“ถ้าการอยู่ตรงนี้มันทำให้คุณต้องแบกรับทุกอย่างไว้จนแทบจะแตกสลาย งั้นผมก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องรั้งคุณไว้ให้ทรมานอีกต่อไปแล้ว อาคิระ กลับไปเถอะ”
คำพูดนั้นร่วงหล่นลงบนพื้นไม้กระดานหน้าโฮมสเตย์ ราวกับเศษแก้วที่แตกกระจาย รินยืนนิ่ง มือของเขาเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก สายตาจับจ้องไปที่แผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มตรงหน้า ที่วันนี้ดูห่างไกลกว่าครั้งไหนๆ
อาคิระไม่ได้หันกลับมา เขากระชับสายกระเป๋าเป้ใบเก่งที่บรรจุมีดทำครัวคู่ใจเอาไว้แน่น นิ้วมือเรียวยาวของเชฟที่เคยรังสรรค์เมนูอันอบอุ่นสั่นเทาเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวเท้าออกไปบนทางเดินริมแม่น้ำคาโมะ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหยดน้ำตาที่รินพยายามกลั้นเอาไว้
ความเงียบงันของค่ำคืนนี้ช่างบาดลึก เสียงน้ำไหลเอื่อยในแม่น้ำคาโมะที่เคยฟังดูผ่อนคลาย กลับกลายเป็นเสียงกลบเกลื่อนความพังทลายในใจริน เขาจำได้ว่าคุณปู่เคยสอนว่า ‘อาหารคือการส่งผ่านความรู้สึก’ แต่ในวินาทีนี้ ทุกอย่างที่รินทำ ทุกอย่างที่เขาสู้มาตลอดเกือบทั้งปี กลับพังไม่เป็นท่าเพียงเพราะคำว่า ‘หน้าที่’ และ ‘อดีต’ ที่อาคิระกำลังจะกลับไปเผชิญตามลำพัง
รินไม่รอช้า ขาของเขาก้าวออกไปตามสัญชาตญาณ แรงดึงดูดบางอย่างฉุดรั้งให้เขาวิ่งตามเงาของคนตรงหน้าไป ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากตะเกียงริมทางเดิน
“หยุดเดี๋ยวนี้! อาคิระ!”
เสียงตะโกนของรินแหบพร่าแต่มั่นคงพอที่จะทำให้ฝีเท้าของชายหนุ่มหยุดชะงัก อาคิระยืนนิ่งอยู่ใต้เงาของต้นซากุระที่ไร้ใบ รินวิ่งเข้าไปคว้าแขนอีกฝ่ายไว้แน่น แรงบีบนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่าหากปล่อยมือไป ทุกอย่างจะสูญสิ้นไปตลอดกาล
“คุณจะไปไหน... คุณบอกว่าจะช่วยผมทำโฮมสเตย์นี้ให้กลับมารุ่งเรืองไม่ใช่เหรอ? คุณบอกว่าสูตรซุปมิโซะของคุณมีแค่ผมคนเดียวที่ได้รับรสที่แท้จริง แล้วนี่มันอะไรกัน?”
รินหอบหายใจถี่ หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก อาคิระค่อยๆ หันกลับมา แววตาที่เคยนิ่งสงบดั่งผิวน้ำ กลับร้าวรานจนคนมองใจสลาย
“ริน... ครอบครัวของผมเรียกตัวกลับไปแล้ว ที่ที่ผมจากมา มันไม่ใช่ที่ที่คุณจะอยู่ได้ มันเต็มไปด้วยความกดดัน และการแข่งขันที่น่ารังเกียจ ผมไม่อยากให้มือคู่นี้... มือที่เคยทำอาหารให้คุณกินด้วยความรัก ต้องกลับไปเปื้อนคราบเลือดของธุรกิจครอบครัวอีกครั้ง”
“ผมไม่สน!” รินตวาดสวนกลับ เสียงสั่นเครือ “ผมไม่สนว่าครอบครัวคุณจะเป็นใคร ผมไม่สนว่าคุณต้องเจออะไร แต่ผมรู้แค่ว่า... ถ้าไม่มีคุณที่นี่ โฮมสเตย์แห่งนี้ก็เป็นแค่บ้านร้างเก่าๆ ที่ไม่มีหัวใจ!”
รินก้าวเข้าไปใกล้จนลมหายใจของทั้งคู่รินรดกัน ความอบอุ่นจากไออุ่นของร่างกายรินแทรกซึมผ่านเสื้อเชิ้ตของอาคิระ เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปกุมมือของเชฟหนุ่มที่ยังคงสั่นไหว
“อาคิระ... ฟังนะ ที่ผ่านมาผมอาจจะเอาแต่กังวล กลัวว่าตัวเองจะทำหน้าที่เจ้าของโฮมสเตย์ได้ไม่ดีพอ กลัวว่าจะรั้งคุณไว้ด้วยเหตุผลเห็นแก่ตัว แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว”
รินสูดลมหายใจเข้าลึก ความกล้าหาญสุดท้ายถูกรวบรวมไว้ในดวงตาที่จ้องมองลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของคนตรงหน้า
“ผมไม่ได้รั้งคุณไว้เพราะหน้าที่ แต่มันเป็นเพราะความรัก... รักที่เติบโตมาพร้อมกับรสชาติของอาหารที่คุณทำ รักที่เกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายในครัวเล็กๆ แห่งนี้ ผมไม่อยากให้คุณจากไปไหน เพราะชีวิตของผม... มันมีคุณเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว”
อาคิระเบิกตากว้าง ราวกับถูกกระชากออกมาจากโลกแห่งความโศกเศร้าที่เขาสร้างขึ้นมาล้อมรอบตัวเองไว้ ริมฝีปากของเขาเม้มแน่น ก่อนจะผ่อนคลายลงช้าๆ ความเจ็บปวดที่เคยสะท้อนในแววตาถูกแทนที่ด้วยประกายแห่งความสับสนและอ่อนโยนที่ปะปนกัน
“ริน... คุณรู้ไหมว่าคุณกำลังพูดอะไรอยู่?” เสียงของอาคิระแผ่วเบา แต่แฝงไปด้วยน้ำหนักที่ชวนให้ใจเต้น
“ผมรู้ดีที่สุด” รินตอบพลางกระชับมือที่กุมไว้ให้แน่นขึ้น “ถ้าคุณต้องกลับไปเผชิญหน้ากับอดีต งั้นก็ให้ผมเป็นปัจจุบันของคุณสิ ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน ผมจะยืนอยู่ข้างคุณตรงนี้... ไม่ใช่ในฐานะลูกจ้างกับเจ้าของโฮมสเตย์ แต่ในฐานะคนที่อยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปพร้อมกับคุณ”
อาคิระนิ่งไปนาน ราวกับกำลังชั่งใจระหว่างโลกใบเก่าที่กำลังเรียกร้อง และความอบอุ่นที่โอบกอดเขาอยู่ตรงหน้า ก่อนที่มือหนาของเชฟจะค่อยๆ ยกขึ้นมาสัมผัสใบหน้าของริน แผ่วเบา ทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงแค่ภาพฝัน
“ถ้าผมเลือกที่จะอยู่... คุณจะไม่มีวันได้กลับไปใช้ชีวิตที่สงบสุขแบบเดิมอีกต่อไปนะ ริน” อาคิระกระซิบชิดริมฝีปาก “ตระกูลของผม... พวกเขาจะไม่ปล่อยให้ผมไปง่ายๆ และคุณ... อาจจะต้องกลายเป็นเป้าหมายของพวกเขาด้วย”
รินยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เป็นยิ้มที่สว่างไสวที่สุดเท่าที่อาคิระเคยเห็นมา “ถ้าอย่างนั้น เราก็แค่ต้องทำให้อาหารของเราแข็งแกร่งพอที่จะชนะใจทุกคนที่ขวางทางเราไงครับ”
ในจังหวะที่อาคิระกำลังจะโน้มใบหน้าลงมาเพื่อมอบจุมพิตที่เปี่ยมไปด้วยสัญญาใจนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบงัน พร้อมกับแสงไฟจากรถยนต์คันหรูที่สาดส่องเข้ามาจนทั้งคู่ต้องหรี่ตาลง
ประตูรถสีดำสนิทเปิดออก ชายชราในชุดกิโมโนสีเข้มก้าวลงมาพร้อมกับชายฉกรรจ์ในชุดสูทสองคนที่ยืนขนาบข้าง แววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งของชายชรากวาดมองทั้งคู่ด้วยความรังเกียจก่อนจะหยุดลงที่อาคิระ
“ดูเหมือนว่าแกจะลืมไปนะ อาคิระ... ว่าสายเลือดตระกูลซากุไร ไม่ได้เกิดมาเพื่อคลุกอยู่กับเตาแก๊สและเด็กโง่ๆ ที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนี้”
หิมะแรกในโตเกียวหวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะยังคงเป็นกำลังใจให้รินและอาคิระในบททดสอบสุดท้ายนี้นะคะ
สูตรรักฉบับอุ่นไอในโฮมสเตย์ริมแม่น้ำคาโมะ•ตอนที่ 21
จุดวิกฤตของความสัมพันธ์
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรรักฉบับอุ่นไอในโฮมสเตย์ริมแม่น้ำคาโมะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!