"เสียงแซ่ซ้องก้องกังวานจนน่ารำคาญใจ... เจ้าว่าจริงไหมคะ องค์ชายอาร์เธอร์?"
น้ำเสียงหวานใสทว่าเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงรับรองสีขาว เลดี้เซเลสเทีย วอน เอลเดอร์ ประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้บุด้วยกำมะหยี่สีแดงเข้ม ท่าทางของนางผ่อนคลายราวกับแมวตัวใหญ่ที่กำลังจิบชาอุ่นๆ ในยามบ่าย ทว่าดวงเนตรสีนิลคู่นั้นกลับคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่หลังแพขนตางอนงาม
เบื้องล่างหน้าต่างบานใหญ่ ท้องถนนสายหลักของเมืองหลวงเนืองแน่นไปด้วยมหาชน คลื่นมนุษย์หลั่งไหลกันออกมาเพื่อยลโฉมและสรรเสริญ 'วีรสตรี' ผู้กอบกู้แผ่นดินจากวิกฤตการณ์ลอบปลงพระชนม์ ป้ายผ้าผืนใหญ่ถูกชูขึ้นพร้อมชื่อของเซเลสเทีย กลิ่นอายของความศรัทธาและเสียงโห่ร้องดังกึกก้องจนแม้แต่ผนังหินหนาของพระราชวังก็ยังสั่นสะเทือน
องค์ชายอาร์เธอร์ยืนตัวเกร็งอยู่ริมหน้าต่าง พระหัตถ์ที่กำหมัดแน่นสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นจนเส้นเลือดปูดโปน ภาพของสตรีที่เขาเคยเหยียบย่ำและประกาศถอนหมั้นอย่างไร้เยื่อใย บัดนี้กลับยืนอยู่บนจุดสูงสุดของกระแสสังคม ชนิดที่ต่อให้เขาใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีในมือตอนนี้ ก็ไม่อาจดึงนางลงมาได้อีกแล้ว
"เจ้า... วางแผนทั้งหมดนี้ไว้ตั้งแต่แรกสินะ เซเลสเทีย" อาร์เธอร์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำด้วยความคับแค้นใจ "ใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องมือ ใช้ความตายของกลุ่มกบฏเป็นบันไดไต่เต้า... เจ้ามันไม่ใช่คน เจ้ามันคือปีศาจสวมรอยเป็นมนุษย์!"
เซเลสเทียแย้มสร้อยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ นางวางถ้วยชาลงบนจานรองเกิดเสียงกระทบกันเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอาร์เธอร์ตรงๆ
"ปีศาจหรือคะ? ช่างเป็นคำชมที่เกินจริงไปเสียหน่อยนะคะ องค์ชาย" เซเลสเทียลุกขึ้นช้าๆ ทรวดทรงระหงภายใต้ชุดกระโปรงยาวสีดำสนิทขับเน้นให้เห็นถึงอำนาจและสง่าราศีที่แผ่ซ่านออกมา นางก้าวเท้าเข้ามาหาอาร์เธอร์ทีละก้าว เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินดัง *ก๊อก... ก๊อก...* ราวกับเสียงนับถอยหลังลมหายใจ
"หม่อมฉันเพียงแต่มอบ 'สิ่งที่ประชาชนอยากเห็น' และ 'ความจริงที่ถูกบิดเบือน' ให้กลับเข้าที่เข้าทางก็เท่านั้น ในเมื่อพระองค์ทรงเลือกที่จะโยนความผิดให้หม่อมฉันในวันนั้น พระองค์ก็ควรจะเรียนรู้ว่า... คลื่นที่พระองค์เป็นคนสาดออกไป ย่อมมีวันซัดกลับมาจมน้ำพระองค์เองจนมิดเศียรเช่นกันค่ะ"
อาร์เธอร์ถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว แรงกดดันมหาศาลจากสตรีตรงหน้าทำให้เขารู้สึกราวกับหายใจไม่ออก นางไม่ได้ใช้กำลังทหาร ไม่ได้ใช้ดาบจ่อคอหอย แต่เซเลสเทียใช้ 'ศรัทธาของมหาชน' มาเป็นโซ่ตรวนล่ามเขาไว้กับความพ่ายแพ้
ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องโถงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ดยุคคาสเซียน เรเวนฮาร์ต ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคง ชุดเกราะสีเงินวาววับสะท้อนแสงไฟจากโคมระย้า ใบหน้าคมคายไร้รอย2ยิ้ม แววตาคู่คมกวาดมองทั้งสองคนก่อนจะมาหยุดที่เซเลสเทีย พร้อมกับคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างนอบน้อม
"องค์ชาย... และเลดี้เซเลสเทีย" คาสเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่าฟัง "กองกำลังรักษา 3 เขตเมืองรายงานเข้ามาแล้ว ประชาชนรวมตัวกันที่หน้าประตูวังหลวงนับหมื่นคน พวกเขาเรียกร้องให้องค์ราชAกประทานอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดให้แก่เลดี้เซเลสเทีย เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติในความกล้าหาญ"
เซเลสเทียเหลือบมองคาสเซียน แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงชั่วพริบตา นางส่งยิ้มรู้กันให้แม่ทัพหนุ่มผู้ซื่อสัตย์ "ทำได้ดีมากค่ะ ท่านคาสเซียน ดูเหมือนว่ากระแสลมในตอนนี้ จะพัดพาไปในทิศทางที่เราต้องการอย่างสมบูรณ์แบบทีเดียว"
"เป็นเพราะแผนการของท่านไร้ที่ติ ต่างหากเล่าครับ" คาสเซียนตอบรับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพียงเล็กน้อยเมื่อพูดกับนาง เป็นความสนิทสนมที่ซ่อนอยู่ใต้ระเบียบวินัยทางทหาร ซึ่งยิ่งทำให้อาร์เธอร์ที่ยืนมองอยู่รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่
อาร์เธอร์กัดฟันกรอด เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไป อำนาจทั้งหมดในราชสำนักจะตกเป็นของเซเลสเทีย และราชบัลลังก์ที่เขาหมายปองจะกลายเป็นเพียงภาพฝัน พระองค์สูญเสียทั้งกองทัพ สูญเสียความน่าเชื่อถือ และตอนนี้แม้แต่ประชาชนก็หันหลังให้
"เจ้าอย่าได้ใจไปนัก เซเลสเทีย!" อาร์เธอร์คำรามเสียงต่ำ พยายามรวบรวมศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ครั้งสุดท้าย "ต่อให้เจ้าจะได้ใจประชาชนแค่ไหน แต่กฎมณเฑียรบาลและสิทธิ์ในการสืบทอด... ยังไงเสียก็ไม่มีทางตกเป็นของผู้หญิงอย่างเจ้า!"
เซเลสเทียหยุดเดิน นางหันกลับมามองอาร์เธอร์ด้วยแววตาสสมเพชเวทนา ราวกับกำลังมองดูเด็กน้อยที่กำลังดิ้นรนอยู่บนฝ่ามือของตน นางยกมือขึ้นทัดปอยผมสีทองสว่างที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้ม รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"กฎมณเฑียรบาลอย่างนั้นหรือคะ? สิ่งที่เรียกว่ากฎ... ก็ถูกเขียนขึ้นโดยคนที่กุมอำนาจไม่ใช่หรือคะ องค์ชาย" เซเลสเทียโน้มตัวเข้าไปกระซิบใกล้ๆ จนอาร์เธอร์ได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุหลาบป่าจากตัวนาง "และในตอนนี้... คนที่ถือปากกาเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของอาณาจักรนี้ ไม่ใช่พระองค์... แต่เป็นหม่อมฉันต่างหากล่ะคะ"
บรรยากาศในห้องโถงเย็นยะเยือกขึ้นทันตาเห็น อาร์เธอร์ตัวชาดิกด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในชีวิต
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnวาจาใดเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ขันทีหลวงผู้ดูแลพระคลังมหาสมบัติพุ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยใบซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่
"ทะ... องค์ชาย! เลดี้เซเลสเทีย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีหนุ่มละล่ำละลักละลอกพูดด้วยความตื่นตระหนก "ตราประทับหลวง... ตราประทับประจำพระองค์ขององค์จักรพรรดิที่เก็บไว้ในห้องนิรภัยใต้ดิน... บัดนี้... บัดนี้มันถูกสับเปลี่ยนเป็นของปลอมแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซเลสเทียชะงัก รอยยิ้มมั่นใจบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงเนตรสีนิลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
ในขณะเดียวกัน คาสเซียนก็ชักดาบออกจากฝักครึ่งหนึ่งด้วยสัญชาตญาณนักรบ พร้อมกับก้าวมาบังหน้าเซเลสเทียไว้ทันที
"ใครเป็นคนทำ?" คาสเซียนถามเสียงเข้ม แววตาดุดันกวาดมองไปรอบห้องโถง
ขันทีหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะชูม้วนกระดาษผนึกด้วยครั่งสีดำสนิท ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของบุคคลที่ควรจะสิ้นชีพไปตั้งแต่สงครามกลางเมืองครั้งก่อนขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา
"มะ... องค์หญิงใหญ่... องค์หญิงอลิเซកที่ทุกคนคิดว่าสิ้นพระชนม์ไปแล้ว... นางส่งสาส์นนี้มาประทับไว้ที่หน้าห้องพระคลังพ่ะย่ะค่ะ!"
หวังว่ารี้ดที่น่ารักของดัชเชสจะชื่นชอบตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
มงกุฎกุหลาบดำ: องค์หญิงตัวร้ายที่โลกต้องกราบ•ตอนที่ 44
กระแสสังคมเปลี่ยน
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มงกุฎกุหลาบดำ: องค์หญิงตัวร้ายที่โลกต้องกราบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!