บรรยากาศในสตูดิโออุณหภูมิลดฮวบลงจนแทบจะติดลบ เมื่อประโยคเยียบเย็นของเมฆาEยังคงลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ รินรดาขยับตัวยืนบังร่างสูงของอาคเนย์ไว้ครึ่งกึ่งโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตฉายแววระแวดระวังอย่างไม่ปิดบัง เธอไม่ใช่เด็กสาวอ่อนต่อโลกที่จะไม่รู้ว่ารอยยิ้มของคนตรงหน้าเคลือบยาพิษไว้หนาเตอะแค่ไหน
"เชิญค่ะ" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาดจนคนฟังต้องชะงัก "ถ้าคิดว่าของขวัญไร้สาระของคุณมันมีค่าพอจะทำให้ที่นี่พังพินาศได้ ก็เอาออกมาโชว์ให้เต็มที่... อย่าดีแต่เห่าเหมือนสุนัขจนตรอกเลยค่ะ"
อาคเนย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเผลอยกยมุมปากขึ้นนิดหน่อยอย่างอดไม่ได้ มือหนาเอื้อมมาแตะข้อศอกเนียนเบาๆ เป็นเชิงปราม แต่นัยน์ตาสีเข้มที่มองรินรดากลับฉายประกายความอบอุ่นระคนเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด ร่างสูงก้าวออกมาเผชิญหน้ากับอดีตเพื่อนสนิทด้วยท่าทีนิ่งสงบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ ทั้งสิ้น
"นายยังชอบเล่นละครฉากใหญ่อยู่เหมือนเดิมนะ เมฆา" อาคเนย์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ แววตาคมกริบมองแฟลشไดรฟ์ในมืออีกฝ่ายด้วยความเบื่อหน่าย "คิดเหว่าหลักฐานปลอมๆ แค่ไม่กี่ชิ้น จะทำลายสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมาได้หรือไง"
"หลักฐานปลอมเหรอ?" เมฆาหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่ที่เต็มไปด้วยความริษยาจ้องมองอาคเนย์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "งั้นก็ลองดูนี่ซ้ำอีกสักรอบดีไหมล่ะ อาคเนย์... หรือว่านายไม่กล้าให้คนแถวนี้รู้ว่า 'ช่างภาพมือหนึ่ง' ที่พวกเขากำลังบูชาอยู่น่ะ แท้จริงแล้วมันก็แค่พวกขโมยผลงานคนอื่น!"
แฟลشไดรฟ์สีดำถูกเสียบเข้ากับโปรเจกเตอร์กลางห้องอย่างรวดเร็ว ภาพถ่ายชุดใหญ่ปรากฏขึ้นบนผนังสีขาวสะอาดตา มันคือภาพต้นฉบับเซ็ตที่สร้างชื่อเสียงให้ออาคเนย์เมื่อหลายปีก่อน แต่ทว่า... มีลายน้ำและชื่อของเมฆาปรากฏอยู่บนมุมภาพเหล่านั้น พร้อมกับเอกสารสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมาอย่างแนบเนียน
รินรดากวาดตามองภาพเหล่านั้นแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือของพวกต้มตุ๋น เธอกำมือแน่นด้วยความโกรธ กำลังจะเอปากตอกกลับให้หน้าหงาย แต่อาคเนย์กลับเร็วกว่า มือใหญ่คว้ามือเธอไปกุมไว้หลวมๆ พร้อมกับบีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความมั่นใจ
"นายลงทุนปลอมแปลงเอกสารขนาดนี้ คงเหนื่อยน่าดูสินะ เมฆา" อาคเนย์ก้าวเข้าไปใกล้ชิดอีกฝ่าย น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทรงพลังจนเมฆาเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "แต่ก็น่าเสียดาย... ต้นฉบับจริงพร้อมไฟล์ RAW data ที่มีลายเซ็นดิจิทัลของฉัน ฉันเก็บไว้ในระบบคลาวด์ที่มีการเข้ารหัสระดับทหาร... นายคิดจริงๆ เหรอว่าคนอย่างฉันจะโง่ปล่อยให้โจรขโมยของไปได้ง่ายๆ โดยไม่สำรองข้อมูลไว้"
เมฆาหน้าถอดสีทันที เหงื่อกาฬเริ่มผุดซึมตามไรผม "แก... แกโกหก!"
"จะโกหกหรือไม่ อีกสิบนาทีตำรวจกองปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีคงมาถึง และพวกเขาคงยินดีมากที่จะได้ตรวจสอบแฟลشไดรฟ์อันนั้นอย่างละเอียด" อาคเนย์พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ปรายตามองอดีตเพื่อนร่วมงานราวกับมองฝุ่นผงใต้รองเท้า "เชิญดื่มด่ำกับเวลาอิสระที่เหลืออยู่เถอะนะ ก่อนที่นายจะต้องไปชดใช้กรรมในห้องขัง"
ประโยคเด็ดขาดนั้นทำเอาเมฆาหน้าซีดเผือด สติหลุดกระเจิง รีบคว้าแฟลชไดรฟ์ออกแล้ววิ่งหนีออกไปจากสตูดิโอแทบไม่ทัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ ของรินรดาที่ดังไล่หลังตามความสะใจ
เมื่อบรรยากาศกลับสู่ความสงบ รินรดาก็หันขวับมามองหน้าพระเอกหนุ่มทันที เธอหรี่ตาลงอย่างจับผิด พลางกอดอกมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า "เก่งนักนะคะ... จัดการเองได้ทุกอย่าง แล้วทำไมเมื่อกี้ต้องทำหน้าเหมือนคนอมทุกข์ด้วยเล่า"
"ใครอมทุกข์" อาคเนย์ปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ใบหูขึ้นสีแดงจัดอย่างปิดไม่มิด "ฉันแค่วิตกจริตแทนเธอ... กลัวว่าข่าวฉาวพวกนี้จะกระทบกับงานแสดงของเธอต่างหาก รินรดา"
"อ้อเหรอคะ?" นางเอกสาวลากเสียงยาว เดินเข้าไปประชิดตัวร่างสูงจนเขาต้องถอยหลังไปชนโต๊ะทำงาน "เป็นห่วงฉันเหรอคะ หรือว่ากลัวฉันจะหนีหายไปไหนกันแน่... หื้ม?"
ระยะห่างที่ใกล้จนเกินไปทำเอาหัวใจของช่างภาพหนุ่มผู้เย็นชาเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเธอผสมกับความหอมหวานของแชมพูทำให้เขาแทบจะลืมวิธีหายใจ อาคเนย์หลบสายตาวาววับคู่นั้นไม่ได้ ปากหนาเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความเขินอาย แต่ฟอร์มจัดเกินกว่าจะยอมรับตรงๆ
"อย่ามาหลงตัวเองน่า..." อาคเนย์เบือนหน้าหนีไปทางอื่น พยายามทำเสียงให้เข้มที่สุด "ฉันก็แค่... ไม่อยากให้สตูดิโอสกปรกเพราะคนพวกนั้นก็เท่านั้นเอง"
รินรดาหัวเราะคิกคักในลำคออย่างชอบใจ เธอชอบเหลือเกินเวลาที่คนปากแข็งคนนี้จนมุม เธอยื่นมือไปแตะปลายคางได้รูปของเขาให้หันกลับมาสบตากันตรงๆ "ปากแข็งจังนะคะ ระวังเถอะค่ะ... สักวันหนึ่งฉันจะจ้างคนมาเย็บปากคุณด้วยด้ายทองคำจริงๆ ด้วย"
"ถ้ากล้าพอก็ลองดู..." อาคเนย์พึมพำเสียงเบา ก่อนจะเอื้อมมือโอบเอวบางเข้ามาแนบชิดโดยไม่ทันให้ตั้งตัว ใบหน้าคมคายโน้มลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนพวงแก้มเนียน "แต่ก่อนจะเย็บปากฉัน... ช่วยตอบคำถามฉันก่อนสิ ว่าทำไมเมื่อกี้ถึงกล้าเอาตัวมาบังฉันไว้... เธอเป็นห่วงฉันเหรอ รินรดา"
คำถามย้อนกลับที่ทำเอาคนฟังถึงกับใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก รินรดาอ้าปากจะเถียง แต่ยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียงใดๆ ออกมา ประตูสตูดิโอที่ปิดสนิทก็ถูกผลักเปิดออกกะทันหันด้วยฝีมือของผู้จัดการส่วนตัวของเธอเอง
"ริน! อยู่นี่นี่เอง... ตายแล้ว! คุณแม่โทรมาตามให้กลับบ้านด่วนเลยค่ะ บอกว่ามีเรื่องด่วน..."
เสียงใสของกระแตชะงักกึกทันที เมื่อเห็นภาพเจ้านายสาวคนเก่งกำลังถูกช่างภาพหนุ่มสุดฮอตโอบกอดแนบชิด ชนิดที่เรียกว่าแทบจะสิงร่างกันอยู่แล้ว สองสายตาของคนมาใหม่เบิกกว้างด้วยความตกใจระคนอยากรู้อยากเห็น
รินรดารีบผลักอกอาคเนย์ออกทันทีด้วยความเขินอาย ใบหน้าสวยหวานแดงแจ๋ราวกับลูกตำลึงสุก ส่วนอาคเนย์ได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างหัวเสียเล็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะสำคัญอีกครั้ง
ทว่า... ในจังหวะที่ทุกคนกำลังชะงักงันกับเหตุการณ์ตรงหน้า เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือของอาคเนย์ก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้อง
เขาก้มลงมองหน้าจอเพียงแวบเดียว ร่างสูงก็ชะתากัก นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง เมื่อข้อความปริศนาพร้อมภาพถ่ายใบหนึ่งปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ... ภาพถ่ายของรินรดาที่กำลังยืนยิ้มอยู่กับชายแปลกหน้าคนหนึ่ง ณ คาเฟ่ชื่อดังเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ
*“ระวังตัวไว้ให้ดี... ของรักของหวง กำลังจะถูกแย่งไปในไม่ช้า”*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนฟินๆ ด้วยกันในตอนนี้นะคะ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพเย็นชา•ตอนที่ 17
สายตาที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพเย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!