เสียงกระแทกชามกระเบื้องเคลือบสีแตกกระจายดังเพล้งบนพื้นดินหน้าบ้านตระกูลจาง เรียกรอยยิ้มเยาะหยันจากสะใภ้ใหญ่หลี่ฉินที่ยืนกอดอกมองมาด้วยสายตาสมเพชเวทนา
"คิดว่าเอาเงินไม่กี่หยวนไปลงทุนทำหมูฝอยขายในตลาดอำเภอแล้วจะบินสูงขึ้นมาได้หรือไงหลินเฟยเฟย? อย่าลืมเสียล่ะว่าเงินทุนพวกนั้นน่ะ มันก็มาจากเบี้ยเลี้ยงทหารของน้องสามที่ส่งกลับมาบ้านทั้งนั้น! หน้าไม่อายจริงๆ เกาะสามีไม่พอ ยังทำตัวกระเหียกระหือรือออกไปค้าขายข้างนอกให้ตระกูลเราต้องอับอายขายหน้าชาวบ้านเขา!"
หลินเฟยเฟยไม่ได้ขยับตัวไปไหน ร่างระหงในชุดเสื้อผ้าฝ้ายเรียบร้อยแต่สะอาดสะอ้านยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ดวงตากลมโตคู่คมกวาดมองเศษชามที่แตกกระจายอย่างใจเย็น มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย กลับฉายแววเยືือกเย็นและเฉียบคมจนหลี่ฉินที่กำลังลอยหน้าลอยตาต่อว่าต้องเผลอชะงักฝีปากไปชั่วขณะ
"พี่สะใภ้ใหญ่พูดจบแล้วใช่ไหมคะ?" น้ำเสียงหวานใสแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า "ถ้าพูดจบแล้ว ก็ช่วยกรุณากวาดเศษชามพวกนี้เก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วยนะคะ เพราะมันขวางทางเดินเข้าออกของลูกฉัน... อ้อ แล้วก็เงินทุนที่ฉันใช้ทำหมูฝอยขายรอบนี้ เป็นเงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงที่ฉันเอาเห็ดหอมป่าในมิติลับไปขายส่งให้สหกรณ์อำเภอต่างหากล่ะคะ ไม่ใช่เงินจากเบี้ยเลี้ยงของพี่สามอย่างที่พี่เข้าใจผิดหรอกนะ จะพูดจาใส่ร้ายใคร ช่วยใช้สมองไตร่ตรองให้มากกว่านี้หน่อย เดี๋ยวกรรมจะตามสนองเร็วจนตั้งตัวไม่ทันเอาเสียเปล่าๆ"
"นัง... นังสะใภ้สามปากกล้า!" หลี่ฉินหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัดจนริมฝีปากสั่นระริก ยกนิ้วชี้หน้าหมายจะพุ่งเข้ามาตบสั่งสอน ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้า ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มของจางเหว่ยหานก็ก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างคนทั้งสองไว้เสียก่อน
แผ่นหลังกว้างและกลิ่นอายความน่าเกรงขามของนายทหารหนุ่มผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน ทำให้หลี่ฉินต้องผถวาถอยหลังไปสามก้าวโดยอัตโนมัติ ใบหน้าคมคายเคร่งขรึมไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวหันไปมองพี่สะใภ้ด้วยแววตาดุดันจนอีกฝ่ายไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
"พี่สะใภ้ใหญ่ ถ้าว่างมากนัก ทำไมไม่เอาเวลาไปซ่อมแซมเล้าไก่หลังบ้านที่พังทมานลงมาล่ะครับ มายืนหาเรื่องภรรยาผมอยู่ตรงนี้ คงไม่ได้ว่างงานจนไม่มีอะไรจะทำแล้วกระมังครับ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่สร้างความหวาดผวาให้หลี่ฉินจนต้องรีบสะบัดหน้าหนีแล้วเดินหนีเข้าบ้านไปอย่างหัวเสีย
จางเหว่ยหานหันกลับมามองภรรยา ดวงตาที่เคยแข็งกระด้างเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและห่วงใยในพริบตา เขานั่งยลงตรงหน้าหลินเฟยเฟย สำรวจเนื้อตัวนางอย่างละเอียดด้วยความระมัดระวังราวกับกลัวว่านางจะบอบช้ำ "เจ็บตรงไหนหรือเปล่า? ทำไมไม่หลบมันล่ะ หืม?"
หลินเฟยเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางยื่นมือเรียวไปปัดฝุ่นที่หัวไหล่ให้สามีอย่างเป็นธรรมชาติ "ฉันไม่ใช่คนบอบบางขนาดนั้นเสียหน่อยค่ะ อีกอย่าง... คนอย่างหลี่ฉิน ถ้าเราไม่ตอกกลับให้นางจุกจนพูดไม่ออก นางก็จะยิ่งได้ใจและมารังควานไม่หยุดหย่อน ว่าแต่คุณเถอะค่ะ วันนี้ทำไมกลับเร็วนักล่ะคะ หรือว่าเรื่องการลาพักร้อนเพื่อเดินทางเข้าเมืองหลวงมณฑลตกลงเรียบร้อยแล้ว?"
จางเหว่ยหานพยักหน้ารับช้าๆ เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายภรรยา หยิบกระติกน้ำอลูมิเนียมขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ก่อนจะวางลง "เรื่องลาพักร้อนสามวันอนุมัติเรียบร้อยแล้วครับ หัวหน้าหน่วยเข้าใจว่าเรามีความจำเป็นต้องไปสำรวจลู่ทางทำธุรกิจเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัว ท่านยังบอกด้วยซ้ำว่าถ้าเราทำสำเร็จ อาจจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทหารนายอื่นๆ ในค่ายด้วยซ้ำ"
นี่คือสิ่งที่หลินเฟยเฟยรอคอย ยุค 80 เป็นยุคแห่งการปฏิรูปและเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ตลาดในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้เริ่มแคบเกินไปสำหรับการเติบโตของสูตรอาหารและสินค้าแปรรูปจากมิติลับของนาง เป้าหมายต่อไปคือการเดินทางไป "เมืองใหญ่" ศูนย์กลางการค้าที่มีทั้งกำลังซื้อสูงและช่องทางธุรกิจที่กว้างขวางกว่าหลายเท่าตัว
คืนนั้น ในห้องนอนเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจากมิติลับ หลินเฟยเฟยกำลังกางแผนที่กระดาษเก่าๆ ของเมืองหลวงมณฑลบนโต๊ะไม้ แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องประกายสลัวกระทบใบงดงามที่กำลังขมักเขม้นกับการวางแผน จางเหว่ยหานนั่งมองภรรยาของตนอยู่เงียบๆ มือหนายื่นส่งแก้วน้ำอุ่นให้พรางเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ
"เฟยเฟย การเดินทางไปเมืองใหญ่ครั้งนี้ นอกจากการเอาหมูฝอยและเนื้อเค็มสมุนไพรไปเสนอขายตามร้านอาหารหรือตลาดค้าส่งแล้ว คุณยังมีแผนอะไรในใจอีกหรือเปล่าครับ? ดูคุณจะตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ"
หลินเฟยเฟยเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนดวงหน้าสวยหวาน นางขยับเข้าไปใกล้สามี กระซิบเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจที่ฉายชัดในแววตา "แน่นอนค่ะท่านนายทหาร... เราจะไม่ใช่แค่เอาของไปขายส่งแบบแม่ค้าเร่ธรรมดาเด็ดขาด แต่ฉันจะไปเจรจาเปิด 'หน้าร้านแห่งแรก' ในย่านการค้าสำคัญของเมืองใหญ่ และสินค้าตัวชูโรงที่จะใช้เปิดตลาดในครั้งนี้..."
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด "ไม่ใช่หมูฝอย แต่คือ 'บะหมี่แห้งสูตรลับพิเศษ' ที่ปรุงรสด้วยน้ำมันพริกสูตรเฉพาะจากมิติลับของฉัน รับรองว่าทันทีที่เส้นบะหมี่ร้อนๆ ถูกลวกจนเหนียวนุ่มแล้วคลุกเคล้ากับน้ำซอสสูตรเด็ด กลิ่นหอมฟุ้งจะตลบอบอวลไปทั่วทั้งตรอกซอกซอยจนลูกค้าต้องต่อแถวยาวเหยียดข้ามวันข้ามคืนแน่ค่ะ!"
จางเหว่ยหานมองภรรยาด้วยความรักและทึ่งระคนกัน เขาหลงใหลในความเด็ดเดี่ยวและความสามารถรอบด้านของนางเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มกำลังจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เพื่อมอบจุมพิตอ่อนโยนเป็นรางวัลให้แก่ความเก่งกาจของภรรยา
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งสองกำลังจะสัมผัสกัน เสียงเคาะประตูดังปังๆ อย่างเร่งรีบและรุนแรงก็ดังขึ้นจากหน้าบ้าน ขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวของคนทั้งคู่ทันที!
"น้องสาม! น้องสะใภ้สาม! รีบเปิดประตูเดี๋ยวนี้!" เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวสุดขีดของพี่ใหญ่จางดังลั่นทะลุประตูบ้านเข้ามา "แย่แล้ว! ทางกองอำนวยการโทรเลขด่วนมาที่ทำการหมู่บ้าน บอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่สถานีรถไฟเมืองใหญ่... ขบวนรถไฟที่เรากำลังจะเดินทางไปพรุ่งนี้เช้า ถูกประกาศระงับการเดินรถกะทันหันเพราะเกิดเหตุฉุกเฉินระดับประเทศ!"
จางเหว่ยหานชะงักกึก สีหน้าเคร่งขรึมลงในพริบตา ดวงตาคมกริบหันกลับมาสบตากับหลินเฟยเฟยที่ยังคงนิ่งสงบ ทว่าหัวใจกลับเต้นรัวระรัวด้วยสัญชาตญาณอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของหลินฮวายุคปฏิรูปด้วยดีเสมอมานะคะ!
คุณนายแม่ทัพยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวยเถอะ•ตอนที่ 21
การเดินทางไปเมืองใหญ่
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณนายแม่ทัพยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวยเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!