มงกุฎกุหลาบดำ: องค์หญิงตัวร้ายที่โลกต้องกราบ•ตอนที่ 29

แผนลอบสังหารรอบสอง

ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
“เรื่องนี้มันหมายความว่าอย่างไรกันคะ คาสเซียน?” ข้าถามเสียงสั่นพลางจ้องมองตราประทับนกเหยี่ยวไร้ขนบนม้วนกระดาษหนังในมือด้วยความหวาดหวั่นที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง ตราประทับที่ควรจะถูกฝังไปพร้อมกับก้นบึ้งของอดีต กลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าในฐานะสัญลักษณ์ของการลอบสังหารครั้งใหม่ คาสเซียน เรเวนฮาร์ต ไม่ตอบในทันที เขายืนพิงกรอบหน้าต่างห้องสมุดลับที่มืดมิด มือหนากำด้ามดาบประจำกายไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาสีเหล็กกล้าคู่นั้นไม่ได้มองข้า แต่มองทะลุออกไปในความมืดของสวนหลวงที่เงียบเชียบ ราวกับกำลังรอคอยให้บางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหว “ตราประทับนี้ไม่ได้มาจากวังหลวง และไม่ได้มาจากตระกูลอาร์เธอร์โดยตรง” เขาเอ่ยเสียงต่ำ ทรงพลังและแหบพร่าด้วยความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้ “มันมาจากเงาที่ท่านเคยคิดว่ากำจัดไปแล้วเมื่อสามปีก่อน เลดี้เซเลสเทีย” หัวใจข้ากระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วปลายนิ้ว สามปีก่อน... ช่วงเวลาที่ข้ายังเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานของอาร์เธอร์ ช่วงเวลาที่ข้ายังไม่รู้จักการเชิดหุ่นเพื่อทำลายศัตรูด้วยมือตนเอง “ท่านจะบอกว่า... สมาชิกสภากลุ่มเก่าที่รอดชีวิตจากการกวาดล้างครั้งนั้นยังอยู่รอดมาได้ และพวกเขากำลังร่วมมือกับใครบางคนในวัง?” ข้าสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับมาเข้าที่ “อาร์เธอร์ไม่มีทางไว้ใจพวกนั้น ถึงแม้จะเกลียดข้าเข้าไส้ แต่มันก็กลัวอำนาจมืดที่จะย้อนกลับมาแทงข้างหลัง” “นั่นแหละครับ— เอ่อ ขออภัย เลดี้เซเลสเทีย” คาสเซียนเปลี่ยนสรรพนามอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นสายตาที่ข้าตวัดมอง “นั่นคือจุดที่น่าสนใจ อาร์เธอร์ไม่ได้เป็นคนสั่งการ แต่มันกำลังถูก ‘ยืมมือ’ ต่างหาก” เขาก้าวเข้ามาใกล้ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนบนใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นแห่งการศึก “มีคนจงใจทิ้งร่องรอยนี้ไว้ เพื่อให้ท่านรู้ว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามา และที่น่ากลัวกว่านั้น... คนที่ถือตรานี้อยู่คือคนที่อยู่ใกล้ตัวท่านที่สุด มากจนท่านมองข้ามไป” ข้าทรุดตัวลงบนเก้าอี้กำมะหยี่ ขมับเต้นตุบด้วยความเครียด ความฉลาดเฉลียวที่เคยมีดูเหมือนจะมืดบอดไปชั่วขณะเมื่อนึกถึงรายชื่อคนรอบตัวที่ข้าไว้ใจ “ท่านหมายถึง... แอนนา?” ข้าถามเบาหวิว คาสเซียนส่ายหน้าช้าๆ “แอนนาเป็นเพียงเครื่องมือ แต่คนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังคือคนที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการที่ท่านหายไปจากกระดานอำนาจนี้” ห้องสมุดทั้งห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่รั่วซึมจากเพดาน ความจริงค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้นในสมองของข้า จิ๊กซอว์แต่ละชิ้นที่เคยกระจัดกระจายเริ่มเชื่อมต่อกัน การเคลื่อนไหวของกองทัพที่ล่าช้า การหายไปของเอกสารลับในห้องทำงาน และสายตาที่เย็นชาของคนในครอบครัวที่ข้าเคยคิดว่าพวกเขาคือพันธมิตรที่จงรักภักดีที่สุด “องค์ราชินี...” ข้าพึมพำออกมา ชื่อนี้หนักอึ้งราวกับภูเขาที่ทับลงมาบนอก “ไม่ใช่แค่นาง” คาสเซียนเสริม เสียงของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “ยังมีเงาของคนคนหนึ่งที่อ้างสิทธิ์ในสายเลือดกษัตริย์ที่สาบสูญไปนาน คนที่ท่านเคยช่วยชีวิตไว้ในสงครามแดนเหนือ” ความโกรธปะทุขึ้นในอกข้า ข้าลุกขึ้นยืนพลางตบโต๊ะไม้โอ๊กดังปัง! การลอบสังหารรอบสองไม่ใช่แค่เรื่องของอาร์เธอร์ แต่มันคือการรวมตัวของเหล่าผู้ที่จ้องจะฉีกทึ้งบัลลังก์ที่ข้ากำลังปกป้อง “แผนของพวกมันคืออะไร?” ข้าถาม น้ำเสียงเย็นเยียบและเด็ดขาดกว่าครั้งไหนๆ “การจัดเลี้ยงคืนพรุ่งนี้” คาสเซียนกล่าว “พวกมันจะใช้ก๊าซพิษที่ทำให้สลบในห้องโถงหลัก ก่อนจะจัดฉากให้ดูเหมือนท่านสิ้นพระชนม์ด้วยอาการป่วยเฉียบพลัน เพื่อให้พวกมันมีเวลาจัดตั้งคณะผู้สำเร็จราชการใหม่” ข้ามองไปที่ดาบเล่มยาวข้างเอวคาสเซียน แผนการในหัวถูกเรียบเรียงขึ้นใหม่ในพริบตา ในเมื่อพวกมันอยากให้ข้าตาย ข้าก็จะจัด ‘งานศพ’ ให้พวกมันดูเสียเอง แต่เป็นงานศพที่คนตายไม่ใช่ข้า... แต่เป็นอนาคตของพวกมันทุกคน “คาสเซียน” ข้าเรียกเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังต้องสยบ “เตรียมหน่วยอัศวินเงาให้พร้อม ไม่ต้องทำตามแผนเดิมที่วางไว้... เปลี่ยนเป็นการล้อมจับในห้องโถงทันทีที่ระฆังบอกเวลาเที่ยงคืนดังขึ้น” “แล้วท่านล่ะครับ... ท่านจะเป็นเหยื่อล่อ?” ข้ายิ้มที่มุมปาก ยิ้มที่ไม่ได้มาพร้อมกับความอ่อนโยน แต่เป็นความร้ายกาจที่ขัดเกลามาจากการถูกหักหลังนับครั้งไม่ถ้วน “ข้าจะเป็นทั้งเหยื่อล่อ และเป็นผู้พิพากษาในคราวเดียวกัน” ทว่า ในขณะที่ข้ากำลังจะก้าวเดินออกไปจากห้องสมุดเพื่อเริ่มแผนการ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก มันไม่ใช่เสียงของอัศวินเฝ้ายาม และไม่ใช่เสียงของคนใช้ ประตูห้องสมุดถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่มีการขออนุญาต ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดอยู่กลางห้อง แสงเทียนในห้องดับวูบลงราวกับมีกระแสลมประหลาดพัดผ่าน “วางแผนได้น่าสนใจดีนี่ เซเลสเทีย” เสียงนั้นทุ้มต่ำและคุ้นหูจนข้าต้องชะงักฝีเท้า ร่างนั้นค่อยๆ ถอดฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้หัวใจของข้าหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่ใช่อาร์เธอร์ และไม่ใช่ราชินี แต่เป็นคนที่มีตราประทับนกเหยี่ยวไร้ขนรอยสักอยู่หลังใบหู... เขาคือ ‘เอเดรียน’ น้องชายที่ข้าคิดว่าเสียชีวิตไปในกองเพลิงเมื่อห้าปีก่อน! “พี่สาวที่รัก... ครั้งนี้พี่ไม่มีทางรอดไปได้หรอก เพราะคนที่สั่งการจริงๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่พี่รักที่สุดยังไงล่ะ” เขาก้าวเข้ามาใกล้จนลมหายใจเย็นๆ รดอยู่ที่ข้างแก้มข้า พร้อมกับเสียงกระซิบที่ทำให้โลกทั้งใบของข้าพังทลายลงในวินาทีนั้น “ลาก่อนครับ... ท่านพี่” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามเส้นทางอันมืดมิดและซับซ้อนของเลดี้เซเลสเทียมาจนถึงบทนี้ ดัชเชสโพดำสัญญาว่าจะพาไปพบกับความจริงที่เจ็บปวดกว่าเดิมในตอนถัดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มงกุฎกุหลาบดำ: องค์หญิงตัวร้ายที่โลกต้องกราบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%