"ใครกล้า! ใครกล้าขยับกระสอบข้าวพวกนั้น ลองก้าวขาออกไปอีกก้าวเดียวสิ ฉันจะเอาไม้หน้าสามหวดขาให้หักคามือ!"
เสียงตวาดแหลมสูงด้วยความโกรธเกรี้ยวของป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลจางดังสะท้านไปทั่วลานตากข้าวหมู่บ้าน ดวงตาของนางเบิกกว้างจนแทบถลน ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนกและคับแค้นใจ มือเหี่ยวย่นกำด้ามจอบแน่นจนข้อต่อปูดโปน ยืนขวางประตูโกดังกลางประจำคอมมูนไว้ราวกับแม่เสือปกป้องเหยื่อ
ทว่า เบื้องหน้าของนางคือกลุ่มชายฉกรรจ์สามคนที่สวมเสื้อคลุมกันหนาวเก่าๆ ขาดๆ พวกมันเป็นอันธพาลประจำตำบลที่ถูกว่าจ้างมาโดยเฉพาะ ผู้นำกลุ่มคือนายหมาป่าเต๋อ ชายร่างหนาที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านแก้มซ้าย มันแยยยิ้มเยาะจนเห็นฟันเหลืองน่าเกลียด ก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไร้มารยาท
"ถอยไปซะเถอะน่า แม่เฒ่าจาง ข้าวพวกนี้ทางผู้ใหญ่บ้านเซ็นลายมือชื่ออนุญาตให้พวกเราขนย้ายไปสำรวจคุณภาพที่อำเภอแล้ว จะมาโวยวายหาว่าพวกฉันปล้นได้ยังไงกัน หรือว่า... แกคิดจะขัดขวางคำสั่งของทางการกันแน่?" นายหมาป่าเต๋อเอ่ยเสียงเย้ยหยัน พลางส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องดันร่างของป้าสะใภ้ใหญ่ให้พ้นทาง
ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและรวดเร็วดังก้องขึ้น ท่ามกลางความชุลมุน จางเหว่ยหานก้าวพรวดเข้ามาในวงล้อมด้วยใบหน้าบึ้งตึงดั่งพายุฤดูหนาว รังสีอำมหิตที่สะสมจากการเป็นนายทหารผ่านศึกแผ่ซ่านออกมาจนพวกอันธพาลชะงักฝีเท้าโดยอัตโนมัติ
"คำสั่งของทางการอะไร? ฉันที่เป็นรองหัวหน้ากองกำลังรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ทำไมถึงไม่เคยได้ยินเรื่องการย้ายข้าวในโกดังกลางนี้สักนิด!"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเฉียบขาด ดวงตาคมกริบกวาดมองกระสอบข้าวสารชั้นดีที่ถูกกองสุมไว้บนรถลาก ท่าทางของจางเหว่ยหานในยามนี้ทำให้บรรยากาศรอบตัวเยือกเย็นลงทันตาเห็น แม้แต่พวกอันธพาลที่กร่างเมื่อครู่ยังต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
หลินเฟยเฟยที่เดินตามหลังสามีมาติดๆ กวาดสายตาสำรวจสถานการณ์อย่างรวดเร็ว สมองอันปราดเปรื่องของนางทำงานอย่างฉับไว นางย่อมรู้ดีว่าผู้ใหญ่บ้านจ้าวผู้เจ้าเล่ห์ไม่มีทางทำอะไรโดยไม่มีผลประโยชน์เบื้องหลัง ยิ่งช่วงนี้ใกล้เข้าสู่ฤดูหนาว ข้าวสารในโกดังกลางคือเส้นเลือดใหญ่ของคนทั้งหมู่บ้าน หากถูกขนย้ายออกไปยามวิกาลเช่นนี้ย่อมต้องมีความลับดำมืดซ่อนอยู่แน่
"พี่เหว่ยหานคะ ดูรอยประทับตราบนกระสอบนั่นสิคะ..." หลินเฟยเฟยเอ่ยเสียงเบา แต่น้ำเสียงราบเรียบนั้นกลับดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมอง นางก้าวเข้าไปใกล้กองกระสอบ พลางใช้ปลายนิ้วแตะที่ตราประทับสีแดงสด "ตราประทับนี้ไม่ใช่ของทางการอำเภอค่ะ แต่เป็นตราลับเฉพาะที่ใช้ภายในสำนักงานบัญชีของตระกูลจ้าวต่างหาก"
สิ้นคำพูดของหลินเฟยเฟย ฝูงชนชาวบ้านที่เริ่มทยอยกันมามุงดูเหตุการณ์ต่างส่งเสียงฮือฮากันระงม ความโกรธแค้นที่ถูกกดทับมานานเริ่มปะทุขึ้นทีละน้อย
"นั่นสิ! ข้าวพวกนี้เป็นน้ำพักน้ำแรงของพวกเราที่ลงแขกเกี่ยวกันมาหยาดเหงื่อแทบหยด ทำไมถึงกลายเป็นสมบัติของบ้านผู้ใหญ่บ้านไปได้!"
"ไอ้คนแซ่จ้าวหน้าเลือด! มันคิดจะฮุบเสบียงหนีหนาวของพวกเราจริงๆ ด้วย!"
ป้าสะใภ้ใหญ่ที่หายใจหอบโยนเมื่อครู่ เมื่อตั้งสติได้ก็นึกขึ้นได้ว่าข้าวเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นโควตาที่ครอบครัวตนควรจะได้ นางจึงยิ่งสติหลุดกรีดร้องโวยวายหนักขึ้นไปอีก "พวกแกมันโจรปล้นกลางวันแสกๆ! คืนข้าวของฉันมานะ ไอ้พวกชาติชั่ว!"
นายหมาป่าเต๋อหน้าถอดสีเมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ มันรู้ดีว่าหากชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ พวกมันคงเอาชีวิตไม่รอดแน่ จึงส่งสัญญาณให้ลูกน้องคว้ามีดสั้นขึ้นมาขู่ "ถอยไปนะเว้ย! ใครกล้าเข้ามาใกล้ พวกฉันแทงไม่เลี้ยงจริงๆ ด้วย!"
บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด หลินเฟยเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย นางแอบดึงขวดน้ำวิเศษจากมิติลับออกมาซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมอย่างแนบเนียน ก่อนจะแอบสะบัดละอองน้ำทิพย์บางเบาไปทางฝูงม้าลากของพวกอันธพาลโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
*ฮี้—!*
ม้าลากตัวใหญ่เกิดอาการตื่นตระหนกขึ้นมากะทันหัน มันดีดขาหน้าและร้องลั่นด้วยความตกใจ พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง ชนเข้ากับกองกระสอบข้าวล้มระเนระนาดทับร่างของพวกอันธพาลจนร้องครวญครางระงม ความวุ่นวายกลายเป็นโกลาหลในพริบตา
จางเหว่ยหานไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าไปจับกุมตัวนายหมาป่าเต๋อและสมุนกดลงกับพื้นอย่างรวดเร็วก่อนที่พวกมันจะทันได้ตั้งตัว ความเด็ดขาดและว่องไวของนายทหารหนุ่มเรียกเสียงปรบมือจากชาวบ้านที่ยืนล้อมรอบได้ทันที
"มัดพวกมันไว้! แล้วไปลากตัวผู้ใหญ่บ้านจ้าวออกมาเคลียร์ให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!" จางเหว่ยหานสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
ท่ามกลางความอลหม่านและความโกรธแค้นของชาวบ้านที่กำลังล้อมกรอบจับกุมคนร้าย หลินเฟยเฟยกลับนิ่งสงบ นางหันหลังเดินเลี่ยงออกจากความวุ่นวายมุ่งหน้ากลับสู่ห้องครัวตระกูลจาง เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่นางตั้งใจจะทำเมนูพิเศษเพื่อฉลองการตัดขาดจากบ้านใหญ่ นางจึงต้องรีบกลับไปเตรียมวัตถุดิบชิ้นสำคัญ
กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อหมูสามชั้นเคี่ยวซีอิ๊วกับเครื่องเทศจีนสูตรโบราณเริ่มลอยโชยออกมาจากเตาถ่านหลังบ้าน กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลเคี่ยวผสมผสานกับความเผ็ดร้อนเล็กน้อยของขิงแก่และโป๊ยกั๊ก ส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณบ้านตระกูลจาง ตัดกับความวุ่นวายที่ลานตากข้าวอย่างสิ้นเชิง
นางตักหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่เคี่ยวจนเนื้อนุ่มละมุนลิ้น สีสันเงางามน่ารับประทานใส่ชามกระเบื้องเคลือบสีขาวลายครามอย่างประณีต ตามด้วยการโรยต้นหอมซอยสีเขียวสดเพิ่มความน่ากิน ก่อนจะยกมาวางไว้บนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางห้องครัว
ในขณะที่หลินเฟยเฟยกำลังใช้ตะเกียบไม้ไผ่คีบชิ้นหมูขึ้นมาเพื่อชิมรสชาติความกลมกล่อมเป็นครั้งสุดท้าย เสียงเคาะประตูก็สดุดดังขึ้นสามครั้งอย่างรวดเร็ว
ประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เผยให้เห็นร่างสูงโปรดปรานของจางเหว่ยหานที่เดินก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่ภรรยา ทว่าในแววตานั้นกลับมีความลับบางอย่างที่เพิ่งถูกเปิดเผยซ่อนอยู่
"เฟยเฟย... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว" จางเหว่ยหานเอ่ยเสียงแหบพร่า พลางยื่นกระดาษแผ่นเก่าที่เปื้อนคราบน้ำมันเตาให้ภรรยาดู "ตอนที่ฉันค้นตัวผู้ใหญ่บ้านจ้าว... ฉันพบบัญชีลับฉบับนี้เข้า และในนั้น... มีชื่อของคนตระกูลจางของเราเกี่ยวข้องกับการยักยอกเสบียงครั้งนี้ด้วย... และคนที่ลงชื่อร่วมขบวนการคนแรก ก็คือแม่ของคุณเอง"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของหลินฮวายุคปฏิรูปเสมอมานะคะ
คุณนายแม่ทัพยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวยเถอะ•ตอนที่ 28
การเปลี่ยนแปลงในตระกูลจาง
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณนายแม่ทัพยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวยเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!