"ปัง!"
เสียงก้องสะท้อนในโสตประสาทของรวินท์ยังไม่ทันจางหาย กลิ่นดินปืนและควันจางๆ ก็ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝนยามค่ำคืน กระท่อมไม้เก่าคร่ำครึกลางป่าลึกหลังนี้กลายเป็นเซฟเฮาส์เฉพาะกิจที่จำใจต้องใช้หลบภัยจากการไล่ล่าของสมุนกวินทร์ สภาพข้างในมืดสนิทและอับชื้น มีเพียงแสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือที่ส่องกระทบละอองฝุ่นและหยดน้ำที่รั่วซึมจากหลังคา
"อยู่นิ่งๆ สิครับคุณ จะเดินไปไหนในความมืดแบบนี้"
เสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนของธันวาเอุณขึ้นทันที พร้อมกับมือหนาที่คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของรวินท์แล้วดึงรั้งเข้าหาตัวอย่างแรง แรงกระชากนั้นทำให้ร่างเพรียวเซถลلاเข้าชนแผงอกกว้างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและกลิ่นอายบุรุษเพศอย่างจัง
"ปล่อยนะ! ผมมองไม่เห็นทาง จะไปดูว่าหน้าต่างลงกลอนดีหรือยังต่างหาก คุณจะมาถือวิสาสะดึงผมทำไมเนี่ยธันวา" รวินท์หันกลับมาตอกกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดแต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาดเมื่อแผ่นหลังถูกดันจนติดกับผนังไม้เก่าๆ โดยมีร่างหนาของอดีตหน่วยปฏิบัติการพิเศษยืนบล็อกทางไว้ทุกด้าน
ความมืดทำให้สัมผัสอื่นๆ เด่นชัดขึ้นเป็นทวีคูณ รวินท์ได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดอยู่เหนือกลุ่มผม และรับรู้ถึงอุณหภูมิร่างกายของอีกฝ่ายที่แผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าชื้นแฉะเข้ามาปะทะผิว
"ข้างนอกนั่นพวกมันกำลังเดินลาดตระเวน ถ้าคุณเปิดหน้าต่างหรือขยับตัวส่งเสียงดัง เราตายกันหมดทั้งคู่แน่ครับ... หรือว่าคุณอยากให้กวินทร์มันมาต้อนรับเราตอนนี้ล่ะ" ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ดวงตาคมกริบในความมืดมองตรงมาที่คนปากเก่งอย่างคาดโทษ
"ผมไม่ใช่คนโง่ที่จะวิ่งไปหาความตายหรอกนะ แต่คุณช่วยถอยออกไปห่างๆ หน่อยได้ไหมเล่า มันอึดอัด!" รวินท์เบือนหน้าหนีความใกล้ชิดที่อันตรายต่ออัตราการเต้นของหัวใจ มือเรียวพยายามดันไหล่หนาออก แต่ธันวากลับนิ่งสนิท ราวกับแ부산ไม้เหล่านั้นเป็นเสาหิน
"อึดอัดเหรอครับ? แต่ผมว่าเมื่อกี้ตอนที่กระสุนมันเฉียดหัวคุณไป คุณไม่ได้กลัวเรื่องอึดอัดแบบนี้เลยนี่นา" ธันวาจงใจลดเสียงลงกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่เล็กน้อยแต่นัยน์ตากลับจริงจังระคนเป็นห่วง
รวินท์เม้มปากแน่น ความถือดีทำให้ไม่อยากแสดงความอ่อนแอออกมา "ผมเป็นนักข่าว ผมชินกับการวิ่งหนีตายมากกว่าที่คุณคิดนั่นแหละ... ว่าแต่คุณเถอะ ทำไมต้องทำหน้าเคร่งเครียดขนาดนั้น กลัวผมเป็นภาระหรือไง"
"ถ้ากลัวเป็นภาระ ผมคงปล่อยให้คุณวิ่งสะดุดรากไม้ล้มไปตั้งแต่กิโลเมตรแรกแล้วครับ" ธันวาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนแต่แฝงความใส่ใจที่ปฏิเสธไม่ได้ มือข้างหนึ่งที่เคยจับต้นแขนเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายยันผนังไม้ไว้เหนือหัวรวินท์ กักตัวนักข่าวหนดื้อรั้นไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์แบบ "คุณนี่นะ... ดื้อไม่เคยเปลี่ยน ปากดีได้ตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย"
"ก็ปากมันว่างนี่นา จะให้ผมเอาแต่เงียบแล้วร้องไห้หาแม่หรือไง" รวินท์เชิดหน้าขึ้นเถียง แม้ความจริงจะใจสั่นจนแทบหายใจไม่ออกเมื่อระยะห่างระหว่างกันมันลดลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง
ในความเงียบสงบของป่าใหญ่ มีเพียงเสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีดังซ่าสลับกับเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ ธันวาจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงไม่หยุดหย่อนนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความเย็นชาและมาดเคร่งขรึมเมื่อครู่ถูกความลึกซึ้งบางอย่างกลืนกิน
"บางที... ถ้าคุณลองหัดเงียบแล้วเชื่อฟังผมสักครั้ง เราอาจจะมีเวลาโรแมนติกกว่านี้ก็ได้นะครับ" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า
รวินท์ชะงัก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยในความมืด "นี่คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย สถานการณ์แบบนี้ยังมีอารมณ์มาเล่นมุกกวนประสาทอีกเหรอ!"
"ผมไม่ได้ล้อเล่นครับ" ธันวาขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม จนหน้าอกแนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนพวงแก้ม "ผมจริงจัง... ตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณเอาตัวเข้าแลกเพื่อขโมยแฟลชไดร์ฟนั่นมาจากมือของกวินทร์แล้ว"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ รวินท์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เคมีบางอย่างที่สะสมมาตั้งแต่เริ่มเดินทางร่วมกัน บัดนี้มันปะทุขึ้นราวกับเปลวไฟที่ถูกสุมด้วยเชื้อเพลิงชั้นดี ความโกรธ ความดื้อรั้น และความหวาดกลัว ถูกแทนที่ด้วยความหวั่นไหวที่รุนแรงจนต้านทานไม่ไหว
มือที่พยายามผลักไสค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อแจ็คเก็ตของธันวาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว รวินท์เงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงในความสลัว ปากที่เคยเก่งกาจกลับเม้มเข้าหากันอย่างคนหาคำพูดไม่เจอ
"ธันวา..." รวินท์เอ่ยชื่อนั้นแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบที่หลุดรอดจากริมฝีปากที่สั่นเทาเล็กน้อย
ธันวาไม่รอช้า นิ้วเรียวสากระคายจากการผ่านงานสนามมาโชกโชนค่อยๆ เอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากของรวินท์อย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยของอดีตหน่วยปฏิบัติการพิเศษทำให้หัวใจของนักข่าวหนุ่มกระตุกวาบ
"อยู่เฉยๆ แบบนี้สักครู่สครับ... ให้ผมได้ดูแลคุณบ้าง" ธันวาเอ่ยเสียงนุ่ม ลมหายใจอุ่นปัดปผ่านริมฝีปาก
รวินท์หลับตาลง ยอมจำนนต่อความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้น ร่างกายที่แนบชิดกันถ่ายทอดความอบอุ่นให้แก่กันและกัน ท่ามกลางโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยอันตรายและกลุ่มคนที่ตามล่า แต่ในกระท่อมร้างหลังนี้ กลับมีเพียงจังหวะหัวใจของคนสองคนที่เต้นสอดประสานกันอย่างน่าประหลาด
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของธันวาโน้มต่ำลงมาใกล้จนแทบจะสัมผัสกับกลีบปากนุ่มของคนตรงหน้า
**ปัง!**
เสียงโลหะกระแทกเข้ากับประตูไม้ผุพังของกระท่อมดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับบานประตูที่ถูกถีบจนหลุดออกจากวงกบกระเด็นมากระแทกพื้นเสียงดังโครม!
แสงไฟฉายแรงสูงหลายดวงสาดส่องเข้ามาภายในห้องจนสว่างจ้าแสบตา พร้อมกับเงาร่างของชายฉกรรจ์สามคนที่ยืนถือปืนกลมือพร้อมลั่นไกอยู่ที่หน้าประตู และเสียงทุ้มเยียบเย็นที่รวินท์จำได้แม่นยำก็ดังขึ้นขัดจังหวะความเป็นความตาย
"โอ๊ะโอ... ดูเหมือนเราจะมาขัดจังหวะเวลาสวีทหวานของพวกหนูๆ สินะครับ นักข่าวรวินท์?"
กวินทร์แย้มยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก ดวงตาสีเข้มจ้องมองคนทั้งคู่ด้วยแววตาสสมเพชแกมขบขัน ขณะที่ธันวาผลักรวินท์ไปหลบไว้ด้านหลังทันทีพร้อมกับชักปืนพกประจำกายขึ้นเล็งตรงไปยังผู้มาเยือนด้วยความเร็วแสง!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "แบล็กสมิธในตำนาน" เสมอนะครับ
เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุย•ตอนที่ 8
ค่ำคืนในกระท่อมร้าง
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!