คราบเลือดแห้งกรังบนเสื้อผ้าทหารสีเขียวเข้มถูกแช่อยู่ในกะละมังไม้เนื้อหยาบ น้ำในนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มจนน่ากลัว หลินซูเหยาก้มลงขยี้ผ้าด้วยมือเปล่าอย่างไม่นึกรังเกียจ แม้ว่าฟองสบู่สมุนไพรที่นางแอบดึงออกมาจากมิติพิเศษจะกัดปลายนิ้วจนแสบร้อน แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยปากบ่นสักคำ ความเงียบงันภายในห้องครัวเล็กๆ ยามค่ำคืนนี้มีเพียงเสียงน้ำกระเซ็นเบาๆ และเสียงลมหายใจสม่ำเสมอที่ดังแว่วมาจากเตียงไม้ไผ่ด้านใน
จางหย่งเจี้ยนนอนคว่ำหน้าอยู่บนฟูกเก่าๆ แผ่นหลังกว้างมีผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันทับรอยแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากการปกป้องชาวบ้านจากเหตุการณ์โจรปล้นเสบียง แม้เขาจะเป็นนายทหารผู้แข็งแกร่งดุจหินผา แต่ยามที่พิษไข้เล่นงานจนใบหน้าคมคายนั้นซีดเผือดและมีเม็ดเหงื่อผุดพรายตามขมับ ชายหนุ่มผู้ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นกลับดูเปราะบางเสียจนหัวใจของนางกระตุกวูบ
"ซู... ซูเหยา..."
เสียงแหบพร่าเอ่ยเรียกเบาหวิว มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับอาวุธและถือปืนพยายามควานหาบางสิ่งบนฟูก นางรีบวางมือจากกะละมังผ้า เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนลวกๆ แล้วสาวเท้าเข้าไปใกล้เตียงทันที
"ฉันอยู่นี่ค่ะ คุณไม่ต้องขยับ เดี๋ยวแผลจะปริเอา"
ซูเหยาเอ่ยเสียงนุ่ม มือเรียวเอื้อมไปกุมมือใหญ่ที่กำลังสั่นเทาเอาไว้ ความเย็นเฉียบจากฝ่ามือของเขาทำให้หญิงสาวขมวดคิ้ว นางสอดมือเข้าไปใต้ผ้าห่มเพื่อช่วยกุมมือเขาให้แน่นขึ้น หวังจะส่งผ่านความอบอุ่นไปให้ร่างที่กำลังหน้าร้อนผ่าวเพราะพิษไข้
จางหย่งเจี้ยนลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคมกริบที่มักจะฉายแววเด็ดเดี่ยวและระแวดระวังอยู่เสมอยามนี้กลับเจือด้วยความเวิ้งว้างและอ่อนล้า เขามองใบหน้าของภรรยาที่เนื้อตัวมอมแมมจากการทำงานหนักมาทั้งวัน แต่ดวงตากลับกระจ่างใสและเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างไม่เสแสร้ง
ภาพจำของภรรยาจอมโวยวาย เอาแต่ใจ และจ้องแต่จะหาเรื่องตระกูลจางค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ คงเหลือไว้เพียงสตรีตรงหน้าที่ยอมอดหลับอดนอนต้มยา เคี่ยวซุป และเช็ดตัวให้เขาตลอดสามวันที่ผ่านมา ทั้งที่นางเคยถูกคนในบ้านของเขาปฏิบัติราวกับไม่ใช่คน
"ฉัน... ทำตัวไม่ดีกับเธอไว้เยอะ" เสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก สายตาคมทอดมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวย "ทำไม... เธอยังอยู่ตรงนี้ ทำไมไม่หนีไปซะ"
ซูเหยาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เปี่ยมด้วยการประชดประชันเหมือนในอดีต หากแต่มีความลึกซึ้งและเย้ยหยันโชคชะตาอยู่ในที
"หนีไปไหนล่ะคะ? ในเมื่อตอนนี้ฉันแต่งเข้ามาเป็นภรรยาของคุณแล้ว" นางก้มลงใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ ซับเหงื่อตามกรอบหน้าคมสันให้เขาอย่างเบามือ "อีกอย่าง... คนอย่างหลินซูเหยา ถ้าจะไป ก็ต้องไปตอนที่ตัวเองร่ำรวยและสง่างาม ไม่ใช่หนีไปแบบหมาจนตรอกหรอกค่ะ"
คำพูดตรงไปตรงมาแต่นุ่มนวลนั้นเรียกเสียงหัวเราะแห้งๆ จากลำคอของชายหนุ่ม เขาขยับตัวเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวดจนซูเหยาต้องรีบกดไหล่เขาไว้อย่างตื่นตระหนก
"อย่าขยับนะคะ! อยากให้แผลฉีกหรือยังไง?"
"เธอปากร้ายเหมือนเดิม... แต่ใจดีเหลือเกิน" จางหย่งเจี้ยนพึมพำ ดวงตาคมเข้มจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับต้องการค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ "ซูเหยา... เธอเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาวันนั้น เธอไม่ใช่คนเดิมเลย"
ซูเหยาชะงักมือที่กำลังเช็ดกรอบหน้าให้เขา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่เป็นจังหวะ ความลับเรื่องการข้ามมิติและวิญญาณดวงใหม่นี้เป็นสิ่งที่นางต้องเก็บงำไว้ให้มิดชิดที่สุด แต่มือหนากลับเอื้อมขึ้นมาสัมผัสหลังมือของนางที่แนบอยู่ข้างแก้มเขา นิ้วหยาบกร้านลูบไล้ผิวเนื้อแผ่วเบาอย่างทะนุถนอม
"ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร... หรือมาจากไหน" น้ำเสียงของนายทหารหนุ่มจริงจังและหนักแน่นจนน่าใจหาย "ขอบคุณนะที่... ไม่ทิ้งฉันในวันที่ฉันไร้ค่าที่สุด"
บรรยากาศภายในห้องนอนแคบๆ กลับอบอวลไปด้วยความเงียบงันที่มีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย กลิ่นอายของยาสุนไพรต้มอบอวลผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของบุรุษเพศ ทำให้หัวใจของหญิงสาวที่เคยด้านชาจากการต่อสู้ดิ้นรนในโลกยุคใหม่ เริ่มสั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ นางไม่เคยคิดเลยว่า บุรุษในยุคโบราณที่ถูกคลุมถุงชนผู้นี้ จะสามารถสร้างความรู้สึกปลอดภัยในหัวใจของนางได้มากขนาดนี้
"ฉันไม่ทิ้งคุณหรอกค่ะ" ซูเหยาเอ่ยตอบเสียงเบา แววตาฉายความมุ่งมั่น "เพราะเรายังมีสัญญาที่ต้องทำร่วมกัน... เราจะต้องรวยด้วยกันค่ะ"
จางหย่งเจี้ยนระบายยิ้มจางๆ ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน รอยยิ้มนั้นทำให้ใบหน้าคมคายดูอบอุ่นและหล่อเหลาจนน่าใจหาย มือหนาพลิกกลับมาจับมือเรียวของนางไว้แน่นและดึงมากุมไว้แนบอกด้านซ้าย ตำแหน่งที่หัวใจยังคงเต้นรัวเพื่อสตรีตรงหน้า
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความเปราะบางและหวานล้ำนี้กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงทุบประตูด้านนอกอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงแหลมแสบแก้วหูของแม่สามีที่ดังแผดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบยามวิกาล
"นังตัวดี! หลินซูเหยา! แกหลบอยู่ข้างในกับไอ้ลูกอกตัญญูใช่ไหม? เปิดประตูเดี๋ยวนี้! อย่าคิดว่าผัวเจ็บแล้วแกจะลอยตัวหนีงานในบ้านได้นะ!"
เสียงด่าทอหยาบคายและเสียงทุบประตูโครมครามดังลั่นบ้านตระกูลจาง ทำลายความสงบสุขในยามค่ำคืนลงอย่างสิ้นเชิง
ซูเหยาขมวดคิ้วมุ่น ความอ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงแววตาดุดุที่คมกริบดุจใบมีด นางกำลังจะลุกขึ้นไปจัดการกับแม่สามีตัวแสบที่หาเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน แต่ทว่า... จางหย่งเจี้ยนกลับคว้าข้อมือของนางไว้เสียก่อน
แรงบีบที่ข้อมือแม้จะไม่มากเท่าเวลาปกติ แต่ก็หนักแน่นพอที่จะทำให้นางหันกลับไปมอง ชายหนุ่มไม่ได้มีสีหน้าตื่นตระหนกหรือหวาดกลัว กลับกัน... นัยน์ตาคมกริบของนายทหารหนุ่มยามนี้กลับทอประกายเย็นเยียบและดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังถูกรัง
มือหนาปล่อยมือจากนาง แล้วเอื้อมไปหยิบมีดสั้นเล่มคมที่ซ่อนไว้ใต้หมอนขึ้นมาถือไว้ด้วยมือข้างถนัด แม้บาดแผลที่หลังจะยังคงเจ็บแปลบ แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของจางหย่งเจี้ยนก็ทำให้ซูเหยาถึงกับลมหายใจสะดุด
"อยู่ข้างหลังฉัน..." เสียงทุบประตูด้านนอกยังคงดังต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงงัดแงะกลอนประตูที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ทว่าจางหย่งเจี้ยนกลับหันมามองหน้าภรรยาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง "คืนนี้... ฉันจะจัดการแม่กับน้องสาวให้เด็ดขาดเสียที เธอคอยดูอยู่เฉยๆ ก็พอ"
พูดยังไม่ทันขาดคำ ประตูไม้เก่าแก่ก็ถูกถีบจนหลุดออกจากวงกบ เสียงไม้หักดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับร่างของแม่สามีและสะใภ้รองที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมในความมืด แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่หลังร่างของสองแม่ลูกนั้น กลับไม่ใช่คนในครอบครัวตระกูลจาง... หากแต่เป็นเงาสลัวของชายแปลกหน้าแปลกถิ่นสามคนที่มีรอยแผลเป็นน่ากลัวบนใบหน้า กำลังก้าวเท้าเข้ามาในห้องนอนพร้อมกับประกายแสงวาววับของมีดในมือ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างความกล้าหาญของซูเหยามาจนถึงบทนี้นะคะ
เกิดใหม่เป็นสะใภ้ร้าย: ขอสลัดบ้านผัวไปสร้างตัวให้ร่ำรวย•ตอนที่ 25
ช่วงเวลาแห่งความเปราะบาง
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นสะใภ้ร้าย: ขอสลัดบ้านผัวไปสร้างตัวให้ร่ำรวย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!