"เสียงเคาะสามครั้ง เว้นสอง แล้วเคาะอีกครั้ง... นั่นไม่ใช่รหัสของทีมเรา"
เสียงกระซิบที่กดต่ำจนเกือบกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ในห้องพักแคบๆ ของเซฟเฮาส์หลังเก่าดังขึ้น ธันวาขยับตัวเข้าประชิดกรอบหน้าต่างที่ถูกปิดทึบด้วยผ้าม่านหนา มือใหญ่ปลดล็อกเซฟตี้ปืนสั้นในมือด้วยความเงียบเชียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงเหล็กกระทบกัน แววตาคมกริบฉายประกายความระแวงระวังดุจพญาอินทรีที่ถูกต้อนจนมุม
รวินท์สะดุ้งเฮือก หัวใจกระโจนขึ้นมาจุกที่ลำคอทันทีเมื่อได้ยินคำเตือนนั้น
คำว่า *"อยู่ข้างหลังผม... อย่าห่างแม้แต่ก้าวเดียว"* จากตอนที่แล้ว ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท แต่นั่นไม่ใช่เวลามาใจเต้นแรงกับน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แสนดุดันของอดีตเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษคนนี้ เมื่อความตายกำลังเคาะประตูเรียกอยู่ห่างออกไปแค่เอื้อม
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่างสามขุมเข้ามาตามทางเดินไม้กระดานด้านนอกดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่เสียงเดินแบบคนมาเคาะห้องปกติ แต่เป็นจังหวะการเดินของมืออาชีพที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน รองเท้าบูททหารกระทบพื้นผิวไม้ด้วยน้ำหนักที่คำนวณมาอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง แต่สำหรับหูของธันวา มันดังชัดเสียยิ่งกว่าเสียงกลองเพลิง
"พวกมันรู้ได้ยังไงว่าเราอยู่ที่นี่" รวินท์กัดฟันกรอด ความคิดในหัววิ่งพล่านด้วยความเร็วสูง มือเรียวหยิบแฟลชไดรฟ์ข้อมูลลับที่ขโมยมาจากบริษัทของกวินทร์ขึ้นมาแนบอกแน่น เอกสารชิ้นนี้คือหลักฐานชิ้นเดียวที่จะลากคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ลงมาจากบัลลังก์อำนาจมืดได้ แต่ถ้าพวกเขาตายอยู่ที่นี่ ทุกอย่างก็จบ
"อย่าถามคำถามที่ไม่มีคำตอบในตอนนี้ รวินท์" ธันวาเหล่สายตากลับมามองคนตัวเล็กกว่าที่ยืนชิดแผ่นหลังเขาอยู่ แววตาของชายหนุ่มดุดันแต่แฝงความกังวลไว้ลึกๆ "เตรียมตัวให้ดี ถ้าผมเปิดทางให้ คุณวิ่งไปที่บันไดหนีไฟด้านหลัง ห้ามหันหลังกลับมามองเด็ดขาด เข้าใจไหมครับ"
"แล้วคุณล่ะ?" รวินท์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความดื้อรั้น "ผมไม่ใช่พวกภาระที่จะวิ่งหนีเอาตัวรอดคนเดียวหรอกนะ ธันวา!"
"ดื้อด้านชะมัด" ธันวาพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด มือข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าต้นแขนเรียวของรวินท์ไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก บีบกระชับพอให้รู้ว่าไม่ใช่เวลามาเถียง "ผมไม่ได้สั่งให้คุณหนีเพื่อเอาตัวรอด แต่ผมสั่งเพื่อให้ข้อมูลในมือคุณไปถึงมือตำรวจ ถ้าผมพลาด... หน้าที่คุณคือส่งต่อมันซะ"
เพล้ง!
เสียงกระจกหน้าต่างด้านข้างแตกละเอียดกระจายเต็มพื้น เศษแก้วคมกริบคมกริบสะท้อนแสงไฟสลัวจากด้านนอก ร่างทมิฬในชุดสูทสีเข้มพุ่งทะยานเข้ามาผ่านหน้าต่างอย่างรวดเร็วดุจเสือดาว สัญชาตญาณดิบของธันวาทำงานทันที เขาผลักรวินท์หลบไปด้านข้างพร้อมกับเหนี่ยวไกปืนยสวนออกไปสองนัดซ้อน เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทำลายความเงียบสงบยามดึกในพริบตา
ปัง! ปัง!
กระสุนนัดแรกเฉี่ยวหัวไหล่ของมือสังหารจนเลือดสีแดงสดกระเซ็นติดผนังห้อง มือปืนฝ่ายตรงข้ามเซถอยหลังไปครึ่งก้าวแต่ไม่มีเสียงร้องหลุดออกมาแม้แต่คำเดียว สะท้อนให้เห็นถึงการฝึกฝนมาอย่างเดนตาย รวินท์สูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ มือที่กำแฟลชไดรฟ์ชื้นเหงื่อ ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่ความโกรธแค้นที่มีต่อกวินทร์กลับจุดประกายความกล้าหาญขึ้นมากลบความกลัวจนหมดสิ้น
"หนี!" ธันวาคำรามลั่นเมื่อประตูห้องด้านหน้าถูกพังโครมด้วยแรงถีบมหาศาล กลุ่มชายฉกรรจ์อีกสามคนในชุดสูทสีดำสนิทพร้อมอาวุธครบมือกรูกันเข้ามาในห้องแคบๆ นี้ราวกับฝูงหมาป่าที่ได้กลิ่นเลือด
สถานการณ์ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องฝ่าออกไป!
ธันวาไม่รอช้า เขาพุ่งเข้าประชิดตัวมือสังหารคนแรกที่ยังทรงตัวไม่ดีจากการโดนยิง หมัดหนักหน่วงอัดเข้าที่ลิ้นปี่เต็มแรงจนอีกฝ่ายทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ก่อนที่เขาจะแย่งอาวุธปืนพกสั้นเก็บเสียงมาจากมือของมันได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว "รวินท์! ทางหน้าต่าง!"
รวินท์ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ขายาวก้าวฉับๆ ไปยังหน้าต่างที่เพิ่งถูกทำลาย ขาเรียวปีนข้ามขอบหน้าต่างออกไปสู่ระเบียงแคบๆ ด้านนอก ลมหนาวพัดปะทะใบหน้าจนชาดิก ความมืดมิดของยามวิกาลและตึกสูงระฟ้าที่เรียงรายอยู่เบื้องล่างทำให้ลมหายใจสะดุด แต่เสียงปืนที่ดังไล่หลังมาทำให้ไม่มีเวลาให้กลัว
ธันวายิงกดดันใส่มือปืนอีกสองคนที่พยายามจะก้าวเข้ามาขวางทาง ก่อนจะรีบกระโดดตามรวินท์ออกทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว รองเท้าผ้าใบเหยียบลงบนพื้นระเบียงไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าหวาดเสียว
"ตามมาทางนี้!" ธันวาคว้าข้อมือของรวินท์ไว้แน่น ออกแรงดึงให้วิ่งฝ่าความมืดไปตามระเบียงแคบที่เชื่อมไปยังตึกแถวร้างข้างเคียง หัวใจของทั้งสองคนเต้นระรัวเป็นจังหวะเดียวกัน เสียงฝีมือไล่หลังของพวกมันดังกระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ กลิ่นอายของความตายไล่ล่าพวกเขามาติดๆ
"เราจะไปไหนกันเนี่ย ทางตันไม่ใช่เหรอ!" รวินท์หอบหายใจถี่รัวขณะที่ถูกลากตัวเลี้ยวโค้งไปตามซอกตึกมืดทึบ กลิ่นอับชื้นและขยะเปียกโชยเตะจมูก แต่ไม่มีใครสนใจสิ่งเหล่านั้น
"ทางหนีไฟเก่า... ถ้าตาไม่ฝาด มันน่าจะยังใช้การได้" ธันวาตอบเสียงห้วน ใบหน้าคมสันเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า แต่แววตายังคงแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว
พวกเขาวิ่งมาจนสุดทางระเบียง เบื้องหน้าคือบันไดเหล็กขึ้นสนิมที่ห้อยโตงเตงอยู่กับผนังตึกสูงชัน ด้านล่างคือความมืดมิดที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ธันวาไม่รอช้า เขาดึงรวินท์เข้ามาแนบชิดลำตัว ใช้แขนแกร่งโอบเอวบางไว้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้พลัดตก ก่อนจะกระโดดลงไปบนบันไดเหล็กเสียงดังโครมครามพร้อมกับร่างของทั้งคู่ที่ไถลลงไปตามความลาดชัน
แรงกระแทกทำให้นิ้วของรวินท์หลุดจากการกุมแฟลชไดรฟ์ชั่วขณะ แต่มือเรียวก็รีบตะครุบมันกลับมาได้ทันอย่างหวุดหวิด เจ็บแปลบที่ข้อศอกและหัวเข่าจากการครูดกับพื้นเหล็ก แต่เสียงสบถและเสียงฝีมือของศัตรูที่อยู่ด้านบนทำให้รู้ว่าหยุดไม่ได้เด็ดขาด
"เกาะผมแน่นๆ นะครับ" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย ทว่ายังคงความเข้มข้นและจริงจัง มือใหญ่กระชับกอดเอวรวินท์แน่นขึ้นราวกับต้องการปกป้องจากอันตรายทั้งปวง
รวินท์เม้มริมฝีปากแน่น ใบเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตีรวนขึ้นมาในอกท่ามกลางสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน ทั้งความกลัว ความตื่นเต้น และสัมผัสอุ่นจัดจากกายหนาที่โอบอุ้มเขาไว้ ทำให้หัวใจที่ควรจะเต้นระรัวเพราะความกลัว กลับเต้นผิดจังหวะด้วยสาเหตุอื่นแทน
พวกเขาตกลงมาถึงพื้นด้านล่างของตรอกซอกตึกอย่างปลอดภัย ทว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัว เสียงเครื่องยนต์รถกระบะสีดำคันใหญ่ก็คำรามก้องขึ้นที่ปากซอกตรอก ไฟหน้าสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาจนแสบตา ขัดขวางทางหนีเดียวที่มีอยู่
รถกระบะคันนั้นจอดขวางทางออก ร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งก้าวลงมาจากเบาะคนขับ แสงไฟจากหน้ารถทำให้เห็นใบหน้าคมคายและรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปากได้อย่างชัดเจน
กวินทร์... ศัตรูตัวฉกาจมายืนรอพวกเขาอยู่แล้ว ณ จุดสิ้นสุดของเส้นทางหนี
ธันวาผลักรวินท์ไปไว้ข้างหลังทันที พร้อมกับยกปืนขึ้นเล็งตรงไปที่ร่างของอดีตนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลด้วยแววตาดุดันดั่งเสือร้ายที่พร้อมขย้ำเหยื่อ
"คิดว่าจะหนีพ้นเหรอครับ... คุณนักข่าวคนเก่ง" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความเหี้ยมเกรียม ดวงตาคมกริบกวาดมองทั้งคู่ด้วยความสมเพชเวทนา "ส่งแฟลชไดรฟ์นั้นมา แล้วผมจะปล่อยพวกคุณไปแบบศพยังครบสามสิบสอง..."
รวินท์กำแฟลชไดรฟ์ในมือแน่นจนเจ็บ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความเคียดแค้นที่พุ่งพล่าน ธันวาเหลือบสายตามามองคนข้างหลังเพียงเสี้ยววินาที สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดในอากาศ ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะขยับกระซิบข้างใบหูของรวินท์ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยว
"นับสาม... วิ่งไปทางกองลังไม้ทางซ้ายมือ แล้วอย่าหันกลับมาเด็ดขาด"
รวินท์เบิกตากว้าง หันไปมองหน้าธันวาที่ตอนนี้หันกลับไปเผชิญหน้ากับกลุ่มมือปืนและกวินทร์ลำพังโดยเอาตัวเข้าแลก "แล้วคุณล่ะ... ธันวา!"
"ผมบอกให้อยู่ข้างหลังไงครับ..." ธันวาพูดเบาๆ ก่อนจะเหนี่ยวไกปืนนัดสุดท้ายใส่ล้อยางรถกระบะเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับตะโกนลั่น "วิ่ง!"
ปัง!
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่ากระสุนและลุ้นระทึกไปด้วยกันนะครับ)
เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุย•ตอนที่ 7
แผนที่ล้มเหลว
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!