แก้วกาแฟเซรามิกราคาแพงในมือของรินรดาเกือบจะร่วงลงมากระแทกพื้น หากปลายนิ้วเรียวยาวของอาคเนย์จะไม่เอื้อมมารับมันไว้เสียก่อน สัมผัสจากปลายนิ้วที่แตะกันเพียงแผ่วเบากลับสร้างแรงสั่นสะเทือนประหลาดวิ่งตรงเข้าสู่หัวใจของหญิงสาวราวกับกระแสไฟฟ้า
"ถ้าใจลอยขนาดนั้น แนะนำให้ไปนอนค่ะคุณนักแสดง"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แววตาที่มองมากลับไม่มีความรำคาญเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากความเย็นชาตามเคย อาคเนย์วางแก้วลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่าในมุมที่เงียบสงบที่สุดของเซฟเฮาส์ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ดวงตาสีเข้มคู่นั้นจ้องมองเธอราวกับต้องการทะลุผ่านเข้าไปถึงความคิดที่กำลังตีกันวุ่นวายในหัว
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอยังคงติดอยู่ในภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ ภาพที่อาคเนย์ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว... สิ่งที่ไม่เคยปรากฏบนใบหน้าของช่างภาพชื่อดังคนนี้เลย
"ฉันไม่ได้ใจลอย..." รินรดาเชิดหน้าขึ้น ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนักแสดงสาวผู้มั่นใจดังเดิม "ฉันแค่กำลังคิดว่า... ผู้ชายปากร้ายอย่างคุณ ทำไมเวลาหนีกล้อง ถึงดูเหมือนคนหนีตายจากสนามรบขนาดนั้นล่ะคะ หรือว่าในอดีต คุณเคยไปทำกรรมอะไรไว้กับใครเข้า ถึงได้กลัวแสงแฟลชยิ่งกว่าเจอผีแบบนี้"
อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันตัวเอง เขายกมือขึ้นเสยผมสีเข้มที่ตกลงมาปรกหน้าผาก ท่าทางนั้นดูเซอร์และมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจจนรินรดาต้องแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"กรรมเหรอคะ..." อาคเนย์ทวนคำ ดวงตาคมกริบหลุบมองลงต่ำ สลัดภาพช่างภาพมือหนึ่งผู้เย่อหยิ่งทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่แบกรับความทรงจำอันหนักอึ้งไว้คนเดียว "ถ้าการไว้ใจคนผิดมันนับเป็นกรรม... งั้นผมคงสร้างบาปไว้มหาสารเลยล่ะมั้ง"
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นของเซฟเฮาส์จมดิ่งลงสู่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า รินรดารู้สึกได้ทันทีว่ากำแพงที่อาคเนย์สร้างขึ้นมาตลอดกำลังสั่นคลอน เธอจึงเลือกที่จะเงียบ ไม่เร่งเร้า ไม่พูดจาถากถางเหมือนเคย แต่ส่งสายตานิ่งสงบที่สื่อความหมายว่า *'ฉันพร้อมจะฟัง'* ไปให้เขาแทน
อาคเนย์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง เนิ่นนาน... จนกระทั่งเขายอมเปิดปากพูดเรื่องที่เก็บงำไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ
"คุณเคยเชื่อใจใครสักคนไหมครับ... แบบที่ยอมเอาอนาคตทั้งชีวิต เอาชื่อเสียง และผลงานทุกชิ้นไปวางไว้ในมือเขา โดยไม่คิดเลยว่าเขาจะหักหลังคุณ" น้ำเสียงของอาคเนย์ราบเรียบ แต่มันกลับสั่นน้อยๆ จนคนฟังรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก
"เคยค่ะ..." รินรดาตอบเสียงแผ่ว นึกถึงช่วงเวลาที่เธอเคยเกือบสูญเสียทุกอย่างให้กับคนที่ไว้ใจที่สุดในวงการบันเทิง "และฉันก็เรียนรู้ที่จะใช้เงินฟาดหัวคนพวกนั้นจนพวกเขาไม่กล้าโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย"
มุมปากของอาคเนย์กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่เศร้าที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็นมา "แต่วิธีนั้นใช้ไม่ได้กับเรื่องของผมหรอกรินรดา... เมฆาไม่ได้ต้องการเงิน เขาต้องการทำลายผมให้พังคามือ"
ชื่อของ 'เมฆา' หลุดออกมาจากปากของอาคเนย์พร้อมกับบรรยากาศรอบตัวที่เย็นเยียบลงทันตา รินรดากลั้นหายใจ เธอจำได้ว่าเมฆาคือใคร อดีตคู่หูช่างภาพมือรางวัลที่จู่ๆ ก็หายตัวไปจากวงการพร้อมกับข้อครหาเรื่องการขโมยผลงาน
"ตอนนั้นพวกเรากำลังไปได้สวย..." อาคเนย์เริ่มเล่า ภาพอดีตฉายชัดขึ้นในแววตา "เรามีสตูดิโอด้วยกัน มีความฝันเดียวกัน ผมเป็นคนลั่นชัตเตอร์ ส่วนเขาเป็นคนจัดการเรื่องเบื้องหลังทั้งหมด ผมไว้ใจเขายิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ จนกระทั่งวันจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตของผม..."
เขาหยุดพูดไปชั่วขณะ มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーンบนหลังมือ รินรดาทนไม่ได้ที่จะเห็นเขาทำร้ายตัวเอง เธอเอื้อมมือไปวางทับบนหลังมือของเขาอย่างลืมตัว สัมผัสอุ่นจัดจากเธอดึงสติให้อาคเนย์ผ่อนแรงลง เขามองมือเรียวที่กุมมือเขาไว้ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเเววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งระคนเจ็บปวด
"วันนั้น... ภาพถ่ายชุดที่ผมทุ่มเทถ่ายทอดเรื่องราวความเจ็บปวดของเด็กเรณูถูกเปลี่ยนเป็นภาพถ่ายเชิงพาณิชย์ที่ขโมยมาจากช่างภาพต่างชาติ แสงแฟลชเป็นร้อยๆ ตัวสาดส่องเข้ามาที่หน้าผม เสียงชัตเตอร์รัวราวกับเสียงปืน เสียงก่นด่า และคำถามเหยียดหยามจากสื่อมวลชนในวันนั้น... มันทำให้ผมรู้ว่า แสงสว่างที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อเชิดชูเราได้ในพริบตา ก็พร้อมจะใช้เผาเราให้เป็นจุลได้ในวินาทีเดียวกัน"
น้ำเสียงของอาคเนย์ขาดห้วง แต่ละคำที่หลุดออกมาเหมือนเข็มแหลมที่ทิ่มแทงหัวใจคนฟัง รินรดานิ่งงัน เธอนึกภาพตามไม่ออกเลยว่าผู้ชายที่อีโก้สูงส่งคนนี้ต้องผ่านนรกขุมไหนมาบ้างในวันที่เขาอายุยังน้อยและต้องเผชิญกับข้อหา 'คนขโมยผลงาน' โดยที่เขาไม่ได้ทำ
"ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมเกลียดแฟลช เกลียดแสงสว่าง และเกลียด... การถูกจับจ้อง" อาคเนย์มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเธอ "แต่แปลก... ทำไมเวลาผมอยู่ใกล้คุณ ผมถึงไม่รู้สึกกลัวแสงแฟลชพวกนั้นเลยล่ะ"
คำถามนั้นทิ้งน้ำหนักลงกลางใจของรินรดาอย่างจัง หัวใจของเธอเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ความร้อนผ่าววิ่งพล่านไปทั่วใบหน้า แม้แต่คนปากเก่งอย่างเธอก็ยังนิ่งค้างไปชั่วขณะเมื่อเจอความแพรวพราวระดับสิบของนายช่างภาพเย็นชาเข้าจังๆ
"นี่คุณ..." รินรดาพยายามตั้งสติ แกล้งทำเป็นเชิดหน้าขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังพุ่งปรี๊ด "นี่กำลังจะหยอดมุกจีบฉันเหรอคะ นายช่างภาพ อย่าลืมนะคะว่าฉันคือนักแสดงแถวหน้า มุกแค่นี้ไม่ทำให้ฉันใจสั่นหรอกนะ"
"เหรอครับ?" อาคเนย์ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นจนลมหายใจอุ่นๆ รินรดรดรดอยู่บนพวงแก้ม นัยน์ตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน "ถ้าไม่ใจสั่น... แล้วทำไมหน้าคุณถึงแดงขนาดนั้นล่ะครับ คุณนักแสดง"
รินรดาเบิกตากว้าง กำลังจะอ้าปากเถียงกลับเพื่อรักษาฟอร์ม แต่ทว่า...
*ปัง! เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงตะโกนโวยวายที่ทำให้เลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบ*
"อาคเนย์! แกหลบอยู่ในนี้ใช่ไหม เปิดประตูเดี๋ยวนี้ไอ้ขโมยผลงาน!" เสียงของเมฆาดังแทรกเข้ามาในเซฟเฮาส์ พร้อมกับแสงไฟแฟลชจากโทรศัพท์มือถือหลายสิบเครื่องที่ส่องลอดผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาสว่างวาบ!
รินรดาลุกพรวดขึ้นทันที ดวงตาคู่งามฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธ อาคเนย์ดึงแขนเธอไว้เบาๆ แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้ขยับตัว ประตูหน้าบ้านก็ถูกพังกระแทกเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ!
*********************************************
ติดตามตอนต่อไป ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่สนับสนุน "กำมะหยี่สีแดง" เสมอมานะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพเย็นชา•ตอนที่ 9
รอยร้าวในอดีต
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพเย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!