เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพเย็นชา•ตอนที่ 6

โหมดปกป้อง

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
แก้วกาแฟเซรามิกสีดำสนิทถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะทำงานไม้สักอย่างไม่เบานัก แรงปะทะทำให้ของเหลวสีเข้มกระฉูดเปื้อนขอบถ้วยเล็กน้อย แต่เจ้าของนัยน์ตาสีรัตติกาลกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองมันด้วยซ้ำ อาคเนย์กำลังจดจ่ออยู่กับการคัดเลือกไฟล์ภาพในจอคอมพิวเตอร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เส้นผมสีดำสนิทที่ปรกลงมาคลอเคลียกรอบหน้าคมคายยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศรอบตัวเขากลายเป็นเขตปลอดผู้คน ทว่าในห้องสตูดิโอแคบๆ แห่งนี้ กลับมีสิ่งแปลกปลอมชิ้นหนึ่งที่กำลังเดินวนเวียนสร้างความรำคาญใจให้เขามาเกือบสิบนาทีแล้ว รินรดาในชุดเสื้อคลุมผ้าไหมสีไข่ไก่ทอดน่องยาวถึงข้อเท้ากำลังกอดอกพิงชั้นวางกล้องสายตาจดจ้องมาที่แผ่นหลังกว้างของช่างภาพหนุ่มด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู "ถ้าคุณจะขมวดคิ้วแน่นขนาดนั้น เกรงว่ารอยย่นระหว่างคิ้วคงจะจองจำใบหน้าหล่อๆ ของคุณไปจนแก่เฒ่าแล้วนะคะ ช่างภาพอาคเนย์" น้ำเสียงติดจะเย้าแหย่ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันในสตูดิโอลงอย่างไม่ไยดี อาคเนย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วหันกลับมามองดาราสาวชื่อดังด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย "ถ้าคุณว่างมากจนไม่มีอะไรทำ รบกวนกลับไปนอนที่ห้องรับแขก หรือไม่ก็เซ็นเช็คเงินสดแล้วไสหัวกลับคอนโดหรูของคุณไปเสียทีค่ะ รินรดา รบกวนเวลาทำงานของผมอยู่ได้" "ปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะคะ" รินรดายิ้มมุมปาก เดินนวนาดเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ของวานิลลาและดอกไม้จางๆ ลอยมาแตะจมูกชายหนุ่ม "คนที่เพิ่งรอดพ้นจากการถูกปล่อยข่าวฉาวฝีมือไอ้เมฆาเมื่อคืนนี้ ควรจะมีท่าทีสำนึกบุญคุณหรือหวาดผวามากกว่ามานั่งทำหน้ายักษ์ใส่ฉันนะคะ" อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงของหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "ผมบอกคุณแล้วว่าผมจัดการเองได้ คุณไม่จำเป็นต้องเอาเงินหลายล้านไปปิดปากกองบรรณาธิการพวกนั้น เรื่องมันเลยยิ่งบานปลายจนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งแซแซงความเป็นส่วนตัวแบบนี้ไงครับ" "อ๋อเหรอคะ? จัดการเองในที่นี้คือการนั่งรอให้รูปหลุดแล้วปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของพวกไฮยีน่าอย่างนั้นสินะคะ" รินรดาเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย "บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ได้ใช้เงินแก้ปัญหาเพราะสงสารคุณ แต่เพราะฉันไม่อยากให้ชื่อเสียงของดาราระดับแถวหน้าอย่างฉันต้องมามัวหมองเพราะมีข่าวฉาวคู่กับช่างภาพอินดี้ตกอับต่างหากล่ะคะ" "ปากเก่ง" อาคเนย์พึมพำลอดไรฟัน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นข้อศอกและเส้นเลือดปูดโปนขยับเข้าไปประชิดตัวหญิงสาวโดยอัตโนมัติ กลิ่นกายสะอาดผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขาลอยเข้าปะทะจมูกจนรินรดาต้องผะแผ่วลมหายใจโดยไม่รู้ตัว "ถ้าปากดีนัก ทำไมไม่ลองใช้ปากนี้พูดคำว่า 'ขอบคุณ' ออกมาให้มันรื่นหูล่ะครับ" ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตากับนัยน์ตาสีเข้มที่จ้องมองมาอย่างดุดัน ทว่าลึกเข้าไปในความแข็งกร้าวคู่นั้น เธอกลับมองเห็นประกายความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ พลางเอื้อมมือเรียวไปปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของเขาออกให้อย่างถือวิสาสะ "เป็นห่วงฉันเหรอคะ... อาคเนย์?" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังชิดริมฝีปากของชายหนุ่ม อาคเนย์ชะงักไปชั่วขณะ หัวใจในอกกระตุกวูบอย่างไม่เป็นจังหวะ เขาขยับถอยหลังออกไปครึ่งก้าวเพื่อรักษาพื้นที่ส่วนตัว ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงจางๆ อย่างรวดเร็วจนต้องรีบหันไปเบือนหน้าหนีทางอื่น "เพ้อเจ้อ ใครเขาจะไปห่วงคนเอาแต่ใจอย่างคุณ... ไปนั่งลงเงียบๆ ไป ผมปวดหัว" รินรดาอมยิ้มกริ่มในความซึนเดระของพ่อช่างภาพหนุ่ม เธอรู้ดีว่าภายใต้เกราะกำแพงที่เย็นชาและวาจาเชือดเฉือนนั้น หัวใจของอาคเนย์ไม่ได้แข็งกระด้างอย่างที่ปากพูดเลยสักนิด ขณะที่บรรยากาศกำลังระอุไปด้วยเคมีที่ชวนให้ใจเต้นแรง สายตากลมโตของรินรดาก็ดันเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างบนโต๊ะทำงานของเขา กล่องยาแก้ไมเกรนที่ถูกแกะใช้ไปครึ่งแผงวางอยู่ข้างถ้วยกาแฟเย็นชืด และที่สำคัญที่สุด... แก้วกาแฟที่เขาเพิ่งวางกระแทกไปเมื่อครู่ มันไม่มีส่วนผสมของนมหรือน้ำตาลเลยสักนิด มีเพียงกาแฟดำเข้มข้นที่ขมปี๋จนคนปกติไม่น่าจะดื่มมันไหว "คุณดื่มกาแฟดำล้วนๆ ตอนท้องว่างแบบนี้อีกแล้วเหรอคะ" รินรดาเปลี่ยนเรื่องฉับพลัน น้ำเสียงเจือแววดุเล็กน้อยอย่างลืมตัว อาคเนย์ขมวดคิ้วหันกลับมามอง "มันเรื่องของผม" "เรื่องของคุณพรรค์นี้นี่แหละค่ะที่จะทำให้คุณปวดหัวจนทำงานไม่ได้" รินรดาเดินไปคว้าแก้วกาแฟสีดำสนิทนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือทันที ท่าทีเด็ดขาดของเธอกลบความเกรงกลัวที่มีต่อช่างภาพหนุ่มจนหมดสิ้น "วางมือจากงานพวกนี้เดี๋ยวนี้เลยค่ะอาคเนย์" "รินรดา อย่ามาสั่งผมนะ ส่งกาแฟคืนมา" อาคเนย์ยื่นมือจะแย่งแก้วคืน แต่ดาราสาวกลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างคล่องแคล่ว พลางถอยหลังไปชนขอบโต๊ะ "ไม่ให้ค่ะ! บอกแล้วไงว่าช่วงนี้ฉันเป็นเจ้าหนี้ชีวิตคุณ ฉันมีสิทธิ์ขาดว่าจะให้คุณกินอะไรและทำอะไรได้บ้าง" เธอยกแก้วกาแฟหนีขึ้นสูง แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่าเขาพอสมควร "นั่งลงที่โซฟาเดี๋ยวนี้ค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะเทกาแฟนี่ราดหัวคอมพิวเตอร์ของคุณจริงๆ ด้วยนะ" อาคเนย์จ้องมองหญิงสาวด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ แก้มสากมีรอยกระตุกเล็กน้อยด้วยความขัดใจ แต่เมื่อเห็นแววตาเอาจริงเอาจังของดาราสาวแล้ว เขาก็ยอมถอนหายใจออกมาอย่างจำยอม "ก็ได้... คุณนี่มันดื้อด้านเป็นบ้าเลยรินรดา" เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มอย่างจำยอม รินรดายิ้มกริ่มด้วยความชัยชนะ เธอวางแก้วกาแฟอันตรายนั้นทิ้งลงถังขยะทันที ก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัวเล็กๆ มุมสตูดิโอ อาคเนย์มองตามแผ่นหลังบางนั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงออกมาอย่างไร้การปรุงแต่งนี้ มันช่าง... น่ารำคาญเสียจริง น่ารำคาญจนหัวใจที่เคยด้านชามานานนับปีเริ่มสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ถึงห้านาทีต่อมา รินรดาก็เดินกลับมาพร้อมกับแก้วชาอุ่นๆ และจานรองขนมปังปิ้งทาเนยน้ำผึ้งส่งกลิ่นหอมกรุ่น เธอวางมันลงตรงหน้าเขาบนโต๊ะรับแขก "ดื่มชานี่ซะ แล้วก็กินขนมปังนี่ด้วย ท้องว่างแล้วยังจะกินกาแฟดำจัดๆ อีก สมองคุณคงมีแต่น้ำยาล้างรูปสินะคะถึงได้คิดอะไรไม่รอบคอบแบบนี้" เธอบ่นกระpอดกระแปียดขณะทรุดตัวลงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาตัว and ฝั่งตรงข้าม อาคเนย์มองจานขนมปังและแก้วชาอุ่นๆ สลับกับใบหน้าสวยเฉี่ยวที่กำลังเชิดขึ้นอย่างถือดี ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้ามาในอกอย่างเงียบเชียบ มือหนายื่นออกไปหยิบแก้วชาขึ้นมาจิบรสชาติหอมละมุนลิ้นช่วยบรรเทาอาการปวดหัวตุๆ ที่ขมับได้ชะงัก "ขอบคุณครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบาๆ แทบจะเป็นกระซิบ จนรินรดาเกือบฟังไม่ทัน ดาราสาวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อยเมื่อได้ยินคำขอบคุณที่หลุดออกมาจากปากของช่างภาพสายซึน รอยยิ้มหวานหยดระบายขึ้นบนใบหน้าสวย "หูฝาดไปหรือเปล่าคะเนี่ย... คุณอาคเนย์สุดหล่อปากร้าย ยอมพูดคำว่าขอบคุณกับฉันเป็นด้วยเหรอคะเนี่ย" "อย่าได้ใจให้มากนักเลยครับ" อาคเนย์ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิมอย่างรวดเร็ว เขาวางแก้วชาลงแล้วหยิบขนมปังปิ้งขึ้นมากัดคำหนึ่ง "ผมแค่พูดตามมารยาทมนุษย์เฉยๆ" "ค่ะ พ่อคนมารยาทงาม" รินรดายิ้มเยาะอย่างอารมณ์ดี บรรยากาศรอบตัวทั้งคู่ในยามนี้ไม่ได้ตึงเครียดเหมือนช่วงแรกที่พบกันอีกต่อไป ความเย็นชาและกำแพงน้ำแข็งที่อาคเนย์สร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองถูกละลายลงทีละน้อยโดยความสดใสและดื้อรั้นของดาราสาว ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขมักจะสั้นเสมอ เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่ดังเร่งรีบมาจากทางบันไดหนีไฟด้านนอกสตูดิโอ ทำให้อาคเนย์หรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณดิบของช่างภาพผู้ผ่านโลกมาโชกโชนเตือนภัยขึ้นในหัวสมองอย่างรุนแรง "เดี๋ยวนะ..." อาคเนย์พึมพำเสียงต่ำ เขาวางขนมปังในมือลงบนจานทันที ร่างกายกำยำดีดตัวลุกขึ้นยืนบังหน้าดาราสาวไว้โดยอัตโนมัติ ปัง! เสียงถีบประตูสตูดิโอไม้เนื้อแข็งพังกระเด็นเปิดผางเข้ามาด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสามคนก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้อง นำหน้าด้วยเมฆา อดีตคู่หูผู้มีรอยยิ้มเยือกเย็นฉาบอยู่บนใบหน้า "สวัสดีครับ คุณเพื่อนรัก... และก็คุณนางเอกคนสวย ไม่คิดเลยนะครับว่าจะมาสวีทกันอยู่ในเซฟเฮาส์ลับๆ แบบนี้" เมฆากวาดสายตามองทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ในมือถือโทรศัพท์มือถือที่เปิดหน้าจอเตรียมพร้อมไลฟ์สด รินรดาหน้าถอดสี เธอกำชายเสื้อคลุมของตัวเองแน่นด้วยความตกใจ แต่อาคเนย์กลับยืนนิ่งสงบ นัยน์ตาสีรัตติกาลวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาจนถึงขีดสุด บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความหนתเหน็บราวกับพายุกำลังก่อตัว ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันของตอนนี้นะคะ แล้วมาลุ้นกันต่อค่ะว่าอาคเนย์จะจัดการกับไอ้สารเลวเมฆายังไงในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพเย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%