เสียงเหรียญธนบัตรเก่าๆ ที่ถูกนับซ้อนกันจนเกิดเสียงกรอบแกรบเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องเก็บฟืนเก่าๆ ที่ถูกดัดแปลงเป็นพื้นที่ส่วนตัวของหลินเฟยเฟย กลิ่นอายของความยากจนข้นแค้นที่เคยอบอวลอยู่ในบ้านตระกูลจางราวกับถูกชะล้างออกไปด้วยธนบัตรใบสีแดงและสีเขียวที่กองอยู่ตรงหน้า
"หนึ่งร้อย... สองร้อย... สามร้อยห้าสิบหยวน!"
หลินเฟยเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด มือเรียวบางที่ผ่านการทำงานหนักมาทั้งชีวิตสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น นี่คือเงินก้อนใหญ่ที่สุดตั้งแต่เธอย้อนมิติเข้ามาในยุค 80 นี้ หยวนเหล่านี้ไม่ได้มาจากการขอส่วนบุญหรือการหยิบยืมใคร แต่มันคือผลกำไรก้อนแรกจากการนำ "หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงสูตรลับ" และ "พริกผัดกากหมู" จากมิติลับไปวางขายในตลาดมืดเมื่อรุ่งสางที่ผ่านมา
สินค้าเกลี้ยงหม้อภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ความต้องการของชาวเมืองที่โหยหารสชาติอาหารอร่อยท่ามกลางยุคข้าวยากหมากแพงคือช่องว่างทางธุรกิจที่หลินเฟยเฟยอ่านขาด
"แม่คะ... เงินเยอะแยะเลย!" เสียงเล็กๆ ของเจ้าตัวน้อยดึงสติเธอให้กลับมา เฟยเฟยรีบกวาดธนบัตรทั้งหมดซ่อนไว้ใต้รอยแตกของพื้นไม้กระดาน ก่อนจะดึงลูกสาวเข้าสู่อ้อมกอดแล้วหอมแก้มยุ้ยด้วยความหมั่นเขี้ยว
"ใช่แล้วค่ะลูก ต่อไปนี้เราจะมีกินมีใช้ ไม่ต้องทนมองหน้าใครอีกแล้ว" เธอกระซิบเสียงLอบอุ่น ดวงตาเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่น
การมีเงินในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่มันคือ "ตั๋วอิสรภาพ" สำหรับเธอและลูก แผนการแยกบ้านจากตระกูลจางที่ถ่วงแข้งถ่วงขามานานต้องเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเสียที
ทว่า ความเงียบสงบมักอยู่ได้ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักอึ้งและเสียงโวยวายแหลมสูงก็ดังแว่วมาจากนอกประตูเรือนใหญ่
"หลินเฟยเฟย! นังสะใภ้รอง! แกตายไปแล้วหรือไง ถึงยังไม่ออกมาเตรียมมื้อเที่ยงให้คนในบ้าน!" เสียงแหลมปรี๊ดของสะใภ้ใหญ่ หลี่ฉิน ดังแผดเข้ามาพร้อมกับการกระแทកประตูรั้วไม้ไผ่เสียงดังโครมคราม
หลี่ฉินยืนเท้าสะเอวใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยา วันนี้หล่อนสังเกตเห็นว่านังสะใภ้รองแอบหิ้วตะกร้าเปล่าออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พอกลับมาสีหน้าก็ดูสดชื่นมีชีวิตชีวาผิดปกติ แถมยังมีกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันหมูและเครื่องเทศลอยมาจากทางเรือนหลังเล็กอีกด้วย บ้านตระกูลจางยากจนข้นแค้น นังนี่เอาเงินที่ไหนมาซื้อของกินดีๆ แบบนั้น?
เฟยเฟยค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ใบหน้างามนิ่งสงบไร้ซึ่งความหวาดกลัว ดวงตากลมโตฉายแววเยียบเย็นชั่วขณะก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นความราบเรียบ เธอเปิดประตูออกไปเผชิญหน้ากับตัวปัญหาทันที
"พี่สะใภ้ใหญ่ เสียงดังเอะอะโวยวายอะไรแต่เช้าคะ? บ้านหลังนี้ยังมีคนแก่และเด็กพักผ่อนอยู่นะคะ" เฟยเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนในที
หลี่ฉินถลึงตาใส่ เดินดุ่มๆ เข้ามาหมายจะผลักอกอีกฝ่าย แต่เฟยเฟยไวกว่า เธอเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยทำให้หลี่ฉินเสียหลักเกือบคะมำหน้าคว่ำลงกับพื้นดิน เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากลูกสาวตัวน้อยที่แอบมองอยู่หลังประตู
"นัง... นังสะใภ้รอง! แกกล้าหลบฉันรึ!" หลี่ฉินหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว "แกแอบซุกซ่อนอะไรไว้ในห้อง! วันนี้ฉันเห็นแกหอบหิ้วตะกร้าออกไปลับๆ ล่อๆ แกขโมยเสบียงของตระกูลไปขายใช่ไหม? บอกมานะ ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องคุณแม่ให้มาจัดการแกแน่!"
ท่าทีร้อนรนและสายตาที่เหลือบมองไปทางเรือนใหญ่ของหลี่ฉิน ทำให้เฟยเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ คนพวกนี้ไม่เคยคิดจะทำมาหากินเอง มีแต่คอยจ้องจะเอาเปรียบและสูบเลือดสูบเนื้อคนอื่น แม่สามีลำเอียงที่คอยถือหางสะใภ้ใหญ่ก็คงกำลังนั่งรอดูความฉิบหายของเธออยู่แน่ๆ
"ขโมยเสบียงเหรอคะ? พี่สะใภ้ใหญ่ พูดจาระวังปากหน่อยนะคะ" เฟยเฟยย่างสามขุมเข้าไปใกล้ กดดันให้อีกฝ่ายต้องถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "แป้งสาลีสักขีด น้ำมันหมูสักหยดในบ้านนี้ ฉันเคยได้แตะต้องมันไหมคะ? ตั้งแต่ฉันแต่งเข้ามา ท้องของลูกฉันกับตัวฉันเองต้องหิวโซมาตลอด ตระกูลจางให้ข้าวเรากินกี่มื้อกันแน่? หรือว่าเสบียงที่พี่ว่า มันหมดไปกับค่าแป้งผัดหน้าและกำไลหยกปลอมๆ ของพี่กันแน่คะ?"
"แก... แกพูดจาเหลวไหลอะไร!" หลี่ฉินหน้าถอดสี รีบยกมือขึ้นปิดบังข้อมือที่มีรอยแดงจางๆ จากการถอดกำไล
ในจังหวะตึงเครียดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน จางเหว่ยหาน สามีหนุ่มนายทหารที่ควรจะอยู่ที่ค่ายฝึกทหาร กลับก้าวเท้าเข้ามาในเขตบ้านด้วยชุดเครื่องแบบเรียบร้อย ใบหน้าคมเข้มเคร่งขรึมเป็นนิตย์ ดวงตาคมกริบกวาดตามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความนิ่งสงบ
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่?" เสียงทุ้มต่ำทรงพลังเอ่ยขึ้น ทำเอาหลี่ฉินที่กำลังจะอ้าปากโวยวายต้องหุบปากฉับทันที
จางเหว่ยหานปราบตามองภรรยาตัวน้อยที่ยืนหลังตรงไม่เกรงกลัวใคร ก่อนจะตวัดสายตากลับมาที่พี่สะใภ้ใหญ่ บรรยากาศรอบตัวของนายทหารผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนแผ่รังานความกดดันออกมาจนหลี่ฉินไม่กล้าสบตา
หลี่ฉินได้ทีรีบเปลี่ยนท่าที บีบน้ำตาปลอมๆ ฟ้องสามีของน้องสะใภ้ "น้องรอง! นายกลับมาก็ดีแล้ว ดูภรรยานายสิ! นางปีนเกลียวไม่เคารพฉันแถมยังต่อปากต่อคำ..."
"พอแค่นั้นเถอะค่ะพี่สะใภ้ใหญ่" เฟยเฟยตัดบทเสียงเรียบ เธอหันไปมองหน้าสามีแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจประกาศกรวดลั่นบริเวณบ้านให้ได้ยินกันทั่วหน้า
"ในเมื่อพี่สะใภ้ใหญ่ร้อนรนอยากจะให้ฉันออกไปนัก งั้นวันนี้ฉัน... หลินเฟยเฟย ขอประกาศตรงนี้เลยว่า ครอบครัวของเรา 'ขอแยกบ้าน' จากตระกูลจาง ณ บัดนี้ค่ะ!"
สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบงันราวกับป่าช้าก็เข้าปกคลุมบริเวณทันที หลี่ฉินอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ส่วนจางเหว่ยหานถึงกับชะงัก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง
ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยปากแย้ง ประตูเรือนใหญ่ก็เปิดผางออก พร้อมกับร่างของแม่สามีที่เดินหน้าถมึงทึงออกมาด้วยความโกรธจัด
"แกกล้าพูดคำว่าแยกบ้านออกจากปากเรอะอีนังตัวดี! ฝันไปเถอะ!" เสียงตวาดลั่นของแม่สามีดังขึ้น พร้อมกับร่างของแขกผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิดก้าวเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน พร้อมกับถุงเงินสดก้อนใหญ่ในมือของชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ส่งยิ้มให้เฟยเฟยอย่างมีความหมาย
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" เสมอมานะคะ
คุณนายแม่ทัพยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวยเถอะ•ตอนที่ 6
เงินก้อนแรกเปลี่ยนชีวิต
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณนายแม่ทัพยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวยเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!