กลิ่นอายน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมความเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศในห้องโดยสารส่วนตัว ช่างเป็นส่วนผสมที่ชวนให้หายใจไม่อิ่มเอาเสียเลย...
รินรดายืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าประตูสเตนเลสสีเงินเงาวับ นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำสนิทกำสายกระเป๋าเอกสารแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด ดวงตาคู่คมที่ครั้งหนึ่งเคยฉายแววอ่อนแสงและมีแต่ความยอมจำนน บัดนี้กลับนิ่งสงบ เยียบเย็น และสะท้อนภาพเงาของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่เคียงข้าง สะท้อนความเกลียดชังที่ถูกเคลือบไว้ด้วยรอยยิ้มอย่างเหนือกว่าอย่างชัดเจน
อคินทร์ไม่ได้ขยับเขยื้อน เขายืนค้ำฟ้าอยู่ในพื้นที่จำกัดของห้องโดยสารเคลื่อนที่ ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ชุดสูทผ้าไหมอิตาลีสีชาคูลีตัดเย็บเนียบเข้ารูปขับเน้นทรวดทรงอ้อนแอ้นที่เคยเป็นของเขาคนเดียวให้ดูสง่างามและยากจะเอื้อมถึง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจแกร่งกระหน่ำกระแทกจนเจ็บแปลบ คือประกายความหมางเมินในดวงตากลมโตคู่นั้น... มันไม่ใช่รินรดาคนเดิม คนที่เคยร้องไห้อ้อนวอนขอความรักจากเขาในคืนวันอันหนาวเหน็บ
"เชิญค่ะ... คุณอคินทร์" น้ำเสียงหวานใสที่เคยเอ่ยคำว่ารักด้วยความสั่นเครือ บัดนี้ราบเรียบราویผิวน้ำในคืนไร้ลม เธอผายมือเบาๆ เป็นเชิงอนุญาตให้ประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลก้าวเข้ามาร่วมพื้นที่
อคินทร์ขยับกาย กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นทาร์โคสและชาเขียวเข้มข้นลอยกรุ่นเข้าแตะนาสิก ทันทีที่ร่างสูงก้าวเข้ามา ประตูลิฟต์สีเงินก็ปิดสนิทลง ตัดขาดโลกภายนอกและทิ้งให้พวกเขาทั้งสองจมอยู่ท่ามกลางความอึดอัดที่หนาแน่นจนแทบจะคว้ามาจับต้องได้
"คุณเปลี่ยนไปมาก... ริน"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ทว่ามันกลับเจือความสั่นไหวบางเบาที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ อคินทร์ไม่ยอมละสายตาจากใบหน้ารูปไข่ที่เรียบเฉยราwanรูปปั้นหินอ่อน เธอสูงขึ้น ดูมั่นใจขึ้น และที่สำคัญ... เธอกล้าที่จะเมินเฉยต่อการมีอยู่ของเขา
"คนเราต้องเติบโตค่ะ ยิ่งเมื่อเราหลุดพ้นจากหลุมพรางที่เต็มไปด้วยเศษแก้วและความหลอกลวง การเรียนรู้ที่จะรักตัวเองให้มากกว่าการรอเศษความเมตตาจากใครบางคน... มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อนะคะ" รินรดาตอบกลับทันควัน ดวงตาสีนิลกาฬหันมาสบประสานกับนัยน์ตาคู่คมอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มมุมปากของเธอบาดลึกเสียยิ่งกว่าใบมีดโกน
อคินทร์ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจมาตลอดหลายเดือนผสมปนเปกับความหึงหวงอย่างไร้เหตุผล ภาพวันวานที่เขาเคยผลักไสเธอลงไปนอนร้องไห้บนพื้นพรมอย่างไร้เยื่อใยผุดวาบขึ้นมาในหัว ซ้ำร้าย... ยิ่งเธอยืนหยัดอย่างสง่างามในวันนี้เท่าไหร่ เขากลับยิ่งตระหนักได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นว่า เขาคือไอ้โง่คนหนึ่งที่ปล่อยเพชรเม็ดงามที่สุดในชีวิตหลุดมือไป
"ผมขอโทษ..." คำพูดสามคำที่แสนยากเย็นหลุดรอดจากริมฝีปากหยักลึก อคินทร์ขยับเข้ามาประชิดร่างบางจนแผ่นหลังของเธอเกือบจะแนบชิดกับผนังกระจกใสของลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงสู่ชั้นใต้ดินอย่างรวดเร็ว "ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันเลวร้าย... แต่โปรดให้โอกาสผมได้ไถ่บาป ได้ไหมริน"
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน ร่างระหงไม่ถอยหนีแม้ว่าแผงอกกว้างของอคินทร์จะเกือบแนบชิดกับปลายจมูกของเธอแล้ว กลิ่นอายความเป็นชายที่เคยทำให้เธอสั่นสะท้าน บัดนี้กลับสร้างความรังเกียจเดียดฉันท์ขึ้นมาในอก
"ไถ่บาปงั้นหรือคะ? คุณอคินทร์คะ คนอย่างคุณมีหัวใจไว้สำนึกด้วยหรือคะ วันที่คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของฉัน วันที่คุณบอกว่าเด็กในท้องฉันเป็นแค่ภาระน่ารำคาญ... วันนั้นคุณเคยคิดถึงคำว่าโอกาสบ้างไหม?"
ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาด้วยความคับแค้นใจ แต่เธอไม่อนุญาตให้มันไหลรินลงมาประจานความอ่อนแอเด็ดขาด รินรดายกมือขึ้นดันแผงอกแกร่งเอาไว้ด้วยเรียวแรงทั้งหมดที่มี "ถอยไปค่ะ! คุณไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวฉันอีก!"
"แต่ผมเป็นสามีคุณ!" อคินทร์คำรามต่ำด้วยความเหลืออด ความเย่อหยิ่งทระนงตนถูกความหึงหวงและโหยหาครอบงำ มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวบางทั้งสองข้างอย่างลืมตัว รั้งร่างบางเข้าหาตัวจนแนบชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวไม่เป็นส่ำ "และไม่ว่าคุณจะพยายามหนีไปไกลแค่ไหน ริน... คุณก็ยังเป็นผู้หญิงของผม!"
"ปล่อยฉันนะ! คนสารเลว!" รินรดากรีดร้องเบาๆ พยายามบิดข้อมือหนีจากการเกาะกุม ทว่าแรงของเธอยังคงน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับประธานหนุ่มผู้บ้าคลั่ง
แรงปะทะทางอารมณ์พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด อคินทร์ก้มลงมองเรียวปากอิ่มสีระเรื่อที่กำลังเผยอหอบหายใจด้วยความโกรธ ความโหยหาที่อัดอั้นมานานนับปีทำให้เขาสติหลุดลอย ร่างสูงรวบเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวในเสี้ยววินาทีที่ลิฟต์ส่งเสียงเตือนเบาๆ ว่ากำลังจะถึงชั้นจอดรถ
ริมฝีปากหย้ายร้อนทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี บดขยี้กลีบปากนุ่มนวลที่พยายามเปล่งวาจาตัดรอนเขาเมื่อครู่ รสจูบที่ทั้งดุดัน เร่าร้อน และเจือหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดถาโถมเข้าใส่จนรินรดาสะท้านเฮือก แรงต่อต้านในตอนแรกเริ่มอ่อนยวบลงภายใต้สัมผัสคุ้นเคยที่เคยพรากเอาดวงวิญญาณของเธอไป ร่างบางสั่นเทิ้มด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้า ความโกรธแค้นตีรวนขึ้นมาพร้อมกับความหวามไหวที่เธอเกลียดชังตัวเองนักที่ยังคงหลงเหลือเยื่อใย
อคินทร์รุกไล่ตักตวงความหวานล้ำอย่างตะกละตะกลาม มือหนาเลื่อนขึ้นโอบท้ายทอยตรึงใบหน้าหวานให้รับองศาจูบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลิ้นร้อนกวาดต้อนความหอมหวานภายในโพรงปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ รสชาติของความเจ็บปวดและการโหยหากลั่นกลายเป็นสัมผัสวาบหวามที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ลิฟต์ส่วนตัวยังคงร่วงหล่นลงเบื้องล่าง ท่ามกลางโลกที่หมุนเคว้งคว้างด้วยแรงปรารถนาอันดำมืดของคนทั้งคู่
ทว่า... ในวินาทีที่ประตูลิฟต์กำลังจะเลื่อนเปิดออกพร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนชั้นจอดรถวีไอพี...
"ปะป๊าฮะ! คุณแม่บอกว่าซื้อไอติมรสช็อกโกแลตมาฝาก ลีโอกินได้ไหมฮะ?"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยสามขวบดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท พร้อมกับร่างเล็กป้อมในชุดเอี๊ยมยีนส์ที่วิ่งดุ๊กๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูลิฟต์ที่กำลังเปิดกว้าง!
อคินทร์ผละริมฝีปากออกจากรินรดาราวกับโดนไฟลวก นัยน์ตาคมกริเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อก้มลงมองเด็กชายตัวน้อยที่มีใบหน้า ถอดแบบพิมพ์เดียวกันกับเขาออกมาทุกกระเบียดนิ้ว!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการทวงคืนนี้ค่ะ รี้ดเดอร์ที่รักของ "ชฎาพรายไวน์แดง"
พันธะสวาททวงคืนรักแม่ของลูก•ตอนที่ 10
การเผชิญหน้าในลิฟต์
ผลงานโดย ชฎาพรายไวน์แดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชฎาพรายไวน์แดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะสวาททวงคืนรักแม่ของลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!