“ถ้ามึงยังไม่หยุดเขย่าขานั่นกูจะเอาแฟ้มเอกสารฟาดหน้ามึงแล้วนะ ก้อง”
มินนี่วางแก้วกาแฟที่แห้งขอดลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระแทกของมันดังก้องไปทั่วออฟฟิศที่เป็นเหมือนโกดังเก็บขยะมากกว่าบริษัทรับจ้าง ก้องหยุดการสั่นไหวของขาในทันที แต่ดวงตาของเขายังคงจ้องมองชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาเหมือนเห็นมนุษย์ต่างดาว
“กูไม่ได้เขย่าเพราะตื่นเต้นนะมินนี่ กูเขย่าเพราะกำลังใช้สมองคำนวณกำไรขาดทุนอยู่… คือมึงพูดอีกทีสิ 'เสี่ยบูรพา' เจ้าของบริษัทจัดอีเวนต์ยักษ์ใหญ่ที่เคยแย่งงานประมูลเราไปเมื่อเดือนก่อน กำลังนั่งคุกเข่า… เออ แม้จะนั่งบนเก้าอี้แต่ท่าทางมันใช่… กำลังขอให้พวกเราช่วยทวงเงินคืนเพราะโดนหุ้นส่วนโกงเหรอ?”
ชายวัยกลางคนในชุดสูทแบรนด์เนมที่ตอนนี้ดูยับยู่ยี่ราวกับเพิ่งผ่านการซักด้วยเครื่องซักผ้าโหมดปั่นหมาดหมาดๆ ก้มหน้าลงต่ำ เสียงของเขาแหบแห้งเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามวัน
“ผมไม่มีทางเลือกแล้วครับคุณก้อง” เสี่ยบูรพาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำ “พวกมันวางแผนตลบหลังผม โอนสิทธิการถือครองหุ้นทั้งหมดเข้าชื่อมัน แล้วเชิดเงินในบัญชีบริษัทไปหมดเกลี้ยง ผมเหลือแค่บริษัทที่เป็นเปลือก กับหนี้สินที่พวกมันกู้มาทิ้งไว้ให้ ผมรู้ว่าบริษัทพวกคุณบ้าบิ่นและไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม… ผมถึงมาที่นี่”
จ่อยที่นั่งเงียบมานานขยับแว่นสายตาพลางถอนหายใจยาว “เสี่ยครับ… ตรรกะของโลกธุรกิจคือใครโง่คนนั้นเสียเปรียบนะครับ เราเป็นคู่แข่งกันมาตลอด จู่ๆ จะให้เราไปช่วยศัตรูที่เคยถีบหัวส่งเราตอนเราประมูลงานพลาด มันดูเป็นพล็อตนิยายเกรดบีไปหน่อยไหมครับ?”
“ผมไม่ได้ขอให้ช่วยฟรีๆ” เสี่ยบูรพาควักเช็คใบหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ “นี่คือเงินก้อนสุดท้ายในบัญชีส่วนตัวของผม ถ้าพวกคุณทวงคืนมาได้ ผมจะยกหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ให้พวกคุณ แล้วหลังจากนั้นพวกคุณจะยุบหรือจะทำอะไรกับบริษัทผมก็ได้”
มินนี่แค่นหัวเราะ “โอ้โห… เอาหุ้นบริษัทที่กำลังติดลบมาล่อพวกเราเนี่ยนะ? หัวการค้าใช้ได้เลยนี่”
ก้องยืดตัวตรง แววตาที่เคยเพ้อเจ้อเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบแบบที่นานๆ ครั้งจะปรากฏขึ้นมา เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปเห็นป้ายไฟบริษัทของเสี่ยบูรพาที่ยังคงส่องสว่างอยู่ท่ามกลางตึกแถว “จ่อย นายจำเรื่องไดนามิกของกระแสเงินสดที่นายเคยบ่นได้ไหม? ถ้าเราได้บริษัทที่ชื่อเสียงดีมาเป็นฉากบังหน้า แม้จะติดหนี้ แต่มันก็เหมือนเราได้ใบอนุญาตผ่านทางเข้าสู่โปรเจกต์ระดับจังหวัด”
“ก้อง… อย่าบอกนะว่ามึงจะเอาด้วย?” จ่อยถามเสียงสั่น
“ทำไมจะไม่เอาล่ะ?” ก้องหันกลับมา ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว “นี่คือโอกาสทองที่จะได้สั่งสอนพวกขี้โกง และได้ขยายอาณาจักรแบบไม่ต้องลงทุนเพิ่มเยอะ เราเป็นบริษัทรับจ้างป่วนเมืองนะจ่อย งานป่วนคนเลวเนี่ยงานถนัดเราเลยไม่ใช่เหรอ?”
มินนี่กลอกตาไปมา แต่เธอก็หยิบเช็คขึ้นมาดูแล้วส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “เอาเถอะ อย่างน้อยก็ได้ค่าขนมเพิ่ม ดีกว่านั่งมองหน้าพวกคุณสองคนจนเบื่อ”
หลังจากวางแผนกันเกือบสองชั่วโมง ทั้งสามก็มุ่งหน้าไปยังตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทศัตรูใจกลางเมือง บรรยากาศในออฟฟิศนั้นหรูหราผิดกับบริษัทของก้องลิบลับ พนักงานในชุดสูทเดินขวักไขว่ไม่มีใครสนใจคนกลุ่มเล็กๆ ที่เดินเข้ามาจนกระทั่งถึงหน้าห้องทำงานของประธานบริษัทใหม่
ก้องไม่รอช้า เขาผลักประตูเข้าไปทันที โดยไม่สนเสียงเลขาหน้าห้องที่ร้องห้าม ภายในห้องนั้น ชายร่างท้วมสองคนกำลังดื่มไวน์ราคาแพงฉลองกันอยู่
“เฮ้ย! พวกมึงเป็นใครวะ?” ชายร่างท้วมคนหนึ่งตะคอก
ก้องไม่ได้ตอบอะไร เขาเดินไปหยิบแก้วไวน์จากมืออีกฝ่ายมาจิบหนึ่งคำแล้วทำหน้าแหย “วินเทจปี 2015 รสชาติใช้ได้นะ แต่มันจะอร่อยกว่านี้เยอะถ้าคุณเอาเงินที่โกงเขามาจ่ายค่าภาษีให้ถูกต้อง”
“แก!”
“ใจเย็นครับ” จ่อยแทรกตัวขึ้นมา มือถือแท็บเล็ตที่บรรจุข้อมูลการยักยอกเงินทั้งหมดไว้ “เรามาเพื่อแจ้งให้ทราบว่า หลักฐานการโอนเงินผิดปกติของพวกคุณ ถูกส่งไปที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเรียบร้อยแล้วเมื่อห้านาทีก่อน… และถ้าอยากให้เรื่องเงียบ เรามีทางเลือกให้สองทาง”
มินนี่ก้าวออกมาข้างหน้า สวมบทบาทสาวออฟฟิศสุดเฮี้ยบ “ทางแรกคือพวกคุณคืนหุ้นและเงินทั้งหมดให้เสี่ยบูรพาพร้อมดอกเบี้ย แล้วไสหัวไปให้พ้นจากวงการนี้ซะ หรือทางที่สอง… พวกเราจะอยู่ป่วนพวกคุณจนกว่าบริษัทนี้จะพังพินาศในแบบที่คุณคาดไม่ถึง… เลือกเอา”
ชายสองคนหน้าถอดสี พวกเขาหันไปมองหน้ากันอย่างลุกลี้ลุกลน ราวกับกำลังตัดสินใจเลือกทางที่เจ็บน้อยที่สุด
“พวกแกทำอะไรไม่ได้หรอก! เรามีแบ็กหนุนหลัง!” คนหนึ่งตะคุกขู่
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของหนึ่งในชายร่างท้วมก็ดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดูแล้วหน้าซีดเผือดจนขาวเหมือนกระดาษ ใบหน้าเขาเริ่มสั่นเครือเมื่ออ่านข้อความที่ได้รับ
“มัน… มันรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?” เขาพึมพำเสียงหลง
ก้องเดินเข้าไปใกล้ กระซิบข้างหูอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวไปถึงกระดูกสันหลัง “เพราะบริษัทเราชื่อ ‘บริษัทรับจ้างป่วนเมือง’ ไงครับ และถ้าเราอยากรู้ความลับใคร เราก็แค่… ป่วนจนความลับนั้นมันโผล่ออกมาเอง”
แต่ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะจบลงด้วยชัยชนะ จู่ๆ ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับชายชุดดำสี่คนที่กรูเข้ามาล้อมวงพวกก้องเอาไว้
บุคคลที่เดินตามหลังชายชุดดำเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น 'เสี่ยบูรพา' คนที่เพิ่งจะคุกเข่าอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพวกเขาเมื่อชั่วโมงก่อน เขายืนตัวตรง แววตาที่เคยน่าสงสารกลับกลายเป็นแววตาของผู้ล่าที่เผยเขี้ยวเล็บออกมาอย่างชัดเจน
“ขอบใจมากนะก้อง” เสี่ยบูรพายิ้มเหี้ยม “ที่ช่วยกำจัดคู่แข่งที่คอยจ้องจะกัดฉันให้พ้นทางไปได้… ตอนนี้บริษัทนี้กลายเป็นของฉันอย่างสมบูรณ์โดยที่ไม่มีใครมาขวางแล้ว ส่วนพวกแก… ก็กลายเป็นพยานปากเอกที่จะต้องหายไปพร้อมกับความลับพวกนี้ตลอดกาล”
หวังว่าพวกคุณคงจะสนุกกับการตามติดภารกิจสุดป่วนของพวกเราต่อไปนะครับ แล้วเจอกันตอนหน้าครับ!
บริษัทรับจ้างป่วนเมือง: โปรเจกต์กู้โลกฉบับคนว่างงาน•ตอนที่ 37
ศัตรูที่น่าสงสาร
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างป่วนเมือง: โปรเจกต์กู้โลกฉบับคนว่างงาน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!