ทวงคืนหัวใจยัยคุณแม่มือใหม่•ตอนที่ 21

วินาทีความเป็นความตาย

ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
หน้าจอเครื่องวัดสัญญาณชีพอัตราการเต้นของหัวใจส่งเสียงดังระรัวเป็นจังหวะกระชั้นชิดในห้องพักผู้ป่วยพิเศษเดอลุกซ์ ราวกับจะตอกย้ำว่าทุกวินาทีที่หมุนผ่านไปนั้นแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย รินรดายืนตัวสั่นเทาอยู่ปลายเตียง มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามือแต่เธอกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ เลย ความเจ็บปวดทั้งหมดบนโลกใบนี้ถูกดึงทึ้งมารวมกันไว้ที่ก้อนเนื้อในอกซ้าย เมื่อมองร่างเล็กจ้อยของเด็กชายวัยสามขวบที่นอนหายใจรวยริน มีสายน้ำเกลือระโยงระยางเต็มสองแขนป้อมๆ และเครื่องช่วยหายใจครอบทับใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นไว้ พิษไข้สูงจากโรคปอดบวมแทรกซ้อนที่รุกรานอย่างรวดเร็วเล่นงานน้องต้นกล้าจนผิวเนื้อขาวเนียนขึ้นสีแดงจัด ลมหายใจหอบกระชั้นและเสียงครางแผ่วเบาที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอเล็กๆ เปรียบเสมือนเข็มเล่มยาวที่กำลังทิ่มแทงหัวใจของคนเป็นแม่ให้แหลกสลายคามือ "คุณแม่คะ... น้องไข้ขึ้นสูงถึงสี่สิบองศาเซลเซียสแล้วค่ะ หมอเกรงว่า... อาจจะต้องเตรียมตัวย้ายเข้าห้องไอซียูเพื่อพิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจนะคะ" เสียงของพยาบาลวิชาชีพที่เอ่ยรายงานด้วยความกังวลระคนเห็นอกเห็นใจ ทำให้น้ำตาที่รินรดาพยายามกลั้นมาตลอดหลายชั่วโมงร่วงเผาะลงสู่พื้นห้องทันที โลกทั้งใบพังทลายลงในพริบตา รินรดารู้สึกเหมือนขาอ่อนแรงจนแทบทรุดฮวบลงตรงนั้น ถ้าไม่มีอ้อมแขนแข็งแกร่งคู่หนึ่งพุ่งเข้ามาคว้าเอวเธอไว้จากด้านหลังเสียก่อน ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงคงล้มฟาดพื้นไปแล้ว "ริน!" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยแต่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นข้างหู กวินทร์รวบตัวอดีตภรรยาเข้ามาแนบอกโดยไม่สนใจศักดิ์ศรีหรือมามาดนักธุรกิจหมื่นล้านที่เคยค้ำคอเขามาตลอดชีวิต เสื้อสูทราคาแพงยับยับยู่ยี่ เนคไทถูกกระชากออกจนหลุดลุ่ยตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาก้าวเท้าเข้ามาในโรงพยาบาลนี้เมื่อสามชั่วโมงก่อน และนับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา กวินทร์ก็ไม่เคยขยับกายหนีไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว รินรดาสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างแรง ราวกับสัมผัสจากผู้ชายคนนี้คือสิ่งแปลกปลอมที่เธอรังเกียจเดียดฉันท์ ดวงตากลมโตที่แดงก่ำจากการร้องไห้ตวัดมองหน้าอดีตสามีด้วยประกายไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวและสิ้นหวังระคนกัน "ปล่อยฉันค่ะ! อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เธอแผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ น้ำตาเอ่อล้นทะลัก "คุณออกไปจากที่นี่ซะ! จะมาทำทีเป็นห่วงเป็นใยทำไม ในเมื่อคุณไม่เคยต้องการเด็กคนนี้ตั้งแต่แรกไม่ใช่เหรอคะ กวินทร์! คุณเกลียดเขา คุณบอกว่าเขาเป็นภาระ คุณไล่เราสองคนแม่ลูกออกจากบ้านหลังนั้นอย่างไม่ใยดี!" กวินทร์หน้าซีดเผือด คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลสดที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นเอง เขายอมรับทุกคำประณาม ยอมยืนรับความเกลียดชังโดยไม่คิดจะแก้ตัวแม้แต่นصفคำ ดวงตาคมกริบที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาบัดนี้มีแต่ความสำนึกผิดที่สายเกินแก้เอ่อคลอ ร่างสูงใหญ่คุกเข่าลงข้างเตียงผู้ป่วยอย่างไม่ถือตัว มือหนาสั่นเทาเอื้อมไปแตะหลังมือเล็กๆ ของเด็กน้อยที่ร้อนผ่าวราวกับไฟ ก่อนจะหันมามองหน้าอดีตภรรยาด้วยแววตาที่เว้าวอนที่สุดในชีวิต "ผมขอโทษ... ริน ผมขอโทษจริงๆ" เสียงของกวินทร์แหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ผมรู้ว่าคำขอโทษของผมมันชดเชยอะไรไม่ได้เลย แต่ได้โปรด... ให้ผมได้ทำอะไรเพื่อลูกบ้าง ให้ผมได้อยู่ตรงนี้เถอะนะ ให้ผมได้ไถ่บาปที่ผมเคยทำไว้กับพวกคุณเถอะ" "สายไปแล้วค่ะ..." รินรดายิ้มทั้งน้ำตา รอยยิ้มที่เหยียดยันและน่าสมเพชที่สุดในสายตาของกวินทร์ "วันที่คุณไล่เราออกไปตอนที่ฉันท้องได้เจ็ดเดือน วันที่คุณบอกว่าเด็กคนนี้อาจจะไม่ใช่ลูกของคุณ วันที่คุณไม่แม้แต่จะชายตากล่าวคำลา... คุณไม่เคยคิดเลยใช่ไหมคะว่าวันนี้จะมาถึง วันที่ลูกของเรากำลังจะตาย... และคุณก็ทำได้แค่นยืนมองเหมือนคนไร้ค่า!" คำพูดเชือดเฉือนนั้นเจาะลึกถึงขั้วหัวใจ กวินทร์รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก หน้าอกข้างซ้ายบีบรัดจนเจ็บแปลบ เขารู้ดีว่าเขาสสมกรรมไว้อย่างไร และตอนนี้คือกรรมสนองที่หนักหนาสสาหัสที่สุดในชีวิต การต้องยืนมองสายเลือดของตัวเองกำลังจะหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องขอชีวิตให้ลูกด้วยซ้ำ ภายในห้องพักผู้ป่วยตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องมือแพทย์และเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของน้องต้นกล้าที่ดังย้ำเตือนถึงวิกฤต ตรงกลางความเจ็บปวดนั้น กวินทร์ไม่ยอมขยับไปไหน เขาปฏิเสธทุกสายงานด่วนจากบริษัท ปฏิเสธการประชุมบอร์ดบริหารมูลค่าหลายพันล้าน เขานั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกแข็งๆ ข้างเตียงผู้ป่วย ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตามเนื้อตามตัวให้ลูกชายอย่างเบามือที่สุดเท่าที่ผู้ชายหยาบกระด้างคนหนึ่งจะทำได้ ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความระมัดระวังราวกับกลัวว่าเด็กน้อยจะแตกสลายคามือ รินรดายืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เธอยังคงเกลียดเขา เกลียดความใจร้ายในอดีต เกลียดความเย่อหยิ่งที่ทำลายครอบครัวของเราจนย่อยยับ แต่ลึกๆ ในมุมมืดของหัวใจที่ด้านชา ความทุ่มเทอย่างไร้เงื่อนไขและการอยู่เคียงข้างอย่างไม่ยอมไปไหนของกวินทร์ในยามวิกฤตินี้ ก็กำลังกัดเซาะกำแพงความเกลียดชังที่เธอก่อไว้ทีละน้อย ผ่านไปหลายชั่วโมงที่ยาวนานราศกับหลายปี แสงไฟนีออนในห้องฉายให้เห็นหยาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากของกวินทร์ เขาเฝ้ามองหน้าจอมอนิเตอร์อย่างไม่ละสายตา คอยเรียกแพทย์และพยาบาลเข้ามาดูอาการทุกครั้งที่ตัวเลขอัตราการเต้นของหัวใจมีความผิดปกติ แม้รินรดาจะไล่เขาให้ออกไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ชายหนุ่มก็ทำเพียงแค่ส่ายหน้าช้าๆ และเอמהคำเดียวซ้ำๆ "ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น... ผมจะอยู่กับลูก" จนกระทั่งเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงดึกสงัด เสียงฝีเท้าเร่งรีบของคณะแพทย์กลุ่มใหญ่ก็เปิดประตูเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย สีหน้าของแพทย์เจ้าของไข้เคร่งเครียดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา รินรดาสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม รีบพุ่งเข้าไปหาแพทย์ทันที "คุณหมอคะ! ลูกฉันเป็นยังไงบ้างคะ?" แพทย์หนุ่มใหญ่ถอนหายใจยาวก่อนจะหันมามองหน้าทั้งสองคนสลับกันด้วยแววตาที่หนักอึ้ง "ไข้ยังไม่ยอมลดลงเลยครับ และเชื้อมันเริ่มลามเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว หมอมีความจำเป็นต้องรีบนำตัวน้องเข้าห้องไอซียูและทำการเจาะเลือดตรวจหาเชื้ออย่างละเอียดทันที... แต่ก่อนอื่นครับคุณรินรดา คุณกวินทร์" แพทย์เว้นจังหวะไปชั่วครู่ เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเอ่ยประโยคต่อไปอย่างไรดี "เนื่องจากอาการของน้องวิกฤตมาก และทางโรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้เลือดกรุ๊ปพิเศษชนิดหายากในการเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัดฉุกเฉิน ซึ่งตรงกับกรุ๊ปเลือดของคุณกวินทร์พอดี... แต่เนื่องจากระบบฐานข้อมูลของเราพบความผิดปกติบางประการเกี่ยวกับประวัติการรักษาเก่า และเพื่อความถูกต้องแม่นยำสูงสุดในการวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมที่อาจส่งผลต่อการตอบสนองต่อยา..." แพทย์ยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลทึบที่เพิ่งรับมาจากเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการให้กวินทร์ "ทางเราเพิ่งทำการตรวจเทียบเคียง DNA ระหว่างคุณกวินทร์กับน้องต้นกล้าจากตัวอย่างเลือดด่วนเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา... ผลปรากฏว่า..." กวินทร์รับซองเอกสารนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทา รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ดวงตาทั้งคู่จดจ้องอยู่ที่กระดาษแผ่นนั้นราวกับมันคือคำพิพากษาชีวิต กวินทร์ค่อยๆ ดึงแผ่นกระดาษออกมาจากซอง สายตาคมกวาดมองตัวหนังสือบรรทัดสุดท้ายที่พิมพ์ไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ทันใดนั้น ลมหายใจของเขาก็สะดุดกึก ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เมื่อตัวเลขความน่าจะเป็นของความเป็นพ่อลูกระบุไว้ชัดเจนที่... **0.00%** ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้ค่ะ!
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทวงคืนหัวใจยัยคุณแม่มือใหม่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%