ระบบพ่อค้าดันเจี้ยน: ขอรวยเงียบๆ ไม่ได้หรือไงครับอาจารย์!•ตอนที่ 19

มื้อค่ำใต้แสงจันทร์กับอาจารย์สาว

ผลงานโดย พ่อค้าอาหารแห่งดันเจี้ยน
"ตัวเลขสามแถวนี้... เจ้าคิดจะตบตาสำนักงานภาษีประจำเขตมหานคร หรือว่าเจ้ากำลังท้าทายสติปัญญาของข้ากันแน่ ลีโอ?" ปลายนิ้วเรียวยาวราวกับลำเทียนของเซราฟิน่าเคาะลงบนสมุดบัญชีปกหนังแท้สามครั้ง เสียง 'ก๊อก ก๊อก ก๊อก' นั้นดังชัดเจนในความเงียบสงบยามราตรี แสงจากตะเกียงเวทมนตร์สีส้มอมเหลืองสาดส่องลงบนใบหน้าด้านข้างของเธอ ขับเน้นสันจมูกโด่งรั้นและแพขนตายาวที่ทอดเงาทาบลงบนพวงแก้มขาวเนียน แม้ในยามที่เธอกำลังสวมบทบาทเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีจอมเคี่ยว แววตาคู่คมกริบดุจเพชรน้ำเอกคู่นั้นก็ยังคงสร้างความกดดันให้ผู้พบเห็นได้เสมอ... ยกเว้นก็แต่พ่อค้าหน้าเลือดอย่างผม ผมพิงสะโพกกับขอบโต๊ะทำงานไม้โอ๊กเก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งถือแก้วชาสมุนไพรกลิ่นคาโมมายล์ที่ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการตลุยดันเจี้ยนระดับ B มาตลอดทั้งวัน รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว "โถ่ อาจารย์ครับ อย่าใช้คำว่าตบตาสิครับ มันดูรุนแรงเกินไปสำหรับพ่อค้าสุจริตชนอย่างผม" ผมจิบร้อนๆ ลงคออย่างใจเย็น "นั่นคือ 'ศิลปะการบริหารต้นทุนทางภาษี' ต่างหากครับ การที่เราแปลงสภาพวัตถุดิบจากซากราชสีห์เพลิงทมิฬให้กลายเป็นเมนูสตูว์กระดูกตุ๋นยาจีน มันทำให้มูลค่าทางบัญชีเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ระบบการหักลดหย่อนของสมาคมฮันเตอร์อนุญาตให้ทำเช่นนั้น... ถ้าท่านอ่านหมายเหตุตัวเล็กๆ ที่หน้าสิบสองบรรทัดสุดท้ายนะครับ" เซราฟิน่าชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นตวัดกลับมามองหน้าผม สลับกับก้มลงเพ่งเล็งตัวอักษรยุกยิกขนาดจิ๋วที่ซ่อนอยู่มุมกระดาษ เธอขมวดคิ้วมุ่น ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง อาการเงียบงันแบบนั้นกินเวลาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เธอจะถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างยอมจำนน "เจ้าเด็กนี่... เจ้าไปเรียนเล่ห์เหลี่ยมพวกนี้มาจากที่ไหนกัน" เสียงของเธออ่อนลงจากเดิมครึ่งส่วน ความเย็นชาแบบฉบับจอมเวทอัจฉริยะผู้โดดเดี่ยวถูกแทนที่ด้วยความระอาใจแกมเอ็นดู "ตำราเวทมนตร์โบราณนับพันเล่มในหอคอยของข้า ยังไม่ทำให้ข้าปวดหัวเท่ากับสมุดบัญชีเล่มเดียวของเจ้าเลย ลีโอ" "นั่นแปลว่าผมเก่งกว่าตำราพวกนั้นสินะครับ" ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าว กลิ่นอายเฉพาะตัวของเซราฟิน่า—กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าหลังฝนตกผสมกับกลิ่นอายเวทมนตร์บริสุทธิ์—ลอยเข้าจมูกอย่างแผ่วเบา เป็นกลิ่นที่ทำให้ประสาทสัมผัสตื่นตัวแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด บรรยากาศในร้านอาหารเล็กๆ ยามค่ำคืนนี้ช่างแตกต่างจากยามปกติที่มีเสียงเอะอะโهاกโฮกของพวกฮันเตอร์หยาบกระด้าง ด้านนอกหน้าต่าง บรรยากาศของเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยแสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องทะลุผ่านหมู่เมฆบางเบา เงาของต้นไม้ไหวตามสายลมกรรโชกยามดึก เสียงจิ้งหรีดเรไรขับขานบทเพลงประสานกับเสียงพลิกกระดาษในห้องทำงาน ทำให้มิติเวลาคล้ายจะเดินช้าลงกว่าปกติ เซราฟิน่าไม่ได้ไล่ผมให้ถอยห่าง เธอยังคงก้มหน้าก้มตาตรวจเช็กตัวเลขแถวต่อไป ปลายนิ้วเรียวขยับปากขนนกจดบันทึกตัวเลขลงในสมุดรายงานอย่างตั้งอกตั้งใจ แสงไฟสีส้มสาดกระทบกรอบหน้าของเธอ ทำให้เสี้ยวหน้าของหญิงสาวดูงดงามราวกับภาพวาดชั้นครู ชวนให้คนมองเผลอจ้องมองโดยไม่รู้ตัว "มองอะไรของเจ้า หน้าขามีรอยหมึกติดอยู่หรือไง" เสียงห้วนเอ่ยขึ้นโดยที่เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง แต่ใบหูขาวสะอาดที่เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อนั้น ฟ้องชัดเจนว่าเธอกำลังเขินอายกับสายตาพิจารณาอย่างเปิดเผยของผม "เปล่าครับ ผมแค่กำลังคิดว่า..." ผมลากเสียงยาวเล็กน้อย "หากวันหนึ่งไม่มีอาจารย์มาช่วยตรวจบัญชีให้ ร้านของผมคงล้มละลายเพราะคำนวณภาษีพลาดไปตั้งแต่วันแรกแน่ๆ ครับ" มือที่กำลังถือปากกาขนนกชะงักกึก เซราฟิน่าเงยหน้าขึ้นสบตาผม แววตาไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะซ่อนมันไว้ภายใต้หน้ากากความเย่อหยิ่งตามเคย เธอกลอกตาขึ้นฟ้าแล้วแค่นเสียงจมูก "รู้ตัวก็ดีแล้ว... คิดว่าข้าว่างนักหรือไง ถึงต้องมานั่งปวดหัวกับตัวเลขรายรับรายจ่ายของพ่อค้าหน้าเงินอย่างเจ้า ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ข้าควรจะกำลังนั่งสมาธิรวบรวมมานาในหอคอย ไม่ใช่มานั่งฟังเจ้าพูดจาหว่านล้อมพวกนี้" "แต่ท่านก็มาทุกครั้งที่มีเรื่องเดือดร้อนไม่ใช่หรือครับ" ผมยิ้มกริ่ม โน้มตัวลงไปใกล้เธออีกนิดจนระยะห่างระหว่างเราลดลงเหลือเพียงคืบเดียว "และอีกอย่าง... ชามสตูว์เนื้อตุ๋นยาจีนสูตรพิเศษที่ผมเคี่ยวทิ้งไว้บนเตาเมื่อครู่ ก็ตั้งใจทำให้อาารย์ทานแก้หนาวโดยเฉพาะเลยนะครับ" เซราฟิน่าชะงักไป ดวงตาสสวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เธอกวาดสายตามองไปทางประตูห้องครัวที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย ซึ่งมีไอความร้อนและกลิ่นหอมเย้ายวนของเครื่องเทศลอยโชยออกมาเตะจมูก แม้เธอจะพยายามทำตัวให้ดูเคร่งขรึมและไม่ใส่ใจ แต่ท้องเจ้ากรรมกลับส่งเสียงร้อง 'โครก' ออกมาเบาๆ ทำลายความเงียบในห้องลงอย่างสิ้นเชิง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ใบหน้าขาวเนียนของอาจารย์สาวจะขึ้นสีแดงจัดลามไปจนถึงใบหู เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ด้วยความอับอาย ปลายไม้เท้าเวทมนตร์ที่พิงอยู่ข้างโต๊ะถึงกับสั่นระริกด้วยพลังมานาที่กระจัดกระจายอย่างไร้ทิศทาง "ลีโอ! เจ้า... เจ้าจงใจใช่ไหม!" เธอแหวออกมาเสียงเบา พยายามใช้น้ำเสียงดุร้ายกลบเกลื่อนความเขินอาย "ผมเปล่าสักหน่อยครับ ร่างกายซื่อตรงกว่าปากของอาจารย์ตั้งเยอะ" ผมหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะผละตัวออกจากโต๊ะแล้วเดินตรงไปยังห้องครัว "รอสักครู่ทั่นอาจารย์ มื้อค่ำใต้แสงจันทร์รอบพิเศษนี้ กำลังจะเสิร์ฟ ณ บัดนี้แล้วครับ" ผ่านไปไม่ถึงห้านาที บนโต๊ะทำงานตัวเดิมที่ถูกเคลียร์พื้นที่จากกองเอกสารบัญชี ก็ถูกแทนที่ด้วยชามเซรามิคสีขาวนวล บรรจุสตูว์เนื้อตุ๋นสีอำพันเข้มข้น ควันร้อนๆ ลอยกรุ่นพร้อมกลิ่นหอมของสมุนไพรจีนและเนื้อสัตว์ที่เปื่อยนุ่มจนแทบละลายในปาก ด้านข้างมีขนมปังอบกรอบทาเนยกระเทียมสีทองอร่ามวางเคียงคู่กันอย่างประณีต เซราฟิน่านั่งนิ่งมองอาหารตรงหน้า แววตาของนักเวทผู้เกรียงไกรฉายแววสั่นไหว เธอมองสลับระหว่างชามอาหารกับใบหน้าของผมที่นั่งลงฝั่งตรงข้าม "กินตอนร้อนๆ สิครับ เดี๋ยวจะหมดอร่อย" ผมผายมือเชิญด้วยรอยสุภาพชน เธอลลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบช้อนเงินขึ้นมาตักน้ำซุปเข้าปากช้าๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นทันที รสชาติกลมกล่อม หอมหวาน ละมุนลิ้น และอุ่นวาบไปทั่วสรรพางค์กาย มันไม่ใช่แค่รสชาติของอาหาร แต่เป็นความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานนับตั้งแต่เธอสูญเสียครอบครัวและเลือกเดินบนเส้นทางแห่งเวทมนตร์อันโดดเดี่ยว "เป็นอย่างไรบ้างครับ พอจะผ่านเกณฑ์ผู้ตรวจสอบบัญชีคนเก่งไหมครับ" ผมถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เซราฟิน่าก้มหน้าตักคำที่สองต่อทันทีโดยไม่ตอบคำถาม แต่รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากและท่าทางที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ บรรยากาศรอบตัวเราอบอวลไปด้วยความเงียบสงบที่เปี่ยมด้วยความหมาย ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง แต่แล้ว... ความสงบสุขนั้นก็ถูกกระชากขาดวิ่นลงในเสี้ยววินาที *ติ๊ง!* เสียงแจ้งเตือนระบบหน้าต่างสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงหน้าผมอย่างกะทันหัน พร้อมกับตัวอักษรสีแดงฉานที่กระพริบถี่รัวด้วยความเร่งด่วนระดับสูงสุด [แจ้งเตือนระบบฉุกเฉิน!] [ตรวจพบการบุกรุกเขตแดนเวทมนตร์รอบร้านค้า!] [ระดับภัยคุกคาม: SSS - ภัยพิบัติเงาโลหิต] [เป้าหมายการโจ้มตี: กำลังพุ่งตรงมายังห้องทำงานชั้นสองในระยะ 50 เมตร—] ก่อนที่ผมจะได้ส่งเสียงเตือน พื้นห้องไม้ใต้ฝ่าเท้าก็ระเบิดออกเป็นจุล เศษไม้ปลิวว่อนพร้อมกับแรงระเบิดมหาศาลที่ซัดร่างของเรากระเด็นไปคนละทิศละทาง ร่างเงาสีดำทมิฬในชุดคลุมยาว ปรากฏกายขึ้นกลางห้องพร้อมกับดาบยักษ์อาบโลหิตที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายวาววโรจน์ และเสียงหัวเราะแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกก็ดังขึ้น "เจอตัวแล้ว... พ่อค้าสารเลวผู้ครอบครองสมบัติแห่งดันเจี้ยน!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "พ่อค้าอาหารแห่งดันเจี้ยน" มาโดยตลอดครับ
สารจากนักเขียน (พ่อค้าอาหารแห่งดันเจี้ยน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบพ่อค้าดันเจี้ยน: ขอรวยเงียบๆ ไม่ได้หรือไงครับอาจารย์! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%