เสียงทุบประตูไม้สนหนาของบ้านพักตระกูลเจียงดังสนั่นหวั่นไหว จนทำให้หม้อดินเผาบนเตาไฟสั่นสะเทือน น้ำแกงสมุนไพรเดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของโสมตังกุยและรากขิงลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว
"เปิดประตูเดี๋ยวนี้! นังสะใภ้รอง หลินฟางเซียน! แกคิดจะฆ่าคนหรือไงถึงได้ปล่อยให้เด็กในบ้านชักดิ้นชักงอจนหน้าเขียวแบบนี้!"
เสียงแหลมสูงของแม่สามีตระกูลเจียงแผดเผาเข้ามาในความเงียบของยามสาย นางทุบประตูซ้ำๆ ด้วยความโกรธเกรี้ยวโดยไม่รอให้ใครอนุญาต ร่างผอมเกร็งของหญิงสูงวัยพังประตูผลักเข้ามา พร้อมกับชาวบ้านอีกสามคนที่ช่วยกันหอบร่างเล็กจ้ำม่ำของเด็กชายวัยเจ็ดขวบเข้ามาในบ้านอย่างรีบร้อน
หลินฟางเซียนซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการคีบแผ่นสมุนไพรแห้งจากมิติลับ ชะงักมือเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววเย็นชาขึ้นวูบหนึ่ง นางไม่ได้ตกใจหรือลนลานอย่างที่อีกฝ่ายคาดหวัง ตรงกันข้าม หญิงสาวค่อยๆ วางไม้คีบลงบนโต๊ะไม้ไผ่ด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึกราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่บรรจงขีดเขียน นางปัดเศษผงยาออกจากเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามอย่างใจเย็น ก่อนจะหันไปสบตากับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา
"เสียงดังโวยวายอะไรกันคะ คุณแม่" ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลังพอที่จะทำให้ความอึกทึกในห้องเงียบลงไปชั่วขณะ "บ้านตระกูลเจียงไม่ได้มีกฎห้ามส่งเสียงดังในยามวิกาลหรอกหรือเพคะ หรือว่าท่านป้าข้างบ้านอยากมามุงดูความไร้มารยาทของคนบ้านเราเป็นขวัญตา"
"นัง... นังสารเลว!" แม่สามีหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธ นางพ่นลมหายใจฟوتฟาด ชี้นิ้วสั่นเทาไปยังร่างของเด็กชายที่นอนแน่นิ่งบนแคร่ไม้ไผ่ "หลานชายบ้านหัวหน้าหมู่บ้านกินลูกพลับไปแล้วสำลักติดคอจนหายใจไม่ออก แกเห็นแก่ตัวไม่ยอมช่วยตั้งแต่ตอนอยู่หน้าลานหมู่บ้าน คิดจะปล่อยให้เด็กมันตายคามือหรือไง ถ้าตระกูลหลิวเอาเรื่อง แกนั่นแหละที่จะต้องติดคุกหัวโต!"
หลินฟางเซียนปรายตามองเด็กชายตัวน้อยที่ริมฝีปากเริ่มเขียวคล้ำ ชีพจรเต้นอ่อนแรงและไม่สม่ำเสมอ อาการเช่นนี้ไม่ใช่แค่สำลักลูกพลับธรรมดา แต่เกิดจากเศษผลไม้ติดหลอดลมจนทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลัน หากปล่อยไว้ช้ากว่านี้อีกเพียงสามนาที เซลล์สมองจะตายอย่างถาวร
ชาวบ้านที่มุงดูส่งเสียงซุบซิบนินทากันเซ็งแซ่ หลายคนมองนางด้วยสายตาสสมน้ำหน้า บ้างก็ว่าสะใภ้รองบ้านเจียงเป็นคนใจจืดใจดำเพราะเกลียดชังเด็กๆ ในหมู่บ้านจากปมในอดีต
"ถอยไปค่ะ" ฟางเซียนก้าวเท้าเข้าไปด้วยความมั่นใจ รัศมีรอบตัวของศัลยแพทย์มือหนึ่งจากยุคปัจจุบันแผ่ซ่านออกมาอย่างกดดัน จนกระทั่งแม่สามีที่ตั้งท่าจะพุ่งเข้ามาตบถึงกับชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว นางกวาดสายตาดุจเหยี่ยวไปยังฝูงชน "ถ้ายังยืนขวางทางแล้วส่งเสียงน่ารำคาญ เด็กคนนี้ไม่รอดแน่ และคนที่จะต้องรับผิดชอบไม่ใช่ฉัน แต่คือคนที่ยืนขวางการรักษาอยู่ตรงนี้ต่างหาก!"
ประโยคนั้นทรงพลังราวกับมีตบะกดทับ แม่สามีถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติด้วยความหวาดกลัวในแววตาคู่นั้นที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็งพันปี
ฟางเซียนไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง นางพุ่งเข้าประชิดตัวเด็กชายทันที สองมือเรียวบางแต่แข็งแกร่งปลดกระดุมเสื้อของเด็กออกเพื่อขยายทางเดินหายใจ นางใช้เทคนิคการตรวจร่างกายขั้นพื้นฐานด้วยการฟังเสียงปอดและเช็กช่องปากอย่างรวดเร็ว—เศษลูกพลับเหนียวหนึบอุดตันอยู่ที่บริเวณกล่องเสียง ลำพังการใช้นิ้วควานหาแบบคนยุคนี้มีแต่จะผลักให้มันเข้าไปลึกกว่าเดิม
*ไม่ทันการแน่ ถ้าใช้เครื่องมือแพทย์ยุคนี้... ต้องพึ่งพามิติลับ*
ในเสี้ยววินาทีที่ทุกคนกำลังลุ้นระทึกจนแทบหยุดหายใจ ฟางเซียนแสร้งทำเป็นควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อ แต่แท้จริงแล้วมือข้างหนึ่งที่ซ่อนอยู่หลังลำตัวได้ดึง 'กระบอกเข็มฉีดยาขนาดเล็กพิเศษ' และ 'อุปกรณ์เจาะหลอดลมฉุกเฉิน' ออกมาจากมิติลับแบบไร้เสียง
ดวงตาของนางเป็นประกายเด็ดเดี่ยว นางคร่อมร่างเด็กชายไว้ ใช้มือซ้ายดันศีรษะเด็กให้แหงนขึ้นเพื่อเปิดช่องทางเดินหายใจให้ตรงที่สุด ในขณะที่มือขวากำอุปกรณ์ชิ้นเล็กที่แปลกตาจนไม่มีใครในยุค 70 เคยเห็นมาก่อน
"แก... แกจะทำอะไรหลานฉัน!" แม่สามีร้องกรี๊ดลั่นเมื่อเห็นวัตถุแปลกปลอมในมือของลูกสะไภ้ "นังบ้า! แกถืออะไรอยู่ในมือ! ออกไปนะ!"
"ถ้าไม่อยากให้หลานตายก็หุบปากซะ!" ฟางเซียนหันไปตวาดกลับด้วยเสียงที่เฉียบขาดและดุดันจนแม่สามีสะดุ้งเฮือก หญิงสูงวัยอ้าปากค้างแต่ไม่กล้าขยับตัวเข้ามาใกล้แม้แต่ก้าวเดียว รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของสะใภ้คนรองในตอนนี้ช่างน่ากลัวเสียยิ่งกว่านายทหารหน่วยรบพิเศษเสียอีก
ฟางเซียนสูดหายใจเข้าลึก ตั้งสมาธิถึงขีดสุด มือของนางนิ่งสนิทราวกับถูกหล่อด้วยเหล็กกล้า นางระบุตำแหน่งรอยต่อระหว่างกระดูกอ่อนไทรอยด์กับไครคอยด์ได้อย่างแม่นยำด้วยการคลำเพียงครั้งเดียว—ความเชี่ยวชาญระดับศัลยแพทย์ทรวงอกและหลอดลมปรากฏชัดเจนในทุกท่วงท่า
*ฉึบ!*
เสียงกรีดผิวหนังเบาหวิวราวกับกระดาษถูกฉีกขาด เลือดสีแดงสดซึมออกมาเพียงเล็กน้อยเนื่องจากความแม่นยำระดับปรมาจารย์ ฟางเซียนสอดท่อหายใจขนาดจิ๋วเข้าไปในหลอดลมอย่างรวดเร็วและนิ่มนวล ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของชาวบ้านที่คิดว่านางกำลังทำร้ายเด็ก
"พระเจ้าช่วย! นางสะใภ้รองแทงคอเด็กแล้ว!" ป้าข้างบ้านกรีดร้องเอามือปิดตา
ทว่า... เพียงชั่วพริบตาถัดมา สิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นหายนะกลับตาลปัตร
เสียงหวีดร้องเงียบกริบลงทันที เมื่อร่างของเด็กชายที่นอนแน่นิ่ง เขียวคล้ำ และไม่มีลมหายใจ จู่ๆ ก็กระตุกเฮือกใหญ่ ดวงตาที่ปิดสนิทเบิกโพลงขึ้นพร้อมกับสูดอากาศเฮือกใหญ่เข้าปอด เสียงลมหายใจดัง *ฟี้ด* ผ่านท่อขนาดเล็กที่ปักอยู่ ก่อนที่สีหน้าของเด็กจะเริ่มเปลี่ยนจากสีม่วงคล้ำกลับมาเป็นสีชมพูระเรื่ออย่างน่าอัศจรรย์
เสียงร้องไห้งอแงดังขึ้นตามมาด้วยความตกใจของเด็กชาย "ฮือ... แม่จ๋า... หายใจไม่ออก... เอ๊ะ?"
ห้องครัวทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันสนิท ชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำหยดจากก๊อกน้ำเก่าๆ ชาวบ้านอ้าปากค้าง ดวงตาทุกคู่เบิกกว้างด้วยความตะลึงงันจนลูกตาแทบหลุดออกมาจากเบ้า พวกเขากดมองเด็กชายที่เมื่อคร่าครู่เหมือนคนตายไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับนั่งร้องไห้จ้าและมีชีวิตชีวาขึ้นมาต่อหน้าต่อตา!
แม่สามีทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษชำระ นางพึมพำไม่เป็นภาษาด้วยความหวาดกลัว "ผี... ผีสางหรือปีศาจกันแน่... นังนี่มันทำอะไรลงไป..."
ฟางเซียนถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก นางใช้สำลีเช็ดคราบเลือดบริเวณแผลอย่างเบามือ ก่อนจะค่อยๆ ดึงท่อออกเมื่อแน่ใจว่าทางเดินหายใจธรรมชาติกลับมาโล่งดีแล้ว นางแปะพลาสเตอร์ยาพิเศษจากยุคปัจจุบันทับแผลขนาดจิ๋วเอาไว้ ซึ่งยาสมานแผลนี้จะทำให้แผลปิดสนิทภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงโดยไม่ทิ้งแม้แต่รอยแผลเป็น
"เด็กปลอดภัยแล้วค่ะ" ฟางเซียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เสื้อผ้าของนางไม่ยับยั้งแม้แต่น้อย ท่วงท่ายังคงสง่างามและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี นางกวาดสายตามองหน้าชาวบ้านทีละคนด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ "คราวหน้าคราวหลัง ก่อนจะมากล่าวหาใครว่าฆ่าคน ช่วยใช้สมองไตร่ตรองให้มากกว่านี้หน่อยนะคะ ว่าคนที่เรากำลังหาเรื่องอยู่นั้น... มีความสามารถพอที่จะช่วยชีวิตคน หรือจะปล่อยให้คนตายคาบ้านกันแน่"
ความอับอายและทึ่งระคนปะปนกันอยู่บนใบหน้าของทุกคน ไม่มีใครกล้าสบตาหลินฟางเซียนแม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งแม่สามีที่ปกติมักจะหาเรื่องด่าทอได้ไม่เว้นแต่ละวัน ตอนนี้กลับก้มหน้าหลบสายตาตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวฝังใจ
ฟางเซียนสะบัดชายเสื้อเตรียมจะเดินกลับไปจัดการสมุนไพรในครัวต่อ ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มของ 'เจียงเฉิง' จะก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์ในบ้านที่มีทั้งชาวบ้าน แม่สามีที่นั่งกองกับพื้น และเด็กชายที่หายใจเป็นปกติแล้ว
เจียงเฉิงหยุดยืนตรงหน้าภรรยา สายตาของเขาไม่ได้มองคนอื่น แต่มองสำรวจร่องรอยคราบเลือดจางๆ ที่มุมเสื้อของนางด้วยหัวใจที่กระตุกวูบ
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่?" เสียงทุบต่ำกังวานเอ่ยถาม แต่มือหนากลับเอื้อมออกไปจับข้อมือของฟางเซียนไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบด้วยความตกใจที่เห็นภรรยาอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตราย
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีผู้เย็นชา นางกำลังจะอ้าปากอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ทว่า... สายตาของเจียงเฉิงกลับเหลือบไปเห็นกระเป๋ายาใบเล็กแปลกประหลาดที่หล่นอยู่ใต้แครงไม้ไผ่ ซึ่งเป็นอุปกรณ์แพทย์จากยุคปัจจุบันที่นางเก็บเข้ามิติลับไม่ทัน!
ดวงตาคมกริบของนายทหารหนุ่มหรี่แคบลงทันที เขาก้มลงหยิบวัตถุนั้นขึ้นมาพิจารณาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามนับร้อย และความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้... กำลังจะถูกเปิดโปงในวินาทีนี้
"ฟางเซียน..." เจียงเฉิงเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและกดต่ำลงจนน่ากลัว "นี่มันคืออะไร? และเธอ... เป็นใครกันแน่?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนอวี้ซินหมอยายุค 70 มาโดยตลอดนะคะ
คุณหมอทะลุมิติ: ซุปตาร์ย้อนยุคขอหย่าแล้วไปรวย•ตอนที่ 13
ความลับที่ไม่มีใครรู้
ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอทะลุมิติ: ซุปตาร์ย้อนยุคขอหย่าแล้วไปรวย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!