"หม่อมฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังคำปาฐกถาเรื่องมารยาทจากหญิงที่เคยสละสิทธิ์ในฐานะคู่หมั้นไปด้วยตัวเองหรอกนะ เลดี้เซเลสเทีย"
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งบาดลึกเข้าไปในความเงียบสงัดของห้องโถงรับรอง กลิ่นอายของน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นอายคุกรุ่นของความขัดแย้งลอยอบอวล องค์ชายอาร์เธอร์ยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง แผ่นหลังเหยียดตรงสะท้อนถึงทิฐิที่เขามีมาแต่กำเนิด ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่ข้าด้วยสายตาที่ข้าคุ้นเคย... สายตาของนักล่าที่คิดว่าเหยื่อยังคงติดบ่วงที่ตนวางไว้
ข้าเพียงแต่ยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ จังหวะการเคลื่อนไหวเชื่องช้า ทว่าสง่างามจนน่าอึดอัด สายตาของข้าไม่ได้จับจ้องที่เขา แต่จับจ้องที่คาสเซียนซึ่งยืนกอดอกอยู่ข้างเสาหินทิ้งเงาคมกริบพาดผ่านใบหน้าเคร่งขรึม
"คำว่า 'สละสิทธิ์' เป็นคำที่ดูใจกว้างเกินไปสำหรับเพชรเม็ดที่ท่านทิ้งลงถังขยะด้วยมือตัวเองนะคะ องค์ชาย" ข้าเอ่ยขึ้นพลางวางถ้วยชาลงบนจานรองเสียงดังกริ๊กเบาๆ ทว่าดังก้องในโสตประสาทของผู้ฟัง "และการที่แขกที่ไม่ได้รับเชิญบุกเข้ามาในเขตอำนาจของตระกูลเอลเดอร์ยามวิกาลเช่นนี้... ท่านคิดว่ามันคือมารยาทในหัวข้อไหนหรือคะ?"
อาร์เธอร์แค่นหัวเราะ เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของข้ามากขึ้น กลิ่นไม้ซีดาร์จางๆ จากชุดของเขาทำให้ข้าต้องเบือนหน้าหนีเล็กน้อยด้วยความรังเกียจที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากที่เรียบเฉย
"เลิกเล่นลิ้นเถอะเซเลสเทีย" เขาเปลี่ยนโทนเสียงให้ดูจริงจังขึ้น มือหนาวางลงบนแฟ้มเอกสารบนโต๊ะของข้า "สถานการณ์ชายแดนกำลังวิกฤต บิดาของท่านกำลังร่อแร่ และกองทัพของเรเวนฮาร์ตก็เริ่มคุมไม่อยู่ หากท่านไม่ต้องการให้เอลเดอร์ล่มสลาย การกลับมาเป็นคู่หมั้นของข้า... คือทางรอดเดียวที่ท่านมี"
คาสเซียนขยับกาย ก้าวออกมาจากเงามืดเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น แต่แรงกดดันจากร่างกายที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนก็ทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นทันที มือของเขาเลื่อนไปแตะที่ด้ามดาบข้างกายตามสัญชาตญาณ
"ทางรอด?" ข้าทวนคำด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้ยหยัน กอดอกพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายเกินเหตุ "ท่านกำลังพูดถึงทางรอด หรือกำลังพูดถึงเชือกที่เตรียมไว้คล้องคอพวกเรากันแน่คะ องค์ชาย? ในเมื่อท่านเป็นคนเซ็นเอกสารยกเลิกการหมั้นต่อหน้าพระพักตร์กษัตริย์ด้วยตัวเอง เพื่อไปโอบกอดอำนาจจากตระกูลวาลัวส์... ทำไมวันนี้ท่านถึงกล้ากลับมาหา 'เศษซาก' ที่ท่านเคยเหยียบย่ำอีกล่ะคะ?"
อาร์เธอร์เม้มปากแน่น ความโกรธเคืองฉายชัดในแววตาที่พยายามควบคุมให้เยือกเย็น "วาลัวส์ไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีอำนาจทางทหารที่แท้จริงเหมือนพวกท่าน ข้าแค่ต้องการความมั่นคง... และการแต่งงานของเราจะทำให้อาณาจักรเป็นปึกแผ่น"
"ปึกแผ่นด้วยเล่ห์เพทุบายของท่านน่ะหรือคะ?" ข้าลุกขึ้นยืน ความสูงที่ห่างกันไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกด้อยค่าแม้แต่น้อย ข้าเดินตรงเข้าไปหาเขาจนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นอายความเย็นเยียบที่ข้าแผ่ออกมาทำให้ชายหนุ่มผู้ทะเยอทะยานต้องชะงัก "ท่านไม่ได้กลับมาเพื่ออาณาจักรหรอกอาร์เธอร์ ท่านกลับมาเพราะตำแหน่งรัชทายาทของท่านกำลังสั่นคลอน และท่านต้องการกองทัพของคาสเซียน... ต้องการตระกูลเอลเดอร์เป็นโล่กำบังให้เก้าอี้ที่ท่านนั่งอยู่มันไม่หักพังลงมา"
"เจ้าช่างปากคอเราะร้ายขึ้นนะเซเลสเทีย" เขาคำรามในลำคอ พยายามจะคว้าข้อมือข้า แต่คาสเซียนกลับเร็วกว่า
มือหนาของคาสเซียนคว้าหมับเข้าที่ข้อมือขององค์ชายอาร์เธอร์ก่อนจะถึงตัวข้าเพียงเสี้ยววินาที แรงบีบที่แฝงไปด้วยความรุนแรงทำให้ใบหน้าขององค์ชายบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
"อย่าแตะต้องเลดี้เซเลสเทีย" คาสเซียนกล่าวเพียงสั้นๆ เสียงของเขาเย็นชาดุจน้ำแข็งจากหุบเขาเหนือ แววตาของเขาไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อสายเลือดกษัตริย์แม้แต่น้อย
"เจ้าเป็นเพียงสุนัขรับใช้ อย่าบังอาจมาสั่งข้า!" อาร์เธอร์สะบัดข้อมือออกอย่างแรง ดวงตาฉายแววอาฆาตมาดร้าย "คาสเซียน... เจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดราชาถึงไม่เคยไว้ใจเจ้า? เพราะเจ้าคือภัยคุกคามที่รอวันกัดกินบัลลังก์นี้ต่างหาก"
ข้าหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความปรานี "โอ้ ท่านพูดถูกครึ่งหนึ่งค่ะอาร์เธอร์ คาสเซียนอาจเป็นภัยคุกคามของราชวงศ์... แต่สำหรับข้า เขาคือหมากที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ราชวงศ์ของท่านกลายเป็นเพียงบันทึกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม"
อาร์เธอร์หน้าถอดสี ถอยหลังไปสองก้าวเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปสิ้นเมื่อพบว่าข้าไม่ได้เล่นเกมตามบทที่เขาวางไว้ แต่ข้ากำลังสร้างกระดานใหม่ที่เขาไม่มีวันเข้าใจกติกา
"เจ้า... เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร?" เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือด้วยความหวาดระแวง
ข้าเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ หยิบปากกาขนนกขึ้นมาจรดลงบนกระดาษหนังที่เตรียมไว้ "ข้ากำลังจะมอบทางเลือกสุดท้ายให้ท่านค่ะ องค์ชาย... ทางเลือกที่ท่านจะต้องเลือกระหว่างอำนาจที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด กับชีวิตที่ยังเหลืออยู่หลังจากนี้"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารองครักษ์นับสิบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูโถง พร้อมกับการพังประตูเข้ามาอย่างไม่เกรงใจใคร อาร์เธอร์หันขวับไปมองด้วยความโล่งใจ นึกว่ากำลังเสริมของตนมาถึง แต่ทว่า... ใบหน้าของทหารเหล่านั้นกลับไม่ใช่คนของราชสำนัก
ทหารในชุดเกราะสีดำสนิทที่ประดับตรา 'กุหลาบสีเลือด' ของตระกูลเรเวนฮาร์ตล้อมห้องไว้จนหมดสิ้น และชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบเต็มยศที่ก้าวเข้ามากลางห้องพร้อมกับเอกสารในมือ คือบุคคลที่อาร์เธอร์ไม่คิดว่าจะได้เห็นที่นี่ในยามวิกาล
"องค์ชายพะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ "กฎหมายที่ท่านเพิ่งกล่าวถึงเกี่ยวกับตำแหน่งรัชทายาทน่ะ... ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเปลี่ยนไปแล้วนะพะย่ะค่ะ"
อาร์เธอร์เบิกตากว้างเมื่อเห็นตราประทับสีทองบนเอกสารในมือชายผู้นั้น มันคือตราประทับที่บ่งบอกถึงการสละราชสมบัติของราชา... ซึ่งยังไม่ถูกประกาศต่อสาธารณะ
ข้าเผยรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางประสานมือวางบนตัก "ดูเหมือนว่า 'ละคร' ฉากนี้จะเปลี่ยนตัวเอกเร็วกว่าที่ท่านคิดนะคะอาร์เธอร์ เพราะคนที่จะต้องถูกเนรเทศออกจากบัลลังก์ในคืนนี้... ไม่ใช่พวกเรา... แต่เป็นท่านต่างหากค่ะ"
ดัชเชสโพดำขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเกมการเมืองอันเข้มข้นนี้ไปกับข้านะคะ
มงกุฎกุหลาบดำ: องค์หญิงตัวร้ายที่โลกต้องกราบ•ตอนที่ 18
แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มงกุฎกุหลาบดำ: องค์หญิงตัวร้ายที่โลกต้องกราบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!