาไม่ได้ เขายกกาแฟขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"น่าสนใจ... ดื้อรั้นเสียจริง ดูซิว่าจะรอดไปได้สักกี่น้ำ"
***
เบื้องหน้าของจ่อยในอีกสิบนาทีต่อมา คือตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติสีแดงสดที่ตั้งอยู่ริมฟุตบาท แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบกระจกเงาจนสะท้อนเข้าตา ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของอดีตวิศวกรหนุ่มกลับไม่ใช่ความร้อนของอากาศ หากเป็นร่างบอบบางในชุดสูทกระโปรงสีครีมของหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังยืนลังเลว่าจะกดน้ำกระป๋องไหนดี
นั่นคือ "คุณริน" เลขานุการสาวสุดเนี๊ยบจากบริษัทคู่แข่ง ที่ก้องบังเอิญไปตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นเมื่อสัปดาห์ก่อน และมอบหมายให้จ่อยมารับหน้าที่เป็น "ทูตสันถวไมตรี" (หรือพูดง่ายๆ คือส่งจดหมายสารภาพรักฉบับกาวๆ) ในวันนี้
จ่อยนึกถึงคำสอนของก้องที่ท่องจำขึ้นใจเมื่อคืนนี้
*กฎข้อที่หนึ่งของการจีบสาว: อย่าเริ่มต้นด้วยคำว่า 'สวัสดีครับ' เพราะมันเชย ให้ทักทายด้วยความจริงแท้แห่งจักรวาล*
*กฎข้อที่สอง: ใช้สายตาคมกريบราวกับสว่านเจาะอุโมงค์ข้ามภูเขา*
*กฎข้อที่สาม: ยิงมุกคำคมที่ลึกซึ้งจนอีกฝ่ายต้องนอนคิดถึงสามวันสามคืน*
จ่อยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกที่สุดในชีวิต มือหนากระชับปกเสื้อเชิ้ตให้เรียบร้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเป้าหมายด้วยฝีเท้าที่มั่นคง แม้หัวใจจะเต้นรัวราวกับตีกลองเพลก็ตาม
"ขอโทษนะครับ..." จ่อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันขวับมามองผู้ชายแปลกหน้า รินขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นใคร ดวงตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากรู้กิตติศัพท์ความเพ้อเจ้อของแก๊งบริษัทรับจ้างป่วนเมืองนี้ดี
"คุณจ่อย? มีธุระอะไรกับฉันอีกคะ? เอกสารโปรเจกต์รอบนี้ทางฉันส่งมอบให้ครบหมดแล้วนี่นา หรือว่าทางนั้นทำหายเองอีกแล้ว?" รินถามด้วยน้ำเสียงติดเหวี่ยงเล็กๆ ตามนิสัยส่วนตัว
จ่อยพยายามไม่ ؤแววตาตื่นตระหนก เขาจำลองภาพตัวเองเป็นสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่กำลังอธิบายโครงสร้างสะพานแขวนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ตามตำราที่ก้องบิ้วอารมณ์มา
"เปล่าหรอกครับ... ผมไม่ได้มาเรื่องงาน" จ่อยเว้นจังหวะตามหลักจิตวิทยาการพูดคุยสามวินาที มองลึกลงไปในดวงตาของเธอ "คุณรินครับ... คุณรู้ไหมว่าทำไมตู้กดน้ำตู้นี้ ถึงมีน้ำอัดลมสีดำกับน้ำส้มสีเหลืองวางอยู่ข้างกัน?"
รินกระพริบตาปริบๆ สมองของเธอชะงักไปสามวินาทีเต็มด้วยความงุนงงสุดขีด "หา? อะไรนะคะ? นี่คุณมามุกไหนเนี่ย?"
จ่อยยิ้มมุมปากเล็กน้อยตามสูตรสำเร็จของก้อง รอยยิ้มนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นและจริงจังจนหญิงสาวเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"ก็เพราะว่า... ความรักระหว่างเรากับตู้กดน้ำนี้ มันก็เหมือนกับแรงโน้มถ่วงครับ" จ่อยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น ทว่าเนื้อหาข้างในช่างไร้ตรรกะสิ้นเชิง "ต่อให้คุณจะหยอดเหรียญสิบหรือเหรียญห้า สิ่งที่ตกลงมาก็คือกระป๋องเหล็กเย็นๆ ที่พร้อมจะกัดกินหัวใจ... เอ๊ย! พร้อมจะดับกระหายเหมือนกับหัวใจของผมที่กำลังกระหายรอยยิ้มจากคุณครับ!"
ความเงียบเข้าปกคลุมบริเวณฟุตบาทชั่วขณะ มีเพียงเสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาบนถนนใหญ่
รินอ้าปากค้างเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง เธอมองหน้าจ่อยสลับกับตู้กดน้ำอัดลมราวกับกำลังพยายามวิเคราะห์ว่าผู้ชายตรงหน้าเพิ่งหนีออกจากโรงพยาบาลจิตเวชแห่งไหนมา
จ่อยเองที่เมื่อพูดจบประโยคก็เริ่มรู้สึกร้อนที่ใบหู สมองส่วนที่มีความเป็นวิศวกรเริ่มประเมินความพังทลายของคำคมนี้แล้วว่า น่าจะได้คะแนนติดลบอนันต์
"นี่คุณ..." รินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หน้าเริ่มแดงก่ำด้วยความประปนระหว่างโกรธและกลั้นขำ "นี่คุณจ้างใครแต่งประโยคบ้าๆ แบบนี้มาเนี่ย! มันไม่มีตรรกะอะไรเลยสักนิด! กระป๋องน้ำอัดลมกับหัวใจอะไรของคุณคะ! บ้าไปแล้วหรือไง!"
รินหันหลังขวับเตรียมจะเดินหนีด้วยความหงุดหงิด ทว่าในจังหวะที่เธอก้าวขาออกไปนั้น ส้นรองเท้าคัชชูเจ้ากรรมดันไปสะดุดเข้ากับรอยแตกของฟุตบาทเข้าพอดี ร่างเพรียวเซถลาล้มลงไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว
"ระวังครับ!"
จ่อยที่ยืนคุมเชิงอยู่พุ่งตัวเข้าไปคว้าเอวบางเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งคู่หมุนตัวไปตามแรงโน้มถ่วงก่อนจะล้มกลิ้งลงไปบนพุ่มไม้ข้างทางด้วยกันทั้งคู่
ใบหน้าของจ่อยอยู่ห่างจากใบหน้าของรินเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างแก้ม กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ลอยแตะจมูก ทว่าบรรยากาศโรแมนติกที่ควรจะเกิดขึ้นตามฉบับนิยายรักน้ำเน่า กลับถูกทำลายลงอย่างราบคาบเมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหลัง
"เฮ้ย! พวกแกทำอะไรกันวะ!"
จ่อยและรินเบิกตากว้าง รีบผละออกจากกันอย่างลุกลน จ่อยหันขวับไปมองต้นเสียง และพบกับร่างของชายฉกรรจ์สามคนสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำสนิท ใบหน้ามีรอยแผลเป็นน่ากลัว กำลังเดินตรงดิ่งเข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็น
และคนที่เดินนำหน้าสุด คือชายสวมสูทที่จ่อยเพิ่งปฏิเสธการร่วมงานไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว—ธน
ธนยิ้มเหี้ยม พลางตบมือเบาๆ สองครั้งเพื่อเป็นเชิงชื่นชม
"เยี่ยมมากครับคุณจ่อย... เล่นบทพระเอกลิเกได้สมจริงดีนี่นา" ธนก้าวเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนเงาทะมึนบังแสงแดดมิด "แต่เสียดายนะ... คนที่ขวางทางเดินของผม ต่อให้เป็นพระเอกตลกคาเฟ่ ก็ต้องถูกกำจัดทิ้งสถานเดียว"
รินหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ เธอดึงแขนเสื้อของจ่อยไว้แน่น "คุณจ่อย... พวกมันเป็นใคร ทำไมถึง..."
จ่อยเม้มริมฝีปากแน่น สมองเริ่มคำนวณกำลังรบและทางหนีทีไล่ ทว่าก่อนที่เขาจะได้ขยับตัวทำอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของธนก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศตึงเครียดเสียก่อน
ธนขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญ เขากดรับสายโดยไม่ละสายตาจากจ่อย "ว่ายังไง... ฉันกำลังจัดการธุระสำคัญอยู่—"
เสียงจากปลายสายดังลอดออกมาจนจ่อยและรินได้ยินอย่างชัดเจน เป็นเสียงทุ้มห้าวที่คุ้นหูและเต็มไปด้วยความกวนประสาทของก้องนั่นเอง
"สวัสดีครับคุณธน... ทางสะดวกดีไหมเอ่ย? พอดีว่าตอนที่คุณกำลังส่งลูกน้องไปรังแกเพื่อนร่วมงานผมเนี่ย... ทีมงานของบริษัทรับจ้างป่วนเมืองอีกชุดหนึ่ง ก็เพิ่งจะเข้าไปยึดเซิร์ฟเวอร์หลักและกวาดข้อมูลลับทั้งหมดของบริษัทคุณ ออกมาหมดเรียบร้อยแล้วล่ะครับ"
ธนชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างทันที สีหน้าของนักธุรกิจหนุ่มเปลี่ยนจากความมั่นใจกลายเป็นความตื่นตระหนกสุดขีดในพริบตาเดียว
"แก... แกพูดว่าอะไรนะ!" ธนตะโกนลั่น พยายามกดเสียงถามซ้ำ
ก้องหัวเราะร่าเริงมาจากปลายสาย "ก็หมายความว่า... เกมนี้พวกคุณแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มเดินหมากแล้วล่ะครับคุณธน... อ้อ ฝากบอกลูกน้องหน้าบึ้งพวกนั้นด้วยนะ ว่าถ้าไม่อยากตกงานตามผม ให้รีบวิ่งไปซื้อกาแฟมาปลอบใจตัวเองซะ!"
สายถูกตัดฉับทันที พร้อมๆ กับที่หน้าจอสมาร์ทโฟนในมือของธนปราศจากสัญญาณใดๆ สิ้นเชิง
จ่อยที่นั่งอยู่บนพื้นพุ่มไม้ ค่อยๆ เผลอยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ขณะที่รินหันมามองหน้าเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมายมหาศาล
ทว่าในวินาทีที่ทุกคนกำลังคิดว่าเรื่องราวกำลังจะจบลงด้วยชัยชนะอันงดงามของฝ่ายพระเอกนั้นเอง เสียงกริ่งเตือนภัยประหลาดก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งตึกสำนักงานเบื้องหลังพวกเขา... และเงาร่างสีดำมหึมาจำนวนนับไม่ถ้วน ก็ก้าวเดินออกมาจากมุมมืดของลานจอดรถอย่างพร้อมเพรียงกัน!
—โปรดติดตามตอนต่อไป—
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและหัวเราะไปกับความกาวในทุกๆ บรรทัดด้วยกันเสมอนะครับ
บริษัทรับจ้างป่วนเมือง: โปรเจกต์กู้โลกฉบับคนว่างงาน•ตอนที่ 30
จ่อยและสาวในฝัน
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างป่วนเมือง: โปรเจกต์กู้โลกฉบับคนว่างงาน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!