“ท่านมั่นใจหรือว่าจดหมายฉบับนี้จะส่งถึงมือเขา โดยที่กษัตริย์ไม่ระแคะระคาย?”
เซเลสเทียไม่ได้หันไปมองคู่สนทนา เธอเพียงแค่จรดปลายปากกาขนนกสีดำสนิทลงบนกระดาษแผ่นบาง กลิ่นหอมจางๆ ของหมึกกลิ่นกุหลาบป่าที่เธอปรุงขึ้นเองลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว แสงเทียนวูบไหวในความมืดสลัวของยามวิกาลขับเน้นให้ใบหน้าของเธอในกระจกดูราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ไร้ความปรานี
“คาสเซียน… ความโลภของมนุษย์น่ะ เหมือนรอยร้าวบนเขื่อนแก้ว ต่อให้ปิดบังอย่างไร แรงดันน้ำที่ชื่อว่า ‘อำนาจ’ ก็จะกัดเซาะให้มันแตกออกในที่สุด” เธอวางปากกาลง เสียงกระทบของมันบนโต๊ะไม้โอ๊คดังชัดเจนในความเงียบ “อาร์เธอร์ไม่ใช่คนโง่ แต่เขาเป็นคนหิวโหย และคนหิว… มักจะกลืนกินเบ็ดที่เคลือบน้ำตาลโดยไม่ดูเลยว่ามีคมเหล็กซ่อนอยู่ด้านในหรือไม่”
คาสเซียน เรเวนฮาร์ต ผู้ยืนกอดอกพิงบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขาซ่อนความกังวลไว้ใต้ท่าทีสงบนิ่ง “แต่กฎมณเฑียรบาลข้อที่สิบสามนั้นร้ายแรง หากเขาทำตามแผนของท่าน เขาจะกลายเป็นกบฏโดยสมบูรณ์ในสายตาของราชวงศ์ และท่านเอง… ก็จะโดนหางเลขไปด้วย”
“นั่นคือเหตุผลที่ฉันต้อง ‘จัดฉาก’ ให้มันสมบูรณ์แบบยังไงล่ะคะ” เซเลสเทียลุกขึ้นยืน ชุดราตรีสีนิลของเธอทิ้งตัวยาวลากไปกับพื้นเหมือนน้ำตกแห่งความมืด เธอเดินไปหยิบตราประทับขี้ผึ้งสีแดงฉานขึ้นมา ก่อนจะกดมันลงบนจดหมายอย่างหนักแน่น “ถ้าเขาต้องการบัลลังก์ ฉันก็จะยื่นบันไดให้เขาปีนขึ้นไป แต่บันไดขั้นสุดท้ายน่ะ… ฉันได้เลื่อยมันจนหักแทบจะขาดแล้ว”
ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแต่แผ่วเบาดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก เซเลสเทียส่งสัญญาณมือให้คาสเซียนหลบเข้าสู่เงามืดทันที เธอเดินไปนั่งที่เก้าอี้พลางหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ประตูถูกผลักออกโดยไม่มีการเคาะขออนุญาต ร่างสูงโปร่งขององค์ชายอาร์เธอร์ก้าวเข้ามาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายและตื่นเต้น เขายังคงหล่อเหลา แต่ความเย็นชาในแววตาคู่นั้นคือสิ่งที่เซเลสเทียเคยหลงรัก และบัดนี้ มันเป็นเพียงสิ่งที่เธอมองเห็นเป็นเพียง ‘ตำหนิ’ บนหมากตัวหนึ่งเท่านั้น
“เจ้าส่งคนไปบอกว่ามีข้อมูลสำคัญเรื่องการโอนย้ายกองกำลังลับของพระบิดา…” อาร์เธอร์กระซิบ เสียงของเขาแหบพร่า “เซเลสเทีย เจ้ากำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่? รู้ใช่ไหมว่าถ้าข้าเข้ามาที่นี่ในยามวิกาลโดยไม่มีราชโองการ นั่นหมายความว่าอย่างไร”
เซเลสเทียปิดหนังสือลงช้าๆ เธอแย้มยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นอย่างเย้ายวนทว่าเย็นเยียบ “หมายความว่าองค์ชายอาร์เธอร์ผู้เพียบพร้อม กำลังกระทำการละเมิดกฎมณเฑียรบาลข้อที่สิบสาม ที่ห้ามเชื้อพระวงศ์พบปะกันเป็นการส่วนตัวในเขตหวงห้ามหลังเวลาอาทิตย์ตกดิน… ใช่ไหมคะ?”
อาร์เธอร์ชะงัก สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความงุนงง “เจ้าล่อข้ามาที่นี่เพื่อจะข่มขู่หรือ? เจ้าก็ติดร่างแหไปด้วย!”
“ติดร่างแหหรือคะ?” เธอหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ดังก้องไปทั่วห้อง “ข้าเป็นเจ้าของห้องนี้ กฎที่ว่านั่น… บังคับใช้กับ ‘ผู้บุกรุก’ ส่วนข้า คือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติงานราชการลับตามคำสั่งของกษัตริย์… ซึ่งข้าเพิ่งจะอ้างสิทธิ์นั้นไปเมื่อครู่นี้เอง”
อาร์เธอร์ถอยหลังกรูด แววตาของเขาสั่นระริกเมื่อเห็นทหารองครักษ์ส่วนพระองค์ของกษัตริย์เริ่มปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืดตามระเบียงทางเดินด้านหลังห้องตามคำสั่งที่เซเลสเทียส่งออกไปล่วงหน้าผ่านสัญลักษณ์ลับ
“เจ้า… เจ้าทำอะไรลงไป!” เขาตะโกน
เซเลสเทียก้าวเข้ามาใกล้เขาจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ จากกายชายหนุ่ม เธอโน้มตัวไปกระซิบข้างหูของเขา เสียงของเธออ่อนหวานราวกับน้ำผึ้งที่อาบยาพิษ “ฉันแค่ช่วยให้ท่านได้ในสิ่งที่ท่านต้องการไงคะอาร์เธอร์… ท่านอยากได้บัลลังก์ใช่ไหม? ท่านอยากได้อำนาจที่อยู่เหนือทุกคนใช่ไหม? งั้นก็เชิญรับ ‘ความผิดฐานกบฏ’ นี้ไปแทนรางวัลของท่านเสียนะคะ”
“เจ้าหลอกข้า! เจ้ามันนางปีศาจ!” อาร์เธอร์คว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบที่ทำให้นิ้วของเธอเริ่มปวด แต่ดวงตาของเซเลสเทียกลับไม่มีร่องรอยของความกลัว มีเพียงประกายความสะใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
“ผิดแล้วค่ะ…” เธอสะบัดมือออกอย่างง่ายดายด้วยวิชาการต่อสู้ที่คาสเซียนสอนมา “ที่นี่คือนรกที่ท่านเลือกจะเดินเข้ามาเอง… และนรกขุมนี้ ไม่มีทางออกสำหรับคนที่คิดจะทรยศต่อคนอย่างฉัน”
ในจังหวะนั้นเอง ประตูด้านหน้าถูกเปิดออกกว้างโดยทหารราชองครักษ์ชุดเกราะทองคำ กองกำลังที่ควรจะรักษาความปลอดภัยให้กษัตริย์ บัดนี้กลับยืนเรียงรายพร้อมอาวุธครบมือ โดยมี ‘คนผู้หนึ่ง’ ก้าวเดินเข้ามาท่ามกลางความเงียบงัน
บุคคลผู้นั้นคือท่านแม่ทัพใหญ่ผู้ที่ควรจะประจำการอยู่ที่ชายแดนใต้ แต่เขากลับปรากฏตัวขึ้นพร้อมเอกสารลับในมือ เขาสบตาเซเลสเทียเพียงครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางองค์ชายอาร์เธอร์ด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง
“องค์ชายอาร์เธอร์…” แม่ทัพใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานที่ทำให้อาร์เธอร์ถึงกับเข่าอ่อน “ฝ่าบาทมีรับสั่งให้จับกุมผู้ที่พยายามลักลอบจารกรรมเอกสารลับของแผ่นดิน… และดูเหมือนว่า ท่านจะ ‘คาหนังคาเขา’ เลยทีเดียว”
อาร์เธอร์หันขวับกลับมามองเซเลสเทีย เธอเพียงแค่ยืนกอดอก เผยยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนนางฟ้าผู้บริสุทธิ์ แต่ในแววตาของเธอนั้น… มันคือความว่างเปล่าที่บ่งบอกว่าชีวิตของเขาได้จบสิ้นลงแล้วในเกมการเมืองครั้งนี้
ทว่า ก่อนที่ทหารจะเข้าควบคุมตัวองค์ชาย อาร์เธอร์กลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “เจ้าคิดว่าเจ้าชนะแล้วหรือเซเลสเทีย? เจ้าคิดจริงๆ รึว่าถ้าข้าล้ม… ความลับของเจ้าที่ฝังไว้ในสุสานเอลเดอร์จะถูกเก็บเป็นความลับตลอดไป?”
เขากระซิบคำหนึ่งที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเซเลสเทียแข็งค้างไปชั่วขณะ คำพูดนั้นสั้น แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุน
“ใครคือเจ้าของศพตัวจริงในโลงนั้น… เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ?”
หวังว่ารี้ดที่น่ารักของดัชเชสจะชื่นชอบตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
มงกุฎกุหลาบดำ: องค์หญิงตัวร้ายที่โลกต้องกราบ•ตอนที่ 32
เหยื่อล่อที่สมบูรณ์แบบ
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มงกุฎกุหลาบดำ: องค์หญิงตัวร้ายที่โลกต้องกราบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!