เสียงกระจกบานเลื่อนที่ถูกดันเปิดออกด้วยแรงกระแทกจากภายนอก พร้อมกับลมราตรีที่พัดพาเอาความเย็นยะเยือกเข้ามาในห้องพักแคบๆ ของเซฟเฮาส์ กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังชัดยิ่งกว่าเสียงไซเรน รวินท์สะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นกระหน่ำรัวรากับจะหลุดออกมานอกอก สัญชาตญาณดิบของนักข่าวสายลุยสั่งให้เขาพุ่งตัวคว้าแจกันเซรามิกบนโต๊ะข้างเตียงเตรียมพร้อมปะทะ ทว่าร่างสูงใหญ่ของธันวากลับไวกว่า ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาควחוแขนเรียวของรวินท์ไว้แน่นด้วยมือเดียว ก่อนจะกระชากเข้าหาตัวแล้วหมุนหลบวิถีของเงาดำที่พุ่งวาบผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างเฉียดฉิว
"อยู่นิ่งๆ!" ธันวาคำรามต่ำในลำคอ เสียงนั้นดุดัน ทรงพลัง และแฝงไปด้วยความกังวลที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งขรึม
ปัง! เสียงวัตถุหนักกระทบพื้นห้องดังสนั่น รวินท์ผงะถอยหลังด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเพ่งมองฝ่าความมืด และพบว่าสิ่งที่พุ่งทะลุกระจกเข้ามาหาพวกเขาไม่ใช่กระสุนปืนจากมือสังหารของกวินทร์อย่างที่หวาดระแวง แต่เป็น "ก้อนอิฐ" ที่มีกระดาษโน้ตสีเหลืองผูกติดไว้ด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนา
ธันวาปล่อยมือจากแขนของรวินท์ช้าๆ นัยน์ตาคมกริบกวาดตามองออกไปนอกหน้าต่างที่แตกกระจาย ความมืดมิดของยามวิกาลและเงาไม้ที่ไหววูบตามแรงลม ไม่หลงเหลือร่องรอยของบุคคลปริศนาอีกต่อไป ชายหนุ่มสบถเบาๆ ในลำคออย่างขัดใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปหยิบก้อนอิฐก้อนนั้นขึ้นมาแกะกระดาษโน้ตออกอ่าน
รวินท์ยืนหอบหายใจถี่กระชั้น อะดรีนาลีนในร่างกายยังคงสูบฉีดพล่าน มือเรียวยังคงกำแจกันในมือแน่น แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงชั่วขณะ แต่ความหวาดระแวงยังคงเกาะกินจิตใจ "ใคร... ใครเป็นคนปาเข้ามา หรือว่าจะเป็นคนของกวินทร์ที่ตามรอยเราเจอแล้ว?" น้ำเสียงของรวินท์ติดจะสั่นพร่าเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งกระด้างที่เจ้าตัวมักใช้เป็นเกราะกำบัง
ธันวาไม่ตอบทันที ดวงตาคู่คมจ้องมองข้อความบนกระดาษโน้ตด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ขากรรไกรแกร่งขบเข้าหากันจนนูนเด่น แสดงถึงความกรุ่นโกรธที่กำลังถูกกดทับไว้ภายใต้ความนิ่งสนิท รวินท์ทนความอึดอัดไม่ไหว ขยับเข้าไปใกล้แล้วชะโงกหน้ามองข้อความในมืออีกฝ่าย
*‘ถอยไปเสีย ก่อนที่ความลับในอดีตจะฝังร่างพวกแกไว้ใต้กองเพลิง’*
ตัวหนังสือหวัดๆ ที่เขียนด้วยปากกาหมึกซึมราคาถูก แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนในใจของคนอ่านได้อย่างประหลาด รวินท์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยระคนฉุนเฉียว "ขู่กันแบบนี้ แสดงว่าเรากำลังเข้าใกล้เส้นชัยเข้าไปทุกทีแล้วสิครับ คุณธันวา... อดีตเหรอ? หรือว่ามันหมายถึงคดีครอบครัวของผม?"
ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับรวินท์ นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที—ชั่ววินาทีเดียวเท่านั้น—ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลก "อย่าทำเป็นเก่งในเวลาแบบนี้ รวินท์ ถ้าเมื่อกี้คุณช้าไปก้าวเดียว เศษกระจกพวกนั้นคงฝังเข้าไปในเนื้อคุณแล้ว"
"แต่ผมก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่ครับ!" รวินท์เถียงกลับทันควัน ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความไม่ยอมคน "อีกอย่าง ผมไม่ใช่เด็กอมมือที่จะต้องให้คุณมาคอยปกป้องตลอดเวลา คุณเองก็เถอะ... ทำไมพอพูดถึงเรื่องอดีต สีหน้าของคุณถึงได้ดูแย่ขนาดนั้นล่ะครับ หรือว่าคุณเองก็มีแผลเป็นอะไรที่ไม่อยากให้ใครขุดคุ้ยเหมือนกัน?"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้ธันวาชะงักไป ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อยืดสีเข้มยืนนิ่งสนิท บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนเยือกเย็น บาดแผลทางใจที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้ระเบียบวินัยและความเย็นชาดูเหมือนจะถูกสะกิดให้ปริแตกออกโดยไม่ทันตั้งตัว รวินท์สังเกตเห็นการกดย้ำกรามแน่นของอีกฝ่าย และปลายนิ้วที่กำกระดาษโน้ตในมือจนยับยู่ยี่
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ห้องพักชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่และเสียงเศษกระจกที่ร่วงหล่นลงพื้น รวินท์เม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกพยศในตอนแรกเริ่มเจือจางลงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ประหลาดล้ำ เมื่อได้มองลึกลงไปในแววตาของอดีตเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด กลับพบความร้าวรานและความรู้สึกผิดมหาศาลซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านตานั้น
"บางเรื่อง..." ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าผิดจากปกติ ดวงตาคมกริบไม่ได้มองมาที่รวินท์ หากแต่ทอดมองออกไปในความมืดนอกหน้าต่าง "การขุดคุ้ยมันขึ้นมาไม่ได้ทำให้ความจริงกระจ่าง แต่มันอาจจะฆ่าคนที่คุณรักให้ตายทั้งเป็น... เหมือนที่ผมเคยทำพลาดมาแล้ว"
รวินท์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความโกรธเมื่อครู่กลับหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม น้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งและแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดล้ำลึกของธันวา ทำให้กำแพงความแข็งกร้าวของนักข่าวหนุ่มพังทลายลงอย่างง่ายดาย
นี่ไม่ใช่ท่าทีของคนเย็นชาไร้หัวใจที่รวินท์เคยรู้จักตลอดหลายวันที่ผ่านมา แต่นี่คือ "มนุษย์" คนหนึ่งที่มีรอยแผลเหวอะหวะในอดีตไม่ต่างจากเขา
"คุณ... หมายถึงอะไร?" รวินท์ถามเสียงแผ่วเบาโดยไม่รู้ตัว ความดื้อรั้นหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความเห็นอกเห็นใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ธันวาหันกลับมามองหน้าคนตัวเล็กกว่า แสงไฟสลัวจากด้านนอกสะท้อนให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้าคมคายนั้นเป็นครั้งแรก มือหนายื่นออกไปหมายจะปัดเศษกระจกที่ติดอยู่บนไหล่บางของรวินท์ แต่แล้วก็ชะงักค้างกลางอากาศ ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งที่เกินเลยกว่าขอบเขตของคำว่า "ผู้คุ้มกัน"
รวินท์ไม่หลบเลี่ยง ปล่อยให้อีกฝ่ายค้างมือไว้อย่างนั้น ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของธันวา ระยะห่างระหว่างกันลดแคบลงจนได้กลิ่นอายบุรุษเพศเจือจางผสมกับความเคร่งเครียดของบรรยากาศรอบตัว เคมีบางอย่างที่ทั้งร้อนรุ่มและอึดอัดกำลังแผ่ซ่านระหว่างคนทั้งคู่โดยไม่มีใครเอ่ยปากขัดขวาง
"ผมไม่ได้อยากให้คุณมาแบกรับความเจ็บปวดของผม" ธันวาเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา ชิดริมฝีปากจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน "และผมก็ไม่อยากเห็นคุณเอาชีวิตมาทิ้งไว้กับเกมสกปรกของกวินทร์ กลับไปซะรวินท์... ก่อนที่ผมจะทนเห็นคุณเจ็บมากกว่านี้ไม่ไหว"
รวินท์ใจกระตุกวูบ คำพูดห้วนๆ สไตล์คนปากร้ายแต่แฝงความห่วงใยแบบสุดโต่งนี้ ทำเอาคนฟังถึงกับพูดไม่ออก ความรู้สึกบางอย่างอัดแน่นจนจุกอยู่ที่ลำคอ ปากที่เคยเก่งกาจและโต้เถียงได้ทุกคำกลับปิดสนิท มือเรียวยกขึ้นแตะทับมือหนาที่ยังค้างอยู่บนไหล่ของตนโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นจากฝ่ามืออีกฝ่ายส่งผ่านทะลุกระดาษเสื้อเข้ามาถึงผิวเนื้อ สร้างความสั่นไหวในอกอย่างรุนแรง
"ถ้าผมถอย... แล้วใครจะเปิดโปงความจริงล่ะครับ?" รวินท์เค้นเสียงถามออกไป แม้ความมั่นใจจะลดฮวบลงครึ่งหนึ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเปราะบางของธันวาในยามนี้ "คุณเองก็อยากให้มันจบไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงต้องผลักไสผมตลอดเวลาด้วยล่ะครับ ธันวา?"
ธันวาชะงักเมื่อได้ยินชื่อของตนถูกเรียกห้วนๆ โดยไม่มีคำว่า "คุณ" นำหน้าเป็นครั้งแรก นัยน์ตาสคมกริบวับไหวขึ้นด้วยประกายบางอย่างที่อันตรายและลุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม ร่างสูงขยับเข้าประชิดรวินท์มากขึ้นจนแผ่นหลังบางแนบติดกับผนังห้องเย็นเยียบ โดยมีร่างหนาของอดีตเจ้าหน้าที่พิเศษกักตัวไว้ตรงกลาง วงแขนแข็งแรงยกขึ้นวางทาบกับผนังทั้งสองข้าง ปิดกั้นทางหนีทีไล่ทั้งหมด
บรรยากาศในห้องแคบๆ พลันร้อนระอุขึ้นมาทันตาเห็น ความซึนเดชาที่ธันวาพยายามรักษามาตลอดเริ่มพังทลายลงทีละน้อย ภายใต้ความนิ่งขรึมนั้นซ่อนความคลั่งรักและหวงแหนเอาไว้จนแทบจะทะลักออกมาทางสายตา
"เพราะคุณดื้อรั้นเกินไป..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่เหนือริมฝีปากอิ่ม "และเพราะผม... เริ่มไม่อยากปล่อยให้คุณคลาดสายตาไปไหนอีกแล้วต่างหาก"
รวินท์แทบหยุดหายใจ สมองขาวโพลนกับคำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนซึน ใจเต้นระรัวจนแทบกระกระเด็นออกมานอกอก ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนเกินขอบเขตทำให้ทุกคำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปาก
ทว่า... ก่อนที่บรรยากาศหวานปนความตึงเครียดจะพาพวกเขาเลยเถิดไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องพัก พร้อมกับเสียงเคาะรัวกระชั้นและเสียงตะโกนเรียกชื่อธันวาจากลูกน้องคนสนิทที่ประจำอยู่ด้านนอก
"ผู้กองครับ! แย่แล้วครับ! มีกำลังคนไม่ทราบฝ่ายกำลังบุกเข้ามาทางด้านหลังเซฟเฮาส์!"
ธันวาผละตัวออกจากรวินท์ทันทีด้วยสัญชาตญาณนักรบ นัยน์ตากลับมาคมกริบดุดันดั่งเหล็กกล้าในเสี้ยววินาที รวินท์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมา แม้หัวใจจะยังเต้นไม่เป็นส่ำจากเหตุการณ์เมื่อครู่
ธันวาหันกลับมามองหน้ารวินท์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบปืนพกสั้นขึ้นมาปลดเซฟอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงรวินท์ให้มาหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของตน
"อยู่ข้างหลังผม... อย่าห่างแม้แต่ก้าวเดียว"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและส่งแรงใจให้แบล็กสมิธในตำนานเสมอนะครับ
เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุย•ตอนที่ 6
แผลเป็นในอดีต
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!