เสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ ดังปังๆ สองสามครั้ง พร้อมกับเสียงแหลมสูงของหลี่ฉิน สะใภ้ใหญ่ที่ดังทะลุเข้ามาในห้องครัวเล็กๆ ทันที ราวกับจงใจขัดจังหวะความสงบสุขอันน้อยนิดของฉัน
"หลินเฟยเฟย! อย่าคิดว่าแกล้งทำเป็นหูทวนลมแล้วจะรอดนะ วันนี้ถึงเวรเธอซักผ้ากองโตหลังบ้าน ซักเสร็จต้องไปหาฟืนมาเก็บไว้ให้อีกด้วย อย่าให้ฉันต้องไปฟ้องคุณแม่นะว่าเธออู้!"
ฉัน—หลินเฟยเฟย วางตะหลิวไม้ในมือลงช้าๆ พลถอนหายใจออกมาเบาๆ ในยุค 1980 ที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้งและความกดดันทางสังคมเช่นนี้ การต้องมาทนฟังเสียงนกเสียงกาของพี่สะใภ้ผู้ดีแต่เปลือกคนนี้ช่างน่ารำคาญสิ้นดี หากเป็นร่างเดิมคงวิ่งออกไปเถียงจนคอเป็นเอ็น หรือไม่ก็ร้องไห้งอแงจนตกเป็นเหยื่อคำนินทาของคนทั้งหมู่บ้านไปแล้ว แต่น่าเสียดาย... วิญญาณที่อยู่ในร่างนี้ตอนนี้คือนักธุรกิจสาวมือฉกาจจากศตวรรษที่ 21 ที่ผ่านสมรภูมิการค้ามาโชกโชน ผู้หญิงอย่างหลี่ฉิน... ใช้แค่ปลายนิ้วก้อยคิดก็มองทะลุปรโปร่งแล้วค่ะ
"รู้แล้วค่ะ! ไม่ต้องตะโกนจนคอหอยจะหลุดออกมาหรอกค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ กลัวว่าชาวบ้านเขาจะไม่รู้หรือไงว่าบ้านเราตื่นสายกันทั้งบ้านน่ะ" ฉันเปิดประตูออกไปตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือน รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าไม่ได้ไปถึงดวงตา ทำเอาหลี่ฉินที่ตั้งท่าจะพ่นคำด่าต่อถึงกับชะงักอ้าปากค้างไปชั่วขณะ
สายตาของหลี่ฉินกวาดมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วน้องสะใภ้คนนี้จะก้มหน้าก้มตาตัวสั่นเทา แต่วันนี้... แววตานั้นกลับสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึก แถมยังมีประกายความเยียบเย็นที่ทำให้คนมองรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด
"วะ... วันนี้เธอเปลี่ยนไปนะ นังเด็กนี่ กล้าต่อปากต่อคำเหรอ!" หลี่ฉินถลึงตาใส่ ทำท่าจะยกมือขึ้นชี้หน้า
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวไปทำอาหารเช้าให้สามีกับลูกก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่เหว่ยหานจะไปเข้าเวรสาย แล้วถ้าเขาไปสาย... ฉันเกรงว่าหัวหน้ากองร้อยของเขาอาจจะเรียกไปตักเตือนเอาได้ ซึ่งนั่นคงไม่ส่งผลดีต่อหน้าตาของครอบครัวเราแน่ๆ ค่ะ" ฉันพูดพาดพิงถึงสามีผู้เป็นเสาหลักและทหารผู้เคร่งครัด ซึ่งเป็นจุดอ่อนเดียวที่บ้านใหญ่เกรงกลัว เพราะจางเหว่ยหานแม้จะพูดน้อยแต่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคงที่สุดในตระกูล
หลี่ฉินกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง นางพึมพำอย่างขัดใจ "เออ! ทำให้มันเร็วก็แล้วกัน อย่าให้เสียงานล่ะ!" ก่อนจะสะบัดก้นเดินหนีไปด้วยความหงุดหงิด
เมื่อประตูห้องปิดลงอีกครั้ง รอยยิ้มเย็นเยียบก็หายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ ฉันรีบลงกลอนประตูไม้ทันที ก่อนจะตั้งสธิแล้วนึกถึงสร้อยหยกโบราณที่สืบทอดมาจากมารดา ซึ่งตอนนี้มันได้หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของฉัน กลายเป็น "ห้างสรรพสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตมิติ" ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในจิตสำนึก
วูบ—!
พริบตาเดียว ร่างกายของฉันก็เบาหวิว ความรู้สึกคุ้นเคยของกลิ่นหอมสะอาด ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศ และแสงไฟนีออนสว่างไสวก็พุ่งเข้าปะทะประสาทสัมผัส ฉันยืนอยู่ท่ามกลางทางเดินที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยชั้นวางสินค้าอุปโภคบริโภคนับหมื่นรายการ ตั้งแต่น้ำมันพืชชั้นดี ข้าวสารขัดขาวเกรดพรีเมียม เนื้อสัตว์แช่แข็งสดใหม่ ไปจนถึงเครื่องปรุงรสยุคใหม่ที่คนในยุค 80 ไม่มีทางได้รู้จัก
นี่คือขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในยุคสมัยที่ฝ้าฝุ่นและความอดอยากปกคลุม!
ฉันเดินตรงไปยังโซนอาหารแห้งและเครื่องปรุงรส หยิบน้ำมันหมูอย่างดีหนึ่งถัง น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และแป้งสาลีเนื้อละเอียดออกมาอย่างคล่องแคล่ว ของพวกนี้ในโลกภายนอกมีราคาแพงลิบลิ่วและต้องใช้คูปองแลกอย่างจำกัด แต่ที่นี่... มันมีอยู่มากมายราวกับตักไม่พรหม
"ถ้าจะใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้ให้รอดอย่างสง่างาม และตบหน้าพวกที่คอยจ้องจะเอาเปรียบให้หน้าหัน ฉันจำเป็นต้องใช้เงินทุน และวิธีหาเงินที่เร็วที่สุดในยุค 80 ก็คือการทำของอร่อยขาย!"
ฉันพึมพำกับตัวเองขณะเดินสำรวจโซนเครื่องครัวและอุปกรณ์ไฟฟ้า หยิบหม้อตุ๋นแรงดันไฟฟ้าขนาดเล็ก (ที่ซ่อนพลังงานไว้ใช้ในมิติได้) ออกมา พร้อมกับเนื้อหมูสามชั้นติดมันสวยงามที่คัดสรรมาอย่างดีจากห้องเย็นในมิติ
ภายนอก... เวลาผ่านไปเพียงแค่เสี้ยวนาที แต่ภายในมิติฉันใช้เวลาจัดเตรียมวัตถุดิบและวางแผนการทำอาหารไว้อย่างรอบคอบ เมนูแรกที่จะใช้เปิดฉาก "สงครามกระเพาะอาหาร" เพื่อหาเงินก้อนแรกในเช้าวันนี้คือ "หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วแดงสูตรลับฉบับกวางตุ้ง" ที่เคี่ยวจนหนังนุ่มละมุนลิ้น ละลายในปาก และส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจไปทั่วทั้งทิศ
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ฉันก็ดึงสติตัวเองกลับมาสู่โลกความเป็นจริงในห้องครัวเก่าๆ กลิ่นหอมเข้มข้นของเครื่องเทศโป๊ยกั๊ก อบเชย และน้ำตาลเคี่ยวจนเป็นคาราเมลเริ่มลอยฟุ้งกระจายออกจากหม้อดินเก่าๆ ที่ตั้งอยู่บนเตาถ่าน
กลิ่นหอมนี้ช่างรุนแรงและผิดแผกจากกลิ่นอาหารจืดชืดของคนในหมู่บ้านเสียเหลือเกิน มันไม่ใช่กลิ่นผักต้มเกลือแบบเดิมๆ แต่มันคือกลิ่นหอมของความมั่งคั่งและความสุขที่ลอยวนเวียนอยู่กลางอากาศ
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักแน่นของชายหนุ่มก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องครัว ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าทหารสีเขียวเข้มปรากฏขึ้น จางเหว่ยหานขมวดคิ้วเล็กน้อย จมูกโด่งเป็นสันสูดกลิ่นหอมลึกล้ำนั้นเข้าปอด ดวงตาคมกริบมองมาที่ฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์
"กลิ่นอะไร..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามด้วยความระแวงเล็กน้อย เพราะเขาไม่เคยได้กลิ่นอาหารที่หอมเย้ายวนขนาดนี้มาก่อนในบ้านหลังนี้
ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มผู้เป็นสามี รอยยิ้มพรายปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างมีความหมาย ทัพพีในมือคนน้ำซุปในหม้อเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อมที่แฝงความท้าทาย
"ก็กลิ่นอาหารเช้าของสามีไงคะ... แต่อาหารจานนี้ ฉันเกรงว่ามันอาจจะหอมจนทำให้คนทั้งบ้าน... รวมถึงคนแถวนี้ทนอิจฉาไม่ไหวเอาได้นะคะ"
จางเหว่ยหานนิ่งงอไป สายตาคมกริบมองภรรยาที่ดูแปลกไปจากเดิมราวกับคนละคน หัวใจของนายทหารหนุ่มกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อก้าวเข้ามาใกล้และเห็นประกายตาที่เฉียบคมราวกับลูกแก้วเจียระไนของหญิงสาวตรงหน้า ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงโวยวายของแม่สามีที่ตะโกนด่าทอเสียงดังลั่นบ้านว่าใครแอบทำอะไรกินกันแน่ถึงได้กลิ่นหอมน่าสงสัยเช่นนี้!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับเส้นทางชีวิตใหม่ของเฟยเฟยนะคะ
คุณนายแม่ทัพยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวยเถอะ•ตอนที่ 2
ห้างสรรพสินค้าในมิติ
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณนายแม่ทัพยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวยเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!