“ปล่อยให้เจ้าเหมียวลงไปสัมผัสพื้นโลกในองศาที่เป๊ะขนาดนั้น ก้อง... นายคิดว่าพรุ่งนี้เราจะได้ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ฐานเป็นฆาตกรต่อเนื่องหรือเป็นผู้ก่อการร้ายข้ามชาติที่ประทุษร้ายสัตว์เลี้ยงกันแน่ครับ?”
จ่อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตาที่จ้องมองก้องนั้นคมกริบพอจะตัดเหล็กเส้นได้ ส่วนมินนี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังขบกรามจนเห็นสันกรามชัดเจน เธอเพิ่งจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนชายกระโปรงผ้าซาตินสีแดงเพลิงที่เธอสวมใส่อยู่ส่งเสียง ‘แควก’ เบาๆ มินนี่ก้มลงมองชุดราตรีสั่งตัดพิเศษที่เธอหมายมั่นปั้นมือว่าจะใส่ไปงานกาล่าคืนนี้ แต่มันกลับรัดรูปจนแม้แต่จะหายใจเข้าลึกๆ ยังทำได้ยาก
“โธ่คุณจ่อยครับ เรื่องเจ้าเหมียวเปอร์เซียนั่นน่ะ... แค่แมวสไลด์ตัวลงบนพรมอย่างสง่างามเหมือนนักยิมนาสติกเหรียญทองโอลิมปิกต่างหาก ไม่เห็นต้องทำหน้าเหมือนผมเพิ่งทำระเบิดนิวเคลียร์หล่นใส่ใจกลางเมืองขนาดนั้นเลย” ก้องแก้ตัวพลางปัดฝุ่นที่กางเกงอย่างลนลาน สายตาก็เหลือบไปเห็นมินนี่ที่พยายามจะก้าวเท้า แต่กลับทำได้เพียงขยับทีละนิ้วเหมือนหุ่นยนต์ที่สนิมเกาะข้อต่อ
“ก้อง... ถ้าแกไม่หุบปาก แล้วรีบพาฉันไปขึ้นรถ เดี๋ยวนี้...” มินนี่เค้นเสียงลอดไรฟัน สีหน้าของเธอในตอนนี้บอกบุญไม่รับอย่างที่สุด “ฉันจะใช้ส้นสูงหกนิ้วนี่ปักลงไปบนเท้าแกจนทะลุไปถึงแกนโลกให้ดู ชุดนี้มันรัดจนฉันรู้สึกเหมือนจะเป็นไส้กรอกอีสานยัดทะนานอยู่แล้ว ถ้าขยับแรงกว่านี้ มีหวังตะเข็บแตกจนคนทั้งงานได้เห็นชุดชั้นในลายหมีพูห์ของฉันแน่”
ก้องพยายามกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง เขาทำหน้าที่เป็นสุภาพบุรุษด้วยการยื่นแขนให้มินนี่เกาะ พลางทำหน้าตาจริงจัง “เข้าใจแล้วครับคุณมินนี่ เพื่อภารกิจ ‘กู้หน้าบริษัท’ ในคืนนี้ เราต้องเดินด้วยจังหวะที่เหมาะสม... เอาล่ะ หนึ่ง สอง สาม... ซอยเท้าสั้นๆ เหมือนเพนกวินน่ารักๆ เข้าไว้ครับ!”
ทั้งสามคนก้าวออกจากห้องทำงานด้วยท่าทางที่ประหลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา จ่อยเดินนำหน้าเหมือนบอดี้การ์ดที่กำลังระวังภัย ส่วนก้องประคองมินนี่ที่เดินตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน สายตาของมินนี่จับจ้องอยู่ที่พื้นตลอดเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นเพราะความรัดของชุดที่ทำให้หัวเข่าแทบจะงอไม่ได้
“ก้อง... นายแน่ใจนะว่างานนี้คือ ‘งานกาล่าเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่’ ไม่ใช่งาน ‘รวมญาติหุ่นยนต์โชว์ความแข็งตัวแห่งปี’?” จ่อยถามพลางกดลิฟต์ด้วยสีหน้าเอือมระอา “มินนี่ดูเหมือนพร้อมจะล้มพับได้ทุกเมื่อ ถ้ามีใครเผลอมาชนเข้า งานนี้บริษัทเรามีหวังได้ไปออกข่าวบันเทิงหน้า ‘พัง’ แทน ‘ปัง’ แน่ครับ”
“จ่อยครับ ความมั่นใจคือหัวใจของความสำเร็จ” ก้องยืดอกตอบ ทั้งที่ในใจกำลังลุ้นระทึกว่ามินนี่จะระเบิดอารมณ์ใส่เขาเมื่อไหร่ “มินนี่น่ะ สวยที่สุดในงานอยู่แล้ว ชุดนี้แค่เน้นส่วนโค้งเว้า... จนเกือบจะแบนราบไปกับกระดูกแล้วก็เถอะ แต่ดูสิครับ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความหรูหราอยู่ที่นั่น!”
ลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่าง ทั้งสามก้าวออกมาด้วยความทุลักทุเล เสียงดนตรีคลาสสิกที่แว่วมาจากห้องจัดเลี้ยงด้านในทำให้บรรยากาศดูเคร่งเครียดกว่าปกติ มินนี่พยายามจะก้าวข้ามธรณีประตู แต่ความซวยก็มาเยือนเมื่อส้นสูงของเธอไปเกี่ยวเข้ากับพรมดักฝุ่นจนร่างทั้งร่างเซถลาไปข้างหน้า
“ว้าย!”
ก้องรีบคว้าเอวมินนี่ไว้ด้วยสัญชาตญาณ แต่ทว่า... เสียง ‘แควก’ ที่ทุกคนไม่อยากได้ยินก็ดังสนั่นมาจากด้านหลังของชุดราตรีสีแดงเพลิงนั้น มินนี่ตัวแข็งค้างไปทันที เธอเงยหน้าขึ้นมองก้องด้วยสายตาที่พร้อมจะปลิดชีวิตใครก็ตามที่กล้าหัวเราะออกมา
“ก้อง...” เสียงของมินนี่สั่นเครือด้วยความโกรธที่พุ่งถึงขีดสุด “ถ้านายขำ... ฉันฆ่านายทิ้งตอนนี้เลยนะ”
ก้องปิดปากแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน จ่อยที่เดินตามหลังมาถึงกับหยุดกึก พลางหยิบเสื้อสูทของตัวเองออกมาแล้วพาดปิดหลังมินนี่อย่างรู้หน้าที่ “ไปครับ... เราต้องเข้าไปในงานด้วยความสง่างามที่สุดเท่าที่คนสวมเสื้อสูทคลุมหลังจะทำได้”
เมื่อเดินเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง แสงไฟระยิบระยับแยงตา มินนี่ต้องเดินตัวตรงแด่วเหมือนเสาไฟเพราะถ้าขยับตัวผิดท่า เสื้อสูทของจ่อยอาจจะหลุดออกเผยให้เห็นรอยฉีกขาดที่น่าสยดสยอง ก้องพยายามทำตัวให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดด้วยการหยิบแก้วแชมเปญส่งให้ทั้งสองคน
“ทำตัวตามสบายครับจ่อย มินนี่... ยิ้มเข้าไว้ ใครมองมาให้ยิ้มตอบแบบเย็นชาเหมือนราชินีน้ำแข็ง” ก้องกระซิบ
ท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อมากมายที่มองมายังกลุ่มของพวกเขาด้วยความฉงน มินนี่ทำได้เพียงยิ้มค้างอยู่แบบนั้นโดยไม่กล้าขยับใบหน้ามากเกินไป จ่อยยืนขนาบข้างด้วยท่าทางที่ระวังตัวแจ จนกระทั่งชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยท่าทางกึ่งเดินกึ่งวิ่ง
“คุณก้องครับ! ผมตามหาคุณอยู่ตั้งนาน” ชายคนนั้นกระหืดกระหอบ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นสภาพของมินนี่ที่ยืนตัวแข็งทื่อราวกับหุ่นโชว์เสื้อ “เอ่อ... แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับคุณมินนี่ครับ ทำไมถึง...”
“อ๋อ... เป็นเทรนด์การเดินแบบใหม่น่ะครับคุณสุเมธ เรียกว่า ‘ท่าเดินจงกรมชมความงาม’ เป็นการฝึกสมาธิขั้นสูงของทางบริษัทเราครับ” ก้องแถไปข้างๆ คูๆ โดยไม่สะทกสะท้าน “แล้วที่พวกเรามาวันนี้ ก็เพราะมีโปรเจกต์สำคัญที่อยากจะเสนอท่านประธานโดยเฉพาะ... โปรเจกต์ที่ว่านี้ รับรองว่าจะทำให้ชื่อบริษัทของท่านสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการเลยครับ!”
สุเมธมองก้องด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ก่อนจะเปลี่ยนมามองมินนี่ที่พยายามจะก้มหัวทักทายแต่ทำได้เพียงการขยับคอเล็กน้อยราวกับตุ๊กตาไขลาน “ท่านประธานกำลังอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่ด้วยสิครับ เพราะวันนี้มี ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ บุกเข้ามาในงาน... เขาบอกว่าเขาถือ ‘สัญญาบางอย่าง’ ที่บริษัทคุณทำทิ้งไว้เมื่อสามปีก่อน”
จ่อยชะงักกึกทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นซีดเผือด “สัญญา... ฉบับไหนครับคุณสุเมธ?”
สุเมธยิ้มมุมปากก่อนจะหันไปทางประตูทางเข้าที่เพิ่งเปิดออก เผยให้เห็นชายในชุดสูทสีดำสนิทที่เดินนำหน้าการ์ดร่างยักษ์เข้ามาในห้อง ทุกสายตาจับจ้องไปที่ชายคนนั้น ซึ่งกำลังถือแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มในมือด้วยท่าทางทรงอำนาจ
ก้องจ้องมองชายคนนั้นด้วยแววตาที่เบิกกว้าง เพราะชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ‘ศัตรูหมายเลขหนึ่ง’ ของบริษัทที่ก้องจำได้แม่นยำที่สุดว่าเขาคือคนเดียวกับที่เคยถูกก้องแกล้งจนต้องหนีออกนอกประเทศไปเมื่อหลายปีก่อน
“สวัสดีก้อง...” ชายคนนั้นกล่าวพลางแสยะยิ้ม “สัญญาที่นายฉีกทิ้งวันนั้น... วันนี้ฉันนำมันกลับมาให้ซ่อมใหม่แล้วนะ”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการผจญภัยอันแสนวุ่นวายของพวกเราเสมอมานะครับ!
บริษัทรับจ้างป่วนเมือง: โปรเจกต์กู้โลกฉบับคนว่างงาน•ตอนที่ 41
มินนี่กับชุดออกงานที่ไม่พอดี
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างป่วนเมือง: โปรเจกต์กู้โลกฉบับคนว่างงาน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!