กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องรับแขกแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง เสียงลมหายใจสะท้อนก้องราวกับมันเป็นเครื่องมือวัดระดับความพินาศในชีวิตของกวินทร์ ชายหนุ่มผู้เคยถือครองความมั่นใจและอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง บัดนี้กลับคุกเข่าลงบนพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้ศักดิ์ศรี ร่างสูงใหญ่ที่เคยผึ่งผายสั่นเทิ้มด้วยแรงสะอื้นที่เขาพยายามกดกลั้นไว้จนสุดกำลัง แต่ความเจ็บปวดและสำนึกผิดมันกัดกินลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ ยิ่งกว่าถูกมีดกรีดซ้ำรอยแผลเก่า
ตรงหน้าเขาคือรินรดา หญิงสาวที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งและตีค่าเธอน้อยกว่าฝุ่นผงในบ้าน เธอยืนนิ่งสงบ สองแขนเรียวกอดอกไว้หลวมๆ ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววเจ็บช้ำและร้าวราน บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าเย็นชา ราวกับสิ่งที่กำลังคุกเข่ายอมจำนนอยู่เบื้องหน้าเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไร้ตัวตน
และถัดจากเธอไปไม่ไกล คือน้องต้นกล้า เด็กชายวัยสามขวบผู้มีดวงตากลมโตถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อไม่มีผิดเพี้ยน แก้มกลมๆ นั้นกำลังเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาเล็กน้อย มือป้อมๆ เอื้อมไปดึงชายเสื้อของมารดาไว้แน่นด้วยความหวาดกลัวต่อภาพที่เห็นตรงหน้า
"คุณ... คุณแม่คะ ทำไมลุงคนนี้ถึงร้องไห้ล่ะฮะ เขาเจ็บเหรอ?" เสียงใสแจ๋วของเด็กชายเอ่ยถามเบาๆ แต่มันกลับทิ่มแทงหัวใจของกวินทร์จนแหลกสลายกลายเป็นผุยผง
รินรดาก้มลงลูบศีรษะลูกชายเบาๆ แววตาที่มองเด็กน้อยเต็มไปด้วยความอ่อนโยนต่างจากเวลาที่เธอมองอดีตสามีลิบลับ "ไม่มีอะไรหครับ... เอ๊ย ต้นกล้า ลูกจำไว้นะคะ ว่าบางคนเขาเพิ่งสำนึกได้ว่าเขาทำความผิดมหันต์แค่ไหน แต่สายไปเสียแล้ว..." น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งคมมีดที่อาบน้ำผึ้ง
กวินทร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบที่เคยทรงอำนาจแดงก่ำ มีร่องรอยของหยาดน้ำตาไหลอาบสองข้างแก้มอย่างไม่อายฟ้าดิน ภาพของนักธุรกิจหนุ่มผู้เย่อหยิ่งพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาด้วยความร้าวราน
"ริน..." เขาเรียกชื่อนั้นราวกับคนใกล้ตาย "ผมขอโทษ... ผมขอร้อง ได้โปรดอภัยให้คนบาปคนนี้เถอะนะ"
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ นอกจากความเงียบที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก รินรดายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง เธอไม่แม้แต่จะขยับตัวเข้าไปใกล้ ราวกับระยะห่างเพียงไม่กี่เมตรนี้คือเส้นแบ่งระหว่างนรกกับสวรรค์ที่เธอไม่มีวันข้ามกลับไปอีก
"คุณจำวันที่คุณไล่ฉันออกจากบ้านได้ไหมคะ กวินทร์?" รินรดาสบตากับเขา นัยน์ตาสีเข้มสะท้อนภาพความทรงจำอันโหดร้ายในอดีต "วันนั้น... ฉันอุ้มท้องลูกที่กำลังจะตายทั้งกลม ท้องแก่ใกล้คลอดแต่กลับถูกคุณตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงไร้ยางอายที่หวังเกาะคุณกิน คุณบอกว่าเด็กในท้องอาจไม่ใช่ลูกของคุณด้วยซ้ำ... คุณจำคำพูดพวกนั้นได้ไหมคะ?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางอกของกวินทร์ เขารู้สึกหายใจไม่ออก หน้าอกข้างซ้ายบีบรัดจนเจ็บแปลบ เขาจำได้... จำได้ทุกคำพูด ทุกการกระทำที่แสนเย็นชาและเลือดเย็นที่เขาเคยทำร้ายเธอ
"ผมมันเลว..." กวินทร์เอ่ยเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาลูกผู้ชายร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาพยายามจะเอื้อมมือไปแตะชายกระโปรงของเธอ แต่รินรดากลับถอยหลังหลบอย่างรังเกียจ ราวกับกลัวว่าความสกปรกในจิตใจของเขาจะแปดเปื้อนตัวเธอ
"ใช่ค่ะ คุณมันเลว" เธอพูดออกมาตรงๆ โดยไม่มีความลังเลหรือเกรงใจหลงเหลืออยู่อีกต่อไป "และต่อให้คุณร้องไห้จนเลือดเป็นสายน้ำ หรือเอาชีวิตเข้าแลก สิ่งที่คุณทำกับฉันและลูก มันก็ไม่มีวันลบล้างได้หรอกค่ะ"
น้องต้นกล้าเอียงคอมองสลับระหว่างแม่กับผู้ชายแปลกหน้าที่กำลังคุกเข่าร้องไห้ เด็กน้อยรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดและเจ็บปวด ขาป้อมๆ ก้าวเข้าไปใกล้กวินทร์เล็กน้อยด้วยความไร้เดียงสา ก่อนจะยื่นมือเล็กๆ ไปแตะที่แขนของชายหนุ่ม
"ลุง... อย่าร้องไห้นะฮะ แม่บอกว่าคนเก่งเขาไม่ร้องไห้กันหรอก"
สัมผัสอันแผ่วเบาจากเด็กน้อย ทำให้กวินทร์สะعุกเฮือก หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น เขามองหน้าลูกชายที่เขาเคยปฏิเสธและไม่เคยใยดี เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองอยู่ตรงหน้า แต่วินาทีนี้เขากลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยคำว่า "พ่อ" ออกมาเต็มปาก
กวินทร์เอื้อมมือสั่นเทาไปกุมมือเล็กๆ นั้นไว้แน่น น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ทะลักออกมาอีกระลอก เขารู้สึกเหมือนถูกลงทัณฑ์ด้วยไฟนรกที่แผדเผาจากภายใน ตัวเขาเองที่เป็นคนทำลายครอบครัวที่อบอุ่นด้วยมือของตัวเอง ความสำเร็จและเงินทองมากมายที่เขามี ไม่สามารถซื้อเวลากลับมาแก้ไขอดีตได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
"ต้นกล้า..." กวินทร์พึมพำเสียงสั่น ร่างกายสั่นเทิ้มจนควบคุมไม่อยู่ "พ่อขอโทษ... พ่อขอโทษลูก..."
รินรดายืนมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่ด้านชา ความเจ็บปวดในอดีตสร้างเกราะป้องกันให้เธอแข็งแกร่งเกินกว่าจะใจอ่อนให้กับน้ำตาปลอมๆ หรือความสำนึกผิดที่มาช้าเกินไป สายตาของเธอมองเขาด้วยความสมเพชปนเวทนา
"หยุดเรียกเขาว่าพ่อเสียทีค่ะ กวินทร์" รินรดาเอ่ยเสียงเฉียบขาด พร้อมกับดึงตัวลูกชายกลับมาสู่อ้อมกอดของตนเองทันที "คุณไม่มีสิทธิ์นั้นมาตั้งแต่สามปีที่แล้วแล้วค่ะ และจำไว้ว่า ต่อให้คุณตายไปต่อหน้าเราแม่ลูก ความรู้สึกของฉันที่มีต่อคุณก็จะไม่เปลี่ยนไป... เกลียดอย่างไร ก็ยังคงเกลียดอย่างนั้น"
สิ้นคำพูดอันเชือดเฉือน รินรดาก็จูงมือลูกชายหันหลังเดินขึ้นบันไดไปอย่างไม่ลังเล ทิ้งให้กวินทร์ทรุดร่างลงกับพื้น ร้องไห้ฟูมฟายราวกับคนเสียสติท่ามกลางความว่างเปล่าของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ กวินทร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของบอดี้าร์ดส่วนตัวจะเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกาย พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ
"นายครับ... ผลตรวจ DNA ตัวจริงจากโรงพยาบาลมาถึงแล้วครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยรายงานด้วยความลังเล
กวินทร์เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาที่แดงก่ำมองซองเอกสารในมือลูกน้องอย่างเลื่อนลอย เขารู้ผลอยู่แล้ว... รู้ดีแก่ใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้าเด็กชายคนนั้น แต่การได้เห็นหลักฐานยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร มันกลับเป็นหมัดฮุกสุดท้ายที่น็อคเขาจนสติหลุดกระเจิง
มือหนาสั่นเทารับซองเอกสารนั้นมา เปิดมันออกช้าๆ และกวาดสายตาอ่านข้อความบรรทัดสุดท้ายที่ระบุชัดเจนว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างเขากับเด็กชายนั้นคือ "100%"
ทว่า... ในจังหวะที่กวินทร์กำลังจะพับเอกสารเก็บด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย สายตากลับเหลือบไปเห็นกระดาษอีกแผ่นที่แนบมาด้วย มันคือใบรายงานผลการตรวจสุขภาพและการรักษาพยาบาลย้อนหลังของรินรดาเมื่อสามปีก่อน
ข้อความตัวอักษรสีดำเด่นหรี่บนกระดาษแผ่นนั้น ทำให้ลมหายใจของกวินทร์สะดุดกึก ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น
*โรคร้ายระยะสุดท้าย... และโอกาสรอดชีวิตมีเพียงสิบเปอร์เซ็นต์*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้ค่ะ!
ทวงคืนหัวใจยัยคุณแม่มือใหม่•ตอนที่ 22
คำสารภาพของคนบาป
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทวงคืนหัวใจยัยคุณแม่มือใหม่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!