มงกุฎกุหลาบดำ: องค์หญิงตัวร้ายที่โลกต้องกราบ•ตอนที่ 7

ดวงตาที่จับจ้อง

ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
“ความเงียบเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดของคนโง่ แต่เป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดสำหรับคนที่มีความลับ... ท่านว่าจริงไหมคะ ดยุคคาสเซียน?” เลดี้เซเลสเทีย วอน เอลเดอร์ วางถ้วยน้ำชาลายครามลงบนจานรองเสียงดังกระทบกันเบาหวิว ทว่าในห้องทำงานที่เงียบสงัดของดยุคหนุ่ม เสียงนั้นกลับดังก้องราวกับเสียงประกาศศึก เธอโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยสีนิลลุ่มลึกจ้องมองไปยังบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าคุมกองทัพครึ่งหนึ่งของอาณาจักร—ชายที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉยดุจหินสลัก คาสเซียน เรเวนฮาร์ต ไม่ได้ตอบในทันที เขาวางเอกสารยุทธศาสตร์กองทัพในมือลงช้าๆ ก่อนจะประสานนิ้วมือเข้าหากัน สายตาที่คมกริบดุจเหยี่ยวของเขาไม่ได้จับจ้องที่แผนที่ แต่กลับตรึงอยู่ที่ดวงตาของเซเลสเทีย ราวกับพยายามจะกรีดลึกลงไปเพื่อหา ‘สิ่งอื่น’ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของเลดี้ผู้สง่างาม “เลดี้เซเลสเทีย...” น้ำเสียงของเขาแหบต่ำและทุ้มลึก “ท่านมักจะพูดประโยคที่ชวนให้คนฟังขบคิดเสมอ แต่สิ่งที่ข้าสงสัยไม่ใช่ความหมายของคำพูดท่าน... แต่เป็น ‘ที่มา’ ของมันต่างหาก” เซเลสเทียคลี่ยิ้มบาง เธอไม่ได้หลบตา กลับจ้องตอบด้วยความเยือกเย็นที่มากพอจะทำให้ผู้ชายคนอื่นเสียอาการ “ที่มาหรือคะ? ก็มาจากสิ่งที่ข้าได้พบเจอมากับตัวอย่างไรล่ะคะ ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก การได้เห็นความตายหรือการถูกหักหลังเพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนคนคนหนึ่งให้มองโลกในมุมที่ต่างออกไป” “การถูกหักหลัง?” คาสเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากของเขาหยักลึกราวกับเย้ยหยัน “ท่านพูดราวกับว่าองค์ชายอาร์เธอร์เป็นเพียงคนแปลกหน้า ทั้งที่ความเจ็บปวดจากการถูกยกเลิกการหมั้นควรจะทำให้ท่านฟูมฟาย ไม่ใช่มานั่งนิ่งเฉยในห้องทำงานของแม่ทัพเช่นนี้” บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นในทันใด กลิ่นอายของความกดดันแผ่ซ่านออกจากตัวชายหนุ่มราวกับไอเย็นจากคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก เซเลสเทียไม่ได้หวั่นไหว เธอเพียงแค่ละสายตาไปมองหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นสวนกุหลาบสีแดงฉานด้านนอก “การร้องไห้เป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับผู้หญิงที่ไม่มีอำนาจค่ะ ดยุคคาสเซียน” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากทว่าแฝงความเด็ดขาด “ในเมื่อข้าไม่อยากเป็นเพียงตุ๊กตากระเบื้องเคลือบบนบัลลังก์ที่รอวันแตกสลาย ข้าก็ต้องเริ่มสร้างปราการให้ตัวเอง... และปราการที่แข็งแกร่งที่สุด คือคนที่มี ‘ความยุติธรรม’ เป็นเข็มทิศเช่นท่าน” คาสเซียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำของเขาสร้างเงาทอดทับร่างระหงของเธอ เขาเดินอ้อมโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่มาหยุดอยู่ข้างๆ เก้าอี้ของเธอ กลิ่นจางๆ ของไม้สนและควันดินปืนจากตัวเขาลอยมาแตะจมูก เซเลสเทียรับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่เขาส่งมาเพื่อหยั่งเชิง “ท่านเปลี่ยนไปมากจริงๆ” เขาก้มลงกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความระแวงที่ปิดไม่มิด “จากเลดี้ที่เอาแต่ใจและอ่อนหยาบ มาเป็นสตรีที่รู้จักใช้คำพูดเป็นอาวุธ... ท่านเป็นใครกันแน่ เซเลสเทีย? หรือว่า... ท่านถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่ข้าไม่อาจเข้าใจ?” เซเลสเทียเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาในระยะประชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน เธอไม่ได้สะดุ้ง ไม่ได้ถอยหนี กลับกัน เธอยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่มองไม่เห็นบนปกเสื้อของเขาอย่างใจเย็น “สิ่งที่ท่านไม่อาจเข้าใจ คือสิ่งที่ท่านควรมองให้เห็นชัดที่สุดนะคะ ดยุค” เธอกระซิบตอบ “หากข้ายังเป็นเลดี้คนเดิมที่โง่เขลา ป่านนี้ท่านคงไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการเมืองในหัวหรอกค่ะ เพราะท่านคงได้เห็นข้าถูกส่งไปแขวนคอที่จัตุรัสกลางเมืองในฐานะกบฏไปนานแล้ว” คาสเซียนชะงัก สายตาที่เขามองเธอนั้นซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น มันไม่ใช่ความรังเกียจ แต่เป็นความสับสนที่น่าหลงใหล เขาเกือบจะเชื่อในคำพูดของเธอแล้ว หากไม่ติดว่าในคืนที่เธอตัดสินใจเผาทำลายหลักฐานการทุจริตขององค์ชายอาร์เธอร์ เขาสังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเธอ—รอยยิ้มที่ไม่ใช่ของเด็กสาวที่กำลังโศกเศร้า แต่เป็นของนักล่าที่กำลังลิ้มรสชัยชนะ “ท่านกำลังเล่นเกมที่อันตราย เซเลสเทีย” คาสเซียนกล่าวเสียงเครียด “หากข้าตัดสินใจนำเรื่องความผิดปกติของท่านไปกราบทูลต่อองค์จักรพรรดิ ท่านคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น?” “ท่านจะไม่ทำเช่นนั้นหรอกค่ะ” เธอสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด พลางยันตัวลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขา “เพราะท่านเองก็เกลียดอาร์เธอร์ไม่ต่างจากข้า และท่านก็รู้ดีว่าในเวลานี้ มีเพียงข้าเท่านั้นที่จะช่วยท่านชำระล้างความอัปยศที่ราชวงศ์ก่อไว้กับกองทัพของท่านได้” เธอก้าวเดินไปที่ประตูห้องทำงาน หยุดกึกแล้วหันกลับมาส่งยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันตรายให้เขา “เก็บความสงสัยของท่านไว้ให้ดีนะคะ ดยุค... เพราะเมื่อถึงเวลาที่ความจริงเปิดเผย ท่านอาจจะขอบคุณที่ในวันนั้น ท่านเลือกที่จะไม่แฉตัวตนของข้า” คาสเซียนยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังของเธอไปจนพ้นประตู มือที่กำอยู่ข้างกายคลายออกเผยให้เห็นแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ที่เขากำไว้แน่น—มันเป็นรายงานลับที่เขาเพิ่งได้รับมาจากสายลับในวังหลวง เขากางกระดาษแผ่นนั้นออกอีกครั้ง เนื้อความในนั้นระบุชัดเจนว่าคืนที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ เลดี้เซเลสเทียไม่ได้อยู่ในห้องนอนตามที่อ้าง แต่เธอกลับปรากฏตัวในห้องเก็บเอกสารลับขององค์ชายอาร์เธอร์ด้วยชุดสีดำสนิทที่ไม่มีใครจำได้ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอัศวินรักษาพระองค์ก็ดังแทรกเข้ามาในโถงทางเดิน ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูที่รุนแรงจนน่าตกใจ “ท่านดยุค! ขอประทานอภัยที่ต้องรบกวน แต่ทางวังหลวงมีคำสั่งด่วนถึงเลดี้เซเลสเทีย... องค์ชายอาร์เธอร์ทรงประกาศจับตัวหญิงสาวที่บุกรุกห้องเก็บเอกสารลับ และคำให้การของพยานยืนยันว่า... เธอมีใบหน้าเหมือนเลดี้เซเลสเทียไม่ผิดเพี้ยน!” คาสเซียนเบิกตากว้าง เขาหันไปมองประตูห้องที่เพิ่งปิดลง หัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ นี่ไม่ใช่แค่การสงสัยในตัวตนอีกต่อไป แต่มันคือการเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาผู้หญิงคนนี้ และในวินาทีนั้นเอง เสียงส้นรองเท้าของเซเลสเทียที่ควรจะเดินไกลออกไป กลับหยุดลงที่หน้าประตูห้องของเขาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกระซิบเบาๆ ที่ทะลุผ่านบานไม้เข้ามาถึงโสตประสาทของเขา “คาสเซียน... ถึงเวลาเลือกข้างแล้วนะคะ ว่าท่านจะเป็นผู้พิทักษ์... หรือจะเป็นเหยื่อของเกมนี้นิ่งๆ ต่อไป?” ดัชเชสโพดำหวังว่าบทนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปกับการตัดสินใจของตัวละครที่คาดเดาไม่ได้ในตอนต่อไปนะคะ
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มงกุฎกุหลาบดำ: องค์หญิงตัวร้ายที่โลกต้องกราบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%