"วางปืนลงซะ เมฆา"
น้ำเสียงของอาคเนย์ไม่ได้สั่นแม้แต่น้อย มันราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงพลังเสียจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนแทบจะกลายเป็นจุดเยือกแข็ง รินรดายืนตัวแข็งทื่อ หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อตระหนักว่าผู้หญิงที่ถือปืนสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ผีสางที่ไหน แต่เป็น 'พิมพ์พิศา' นางแบบสาวที่เคยมีข่าวลือสะเทือนวงการว่าประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อน—และคนที่อยู่เบื้องหลังเงาดำทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเมฆา อดีตคู่หูผู้จมปลักอยู่กับความริษยา
ทว่า ในวินาทีที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย อาคเนย์กลับขยับตัวเพียงเล็กน้อยเพื่อดึงรินรดาไปหลบไว้ด้านหลังอย่างแนบเนียน ร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่ไออุ่นปกป้องเธอไว้ทั้งหมด ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะชายตามองกระบอกปืนที่จ่อตรงมา ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องเพียงภาพหลอนที่ยังมีลมหายใจเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย
"เซอร์ไพรส์ไหมล่ะ อาคเนย์?" เสียงหัวeหัวเราะแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอของพิมพ์พิศา ดวงตาของเธอดูลอยล่องและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดบิดเบี้ยว "นายคิดว่านายจะมีความสุขอยู่กับความสำเร็จบนซากศพของฉันได้งั้นเหรอ นายกับนังนี่... เหมาะสมกันดีนี่ คนเห็นแก่ตัวสองคนที่เหยียบหัวคนอื่นขึ้นมา!"
"เธอไม่ได้ตาย... เมฆาซ่อนเธอไว้" อาคเนย์เอ่ยขึ้น ตัดบทความดรามาที่พยายามสร้างขึ้นอย่างไม่แยแส "เลิกเล่นละครน้ำเน่าแล้ววางปืนลงเถอะพิมพ์ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนจริงๆ"
"แกมันใจร้าย อาคเนย์!" พิมพ์พิศากรีดร้อง ลั่นไกปืนในมือสั่นระริก
*ปัง!*
กระสุนเฉี่ยวผ่านเสาไม้ไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น รินรดาที่ตั้งสติได้ไวกว่าใครก็พุ่งตัวออกไปพร้อมกับกระเป๋าแบรนด์เนมใบโต ฟาดเข้าที่ข้อมือของพิมพ์พิศาอย่างแม่นยำและไร้ความปรานี!
"โอ๊ย!"
ปืนในมือร่วงหล่นลงพื้น เสียงโลหะกระทบกระเบื้องดังสนั่น ตามมาด้วยการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบที่อาคเนย์ประสานงานไว้ล่วงหน้า พวกเขาพรูเข้ามาล็อกตัวเมฆาและพิมพ์พิศาไว้ทันท่วงที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
ความโกลาหลจบลงในเวลาไม่กี่นาที เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วเซฟเฮาส์ริมทะเล
รินรดายืนหอบหายใจรัว มือเรียวบางสั่นเทาเล็กน้อยจากAderalineที่พุ่งพล่าน แม้เธอจะเป็นคนใจเด็ดและผ่านโลกมามากแค่ไหน แต่การเฉียดตายเมื่อครู่ก็ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสักนิด
อาคเนย์ก้าวเข้าไปใกล้ ชายหนุ่มไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เขายื่นมือออกไปคว้าข้อมือเรียวของเธอมากุมไว้แน่น แรงบีบนั้นอบอุ่นและมั่นคงจนสามารถซึมซับความหวาดกลัวทั้งหมดออกไปได้
"มือสั่นใหญ่แล้วนะ คนเก่ง" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเมื่อครู่ เป็นความทุ้มนุ่มที่เจือแววเป็นห่วงอย่างชัดเจน
"ใครว่าฉันสั่นเพราะกลัวกันเล่า..." รินรดาเชิดหน้าขึ้นริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอ "ฉันแค่... เสียดายกระเป๋าใบโปรดต่างหาก เลอะฝุ่นหมดเลยเนี่ย นายต้องเป็นคนจ่ายค่าทำความสะอาดนะ อาคเนย์!"
อาคเนย์หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรกที่รินรดาได้ยินเสียงหัวเราะที่จริงใจและอบอุ่นที่สุดจากผู้ชายคนนี้ รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากทำให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูมีเสน่ห์จนใจกระตุก
"เปย์เก่งเป็นที่หนึ่ง เรื่องแค่นี้ทำไมฉันจะจ่ายไม่ไหว" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตากรุ้มกริ่มที่มองมาทำเอารินรดาต้องเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ห้ามไว้ไม่อยู่ "ไปนั่งพักเถอะ เรื่องที่เหลือปล่อยให้ตำรวจจัดการ"
คืนนั้น... ท่ามกลางความเงียบสงบของเซฟเฮาส์หลังน้อยที่ไร้เงาอันตรายและความวุ่นวายจากเรื่องงาน ทั้งสองคนออกมานั่งรับลมที่ระเบียงกว้างใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ระยิบระยับไปด้วยหมู่ดาว
ไม่มีกล้องถ่ายรูป ไม่มีบทสนทนาเรื่องโปรเจกต์งาน และไม่มีความลับใດๆ ต่อกันอีกต่อไป
รินรดายกแก้วช็อกโกแลตร้อนขึ้นจิบเบาๆ สายตาทอดมองออกไปไกลยังผืนน้ำทะเลสีดำสนิทที่สะท้อนแสงดาวระยิบระยับ เบื้องข้างของเคืออาคเนย์ที่นั่งเงียบๆ แต่กลับสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้เธออย่างน่าประหลาด
"นี่..." รินรดาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน "ตอนที่ยัยนั่นเล็งปืนมาที่ฉัน นายคิดอะไรอยู่เหรอ? หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยนะตอนนั้น"
อาคเนย์หันมามองหน้าเธอ ดวงตาสีนิลคู่นั้นลึกล้ำและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้ถูกปิดกั้นไว้อีกต่อไป เขาวางแก้วในมือลงแล้วขยับเข้าไปใกล้ขึ้น จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น
"ฉันไม่ได้กลัวตายหรอกนะ รินรดา..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและจริงจัง "แต่ฉันกลัว... กลัวว่าถ้าฉันปกป้องผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ ฉันคงไม่มีหน้าจะอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว"
รินรดาชะงัก หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เธอกะพริบตาปริบๆ พยายามหาคำพูดมาจิกกัดเขาเหมือนทุกที แต่ริมฝีปากกลับหนักอึ้งไปหมดเมื่อสบเข้ากับแววตาคลั่งรักที่ส่งตรงมา
"นาย... พูดบ้าอะไรเนี่ย..." เธอพึมพำเสียงเบา หลบสายตาคมคลาวนั้นด้วยความเขินอายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
อาคเนย์ยกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ปลิวมาปร็อกแก้มเนียนของเธอแผ่วเบา สัมผัสนั้นนุ่มนวลและทะนุถนอมจนรินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหลอมละลาย
"ไม่ได้บ้าสักหน่อย..." เขากระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าด้วยความรู้สึกที่อัดแน่น "ฉันพูดความจริง... และต่อจากนี้ จะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาทำอันตรายเธอได้อีกเด็ดขาด"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจดวงน้อยยอมจำนนต่อความอบอุ่นและสายตาที่เว้าวอนคู่นั้นโดยปริยาย ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงเรื่อยๆ จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแนบชิดกันเพื่อเติมเต็มความรู้สึกที่ค้างคา เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นขัดจังหวะอย่างไม่รู้กาลเทศะ!
*ก๊อกๆๆ!*
"คุณอาคเนย์คะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ! ภาพถ่ายเซ็ตสุดท้ายในห้องนิรภัย... หายไปอย่างไร้ร่องรอยค่ะ!"
รินรดารีบผละตัวถอยห่างด้วยความตกใจ แต่อาคเนย์กลับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนแปลกใจ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาสีเข้มฉายแววอันตรายขึ้นมาอีกครั้งเมื่อตระหนักว่า... เกมนี้ยังไม่จบลงอย่างแท้จริง!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพเย็นชา•ตอนที่ 22
คืนใต้แสงดาว
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพเย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!