"ไอ้ก้อง! มึงจะยืนทำหน้าเซ่อเป็นไอ้จุกรอรถเมล์อยู่อีกนานไหม ตัวเลขมันเหลือแค่สิบห้าวินาทีแล้วนะเว้ย!"
เสียงแหลมปรี๊ดของมินนี่แทบจะทำให้แก้วหูผมทะลุ เธอหันมาตบกะโหลกผมจนหน้าคะมำไปข้างหน้า ผมที่กำลังตะลึงกับพอร์ตระเบิดสีแดงฉานตรงหน้าพยายามจะตั้งสติ แต่จังหวะที่หัวผมพุ่งไปข้างหน้านั้นเอง พื้นปูนที่เปียกแฉะไปด้วยคราบน้ำมันเครื่องก็ทรยศผมอย่างจัง เท้าของผมลื่นไถลไปคนละทิศคนละทาง และใบหน้าของผมก็พุ่งเข้าใส่กำแพงอิฐบล็อกข้างรถตู้อย่างจัง... *ปึก!*
ความเจ็บปวดแล่นริ้วผ่านสมองเหมือนมีใครเอาค้อนปอนด์มาเคาะกะโหลก ผมเซถอยหลังออกมา จังหวะเดียวกันกับที่ตัวเลขบนหน้าจอหยุดกะพริบที่ 00:03... 00:02... 00:01... 00:00!
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มินนี่กับจ่อยหลับตาปี๋เตรียมรับแรงปะทะ แต่ทว่า... ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านซากรถเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะเยาะเย้ยความวิตกกังวลของเรา
"เออ... ตายหรือยังวะ" จ่อยลืมตาขึ้นช้าๆ พลางหยิบแว่นที่เบี้ยวขึ้นมาใส่ใหม่ "เฮ้ย! ไอ้ก้องเป็นอะไรไปวะ ทำไมทำหน้าเหมือนคนเพิ่งถูกหวยแต่ลืมซื้อลอตเตอรี่แบบนั้น"
ผมกะพริบตาถี่ๆ มองมือตัวเอง มองซากรถ มองชายหญิงสองคนที่ยืนจ้องหน้าผมด้วยแววตาประหลาด ผมขมวดคิ้วแน่น พยายามรื้อฟื้นความทรงจำ แต่มันมีแต่ภาพเบลอๆ ของงานเอกสารที่ยังไม่เสร็จกับหนี้สินที่ท่วมหัว
"พวกคุณเป็นใครครับ?" ผมถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ "แล้วนี่ผมอยู่ที่ไหน ทำไมหัวผมถึงได้ปวดเหมือนโดนใครเอาสิบล้อทับแบบนี้"
มินนี่อ้าปากค้างจนแมลงวันแทบบินเข้าไปได้ ส่วนจ่อยนิ่งค้างไปเหมือนคอมพิวเตอร์ติดไวรัส "ไอ้ก้อง... นี่กูจ่อยไง เพื่อนมึงที่กินมาม่าด้วยกันทุกสิ้นเดือน ส่วนนี่มินนี่ ยัยตัวแสบที่มึงจ้างมาทำงานด้วยไงเว้ย!"
ผมมองหน้าจ่อยแล้วส่ายหัวช้าๆ "จ่อย? มินนี่? ชื่อแปลกดีนะครับ ผมจำไม่ได้เลยว่าเคยรู้จักพวกคุณ ที่สำคัญ... ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นใคร แล้วผมมาทำอะไรที่นี่"
มินนี่ก้าวเข้ามาใกล้ แววตาของเธอดูสับสนและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เธอเอื้อมมือมาแตะหน้าผากผม "มันไม่ได้แกล้งหรอกจ่อย ตาค้างแบบนี้เหมือนสมองกระทบกระเทือนจนระบบรวนไปแล้ว"
"ระบบรวน? ผมเป็นหุ่นยนต์เหรอครับ?" ผมทวนคำพลางลูบคลำรอยปูดบนหน้าผาก
"ยิ่งกว่าหุ่นยนต์อีก มึงมันคือหัวหน้าบริษัทรับจ้างป่วนเมืองตัวดีเลยล่ะ!" มินนี่ตะโกนลั่น "ไอ้ก้อง! มึงต้องจำให้ได้นะเว้ย ถ้ามึงลืมว่ามึงเป็นหัวหน้า แล้วงานที่เหลืออยู่ล่ะ งานที่ต้องไปชิงเอกสารลับจากฐานทัพไอ้พวกชุดดำนั่นล่ะ!"
ผมหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "หัวหน้าบริษัทรับจ้างป่วนเมือง? ฟังดูเหมือนชื่อกลุ่มแก๊งในละครน้ำเน่าหลังข่าวเลยนะครับ ผมน่ะเหรอจะเป็นหัวหน้าคนได้ ดูสภาพผมตอนนี้สิครับ แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว"
จ่อยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหยิบถุงขนมก๊อบแก๊บที่ตกอยู่ข้างๆ ขึ้นมาเขย่า "มึงเห็นนี่ไหมก้อง นี่คือกิจวัตรประจำวันของมึง มึงกินขนมซองละห้าบาทเพื่อให้ชีวิตมีพลังบวก มึงวางแผนการใหญ่ที่พังทุกครั้ง แต่มึงก็ไม่เคยหยุด! ถ้ามึงจำไม่ได้ มึงก็แค่คนกระจอกคนหนึ่งที่เพิ่งโขกหัวกับกำแพงตายไปแล้วในความรู้สึกกู!"
คำพูดของจ่อยบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกแปลกๆ ของผม ผมมองดูแววตาที่จริงจังของเขาสองคน พลังบางอย่างในตัวผมมันพยายามจะกระเพื่อม แต่มันติดขัดอยู่ที่กำแพงของความจำเสื่อม
"ถ้าผมเป็นหัวหน้าอย่างที่คุณว่า..." ผมเริ่มตั้งหลัก "แล้วเป้าหมายต่อไปของผมคืออะไรครับ?"
มินนี่หรี่ตามองผม ก่อนจะหยิบสมุดโน้ตปกเยินๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง "เป้าหมายของมึงคือการเป็นเศรษฐีพันล้านด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใคร และตอนนี้... เรากำลังถูกไล่ล่าโดยกลุ่มคนที่ทิ้งระเบิดพอร์ตนี้ไว้เพื่อขู่เรา"
ผมมองไปที่พอร์ตระเบิดที่ดับสนิทนั้นอีกครั้ง ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแล่นผ่านสมองเหมือนกระแสไฟฟ้า มันไม่ใช่ความทรงจำ แต่มันคือสัญชาตญาณของการเป็นคนบ้าบิ่นที่ฝังอยู่ในสายเลือด
"ถ้าอย่างนั้น..." ผมยืดตัวตรง แม้จะยังมึนงงอยู่บ้าง "ในเมื่อเราถูกขู่ ผมว่าการหนีเฉยๆ มันไม่ใช่สไตล์หัวหน้าบริษัทหรอกใช่ไหมครับ? เราต้องทำอะไรสักอย่างที่มันเหนือความคาดหมาย"
จ่อยกับมินนี่มองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ก่อนที่มินนี่จะแสยะยิ้มออกมา "เออ! นี่สิไอ้ก้องที่กูรู้จัก ถึงจะลืมเรื่องตัวเองไปบ้าง แต่สันดานความบ้าพลังนี่มันลบไม่ออกจริงๆ"
"เอาล่ะครับ" ผมพูดพลางคว้าเศษเหล็กข้างรถมาถือไว้เป็นอาวุธ "บอกผมมาทีว่าเราต้องไปจัดการใครเป็นคนแรก?"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายสิบคนก็ดังขึ้นจากรอบทิศทาง แสงไฟฉายสว่างจ้าส่องมากระทบตาเราจนต้องยกมือขึ้นบัง เงาดำของชายชุดดำกลุ่มเดิมเดินกลับเข้ามาล้อมรถตู้เก่าๆ ของเราไว้จนหมดทางหนี และท่ามกลางความมืดมิดนั้น ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มก็เดินก้าวออกมาพร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ที่ฟังดูเย็นเยียบ
"ความจำเสื่อมงั้นเหรอ?" ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน "น่าเสียดายที่กฎของบริษัทเราไม่รับคำแก้ตัว... โดยเฉพาะคนที่จะต้องตายในอีกสามวินาทีข้างหน้า"
เขายกปืนเล็งตรงมาที่หน้าผากของผม ผมยืนนิ่ง สมองที่ว่างเปล่าในตอนแรกกลับหมุนติ้วอย่างรวดเร็วเหมือนกำลังพยายามดึงไฟล์ความทรงจำที่หายไปกลับคืนมา... และในวินาทีที่เขากำลังจะเหนี่ยวไก ผมก็ดันจำบางอย่างได้ขึ้นมา...
ผมจำได้ว่า ก่อนหน้านี้ ผมเคยแอบเปลี่ยนไส้ในของพอร์ตระเบิดนั่นเป็น 'ผงแป้งระเบิด' ที่ผมเตรียมไว้แกล้งคนเล่น!
ผมกระตุกยิ้มที่มุมปาก ในขณะที่ชายชุดดำกำลังจะลั่นไก ผมก็พุ่งตัวไปเตะพอร์ตระเบิดนั้นเข้าใส่กลุ่มชายชุดดำอย่างจัง!
หวังว่าพวกคุณคงจะสนุกกับการตามติดภารกิจสุดป่วนของพวกเราต่อไปนะครับ แล้วเจอกันตอนหน้าครับ!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมหัวเราะไปกับความบ้าของพวกเรานะครับ!
บริษัทรับจ้างป่วนเมือง: โปรเจกต์กู้โลกฉบับคนว่างงาน•ตอนที่ 36
ก้องกับอาการความจำเสื่อมชั่วคราว
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างป่วนเมือง: โปรเจกต์กู้โลกฉบับคนว่างงาน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!