“ถ้าเจ้ายังไม่หยุดพล่ามเรื่องไร้สาระ ก็นั่งกินข้าวเย็นไปคนเดียวเถอะค่ะแม่ วันนี้ลูกสะใภ้คนนี้ไม่มีอารมณ์มาปรนนิบัติคนที่จ้องแต่จะกัดกินเนื้อลูกตัวเอง”
เสียงของหลินซูเหยาดังเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบขาดจนแม่สามีที่กำลังจะอ้าปากก่นด่าถึงกับชะงักค้าง มือที่ถือตะเกียบสั่นเทาด้วยความโกรธจัด นางจ้องมองลูกสะใภ้ที่บัดนี้ดูแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง หลินซูเหยาในชุดผ้าฝ้ายเก่าๆ ที่ถูกซักจนสะอาดสะอ้าน ยืนตระหง่านอยู่หน้าเตาฟืน กลิ่นหอมฟุ้งของเครื่องเทศที่นางไม่เคยรู้จักลอยอบอวลไปทั่วห้องครัวเล็กๆ แห่งนี้
นี่ไม่ใช่ซูเหยาคนเดิมที่เอาแต่กรีดร้องหรือขว้างปาสิ่งของเมื่อไม่ได้ดั่งใจ แต่นางคือสตรีที่มีแววตาดุดันและเยือกเย็นราวกับมีดคมที่ซ่อนอยู่ในปลอกแพร
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังบีบคั้นถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกปรากฏตัวขึ้น จางหย่งเจี้ยนกลับมาแล้ว... เขาหยุดชะงักที่หน้าประตู ดวงตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความฉงน พลางกระชับกระเป๋าสัมภาระในมือแน่น
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงทุ้มต่ำของเขาสั่นสะเทือนความเงียบ
แม่สามีเห็นลูกชายกลับมาก็รีบเปลี่ยนท่าทีทันที นางแสร้งเบะปากร้องไห้โฮ “หย่งเจี้ยน! เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว ดูเมียตัวดีของเจ้าสิ มันจะฆ่าแม่ตายอยู่แล้ว! มันไล่แม่ให้ไปกินข้าวคนเดียว ทั้งที่แม่เป็นคนเลี้ยงมันมาแท้ๆ!”
หลินซูเหยาแค่นหัวเราะในลำคอ นางหันไปสบตากับสามีที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานหลายเดือน ดวงตาของจางหย่งเจี้ยนมีความระแวงผสมกับความสับสนอย่างปิดไม่มิด แต่นางไม่แยแส นางเพียงแค่หยิบชามกระเบื้องเคลือบที่บรรจุหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงออกมาวางลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของเนื้อที่เปื่อยนุ่มจนละลายในปากโชยปะทะจมูกของคนทั้งบ้าน
“ถ้าอยากกิน ก็กิน ถ้าไม่อยากกิน ก็ไปนอนหิวๆ เสียนะคะแม่ เพราะฉันเหนื่อยเกินกว่าจะมาเล่นละครตบตาใครแล้ว” หลินซูเหยากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหันไปตักข้าวถ้วยใหญ่ยื่นให้สามี สายตาของนางที่มองเขาไร้ซึ่งความหลงใหลแบบไร้สติเหมือนเมื่อก่อน แต่มันคือสายตาของสตรีที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับโลกทั้งใบ
จางหย่งเจี้ยนรับถ้วยข้าวมาถือไว้ กลิ่นอาหารหอมกรุ่นชวนให้ท้องไส้ที่หิวโหยจากการเดินทางไกลประท้วงขึ้นมา เขาเหลือบมองภรรยาที่บัดนี้ดูมีน้ำมีนวลและมีสง่าราศีขึ้นอย่างประหลาด ความกังวลใจที่เคยมีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจ... ผู้หญิงที่เคยเป็นดั่งพายุร้ายในบ้านตระกูลจาง หายไปไหนกัน?
“นี่เจ้า... เป็นคนทำเองทั้งหมดงั้นหรือ?” เขาถามเสียงต่ำ พลางมองเศษผักและเครื่องปรุงที่สะอาดสะอ้านผิดหูผิดตา
“ทำไมหรือคะ? กลัวฉันจะใส่ยาพิษลงไปหรืออย่างไร?” นางย้อนถามด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับพราวระยับอย่างท้าทาย “ถ้ากลัว... ก็ไม่ต้องกินค่ะ ฉันจะเอาไปทิ้งให้หมาหลังบ้านกินเสียยังจะดีกว่าเสียของให้คนกินแบบไม่รู้จักคุณค่า”
จางหย่งเจี้ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะโดยไม่สนใจคำด่าทอของมารดา เขาคีบหมูสามชั้นเข้าปาก รสชาติที่หวานนุ่มกลมกล่อมแทรกซึมไปทั่วลิ้น มันเป็นรสชาติที่เขาไม่เคยได้รับจากบ้านหลังนี้มาก่อน... หรือแม้แต่ในโรงอาหารค่ายทหารที่ว่าดีเลิศ เขามองภรรยาที่เดินไปนั่งอีกฝั่งของโต๊ะอย่างสงบนิ่ง ความรู้สึกบางอย่างในอกของเขาเริ่มสั่นคลอน
แต่แล้ว ท่ามกลางความเงียบที่กดดัน เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงจากด้านนอก พร้อมกับเสียงของหัวหน้าหมู่บ้านที่ตะโกนเข้ามาด้วยความร้อนรน
“จางหย่งเจี้ยน! เจ้าอยู่บ้านหรือไม่! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ทางการเพิ่งส่งคนมาแจ้งว่าที่ดินที่เจ้าเพิ่งขอโฉนดไปทำเกษตรมีปัญหา... ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนแอบเอาชื่อของแม่เจ้าไปจำนองไว้กับนายทุนเงินกู้นอกระบบจนหมดสิ้นแล้ว!”
หลินซูเหยาวางชามข้าวในมือลงทันที ดวงตาของนางวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง นางมองหน้าแม่สามีที่บัดนี้หน้าถอดสีจนกลายเป็นสีซีดขาวดุจกระดาษ ก่อนจะหันไปมองจางหย่งเจี้ยนที่มือบีบตะเกียบจนแทบหัก
ความลับที่นางพยายามปิดบังกำลังถูกเปิดเผย และดูเหมือนว่า 'แม่สามีจอมบงการ' จะไม่ได้แค่กดขี่นาง แต่นางกำลังจะทำให้ครอบครัวต้องพินาศเพราะความโลภของตัวเองเสียแล้ว!
ขอบพระคุณนักอ่านที่รักทุกท่านที่อยู่เคียงข้างซูเหยาในวินาทีแห่งการพลิกผันนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เกิดใหม่เป็นสะใภ้ร้าย: ขอสลัดบ้านผัวไปสร้างตัวให้ร่ำรวย•ตอนที่ 6
สามีกลับบ้านมาพบความเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นสะใภ้ร้าย: ขอสลัดบ้านผัวไปสร้างตัวให้ร่ำรวย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!