เสียงตบโต๊ะไม้สนกระแทกเสียงดังลั่นจนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีหม่นบนตู้สั่นสะเทือน หลินฟางเซียนไม่ได้สะดุ้งตกใจแม้แต่น้อย นางเพียงปรายตามองเศษผักดองเค็มจัดในชามกระเบื้องบิ่น ก่อนจะค่อยๆ วางตะเกียบไม้ไผ่ลงอย่างเป็นระเบียบ ราวกับเสียงตบโต๊ะเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านชายคาบ้าน
"หลินฟางเซียน! แกมันผีไร้ค่า กินข้าวต้มเจือจางของบ้านตระกูลเจียงแล้วยังกล้าทำตัวโอหังอีกหรือ! ถึงกับกล้าซื้อแป้งสาลีขาวละเอียดกับเนื้อหมูสามชั้นเข้าบ้านโดยไม่ขออนุญาตแม่ยายอย่างฉัน แบบนี้มันหยามหน้ากันชัดๆ!"
เสียงแหลมสูงของแม่สามีตระกูลเจียงแผดก้องจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว นางจงใจเสียงดังเพื่อให้ชาวบ้านที่เดินผ่านหน้าบ้านพักทหารได้ยินความประพฤติ 'อกตัญญู' ของลูกสะใภ้คนนี้
ฟางเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววเยືือกเย็นราวกับคมมีดผ่าตัดที่พร้อมลงมือ นางประสานมือไว้บนตัก เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานชัดเจนจนอีกฝ่ายชะงัก
"คุณแม่คะ ถ้าจำไม่ผิด แป้งสาลีและเนื้อหมูพวกนั้น เป็นเงินที่ฉันหยิบยืมมาจากสหายในกองร้อยของเจียงเฉิง และใช้แรงงานของตัวเองไปแลกเปลี่ยนมาเมื่อวานนี้ ไม่ได้ใช้เงินในกองกลางของบ้านเราแม้แต่เหมาเดียว หรือว่าในกฎของตระกูลเจียง มีข้อห้ามไม่ให้ลูกสะใภ้หาเลี้ยงปากท้องด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองคะ?"
คำถามนิ่มนวลแต่เชือดเฉือนนี้ทำเอาแม่สามีหน้าชาจนกราบหูแดงก่ำ นางอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ยุคเจ็ดศูนย์เช่นนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าการหาเงินเองนอกเหนือจากแต้มงานในคอมมูนเป็นเรื่องละลาบละล้วง แต่การที่ฟางเซียนพูดออกมาหน้าตาเฉยแถมมีเหตุผลรองรับ ทำให้คนที่ตั้งใจจะมามุงดูเรื่องสนุกเริ่มซุบซิบกันเบาๆ
"นั่นสิ... สะใภ้รองหาเงินเองนี่นา" เสียงกระซิบของป้าข้างบ้านดังลอดเข้ามา
แม่สามีหน้าเสีย ยิ่งเห็นสายตาสอดรู้สอดเห็นของเพื่อนบ้าน ยิ่งทวีความโมโห นางพาลพาลตบลงที่ชามข้าวอีกครั้ง "ต่อให้แกหาเงินเอง แต่แกก็เป็นสะใภ้บ้านเจียง ทุกอย่างในบ้านนี้ต้องผ่านการอนุญาตจากฉัน! แกมันก็แค่ผู้หญิงสำส่อนที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน ถึงได้กล้าเถียงผู้ใหญ่ฉอดๆ แบบนี้!"
คำว่า 'ผู้หญิงสำส่อนที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน' ทำให้บรรยากาศในห้องครัวเย็นเยียบลงทันตาเห็น รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินฟางเซียนเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาดุดันที่ทรงพลังจนแม่สามีเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
ฟางเซียนค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างระหงในชุดเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ แต่สะอาดสะอ้านกลับแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาอย่างประหลาด นางก้าวเข้าไปใกล้แม่สามีทีละน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนจากมิติลำไส้ทิพย์ลอยคละคลุ้งตัดกับกลิ่นอับของบ้านไม้เก่า
"คุณแม่พูดเรื่องพ่อแม่ไม่สั่งสอน... ช่างน่าขันเสียจริงนะคะ" ฟางเซียนยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "ในเมื่อคุณแม่เอ่ยถึงเรื่องการอบรมสั่งสอน งั้นเรามาพูดถึง 'บัญชี' ระหว่างฉันกับบ้านเจียงกันสักหน่อยดีไหมคะ ตั้งแต่ฉันแต่งเข้าบ้านมาสามเดือน เสื้อผ้าดีๆ สักชุดก็ไม่เคยได้ เงินเดือนที่เจียงเฉิงส่งกลับมาบ้านทุกเดือน... หายไปไหนหมดคะ? ทำไมฉันกับสามีถึงยังต้องกินข้าวต้มเจือจางน้ำจนเห็นเงาหัวตัวเองทุกวัน?"
คำถามนี้พุ่งตรงเข้ากลางใจดำ แม่สามีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษสา เงินเดือนของเจียงเฉิงส่วนใหญ่ถูกนางแอบส่งให้ลูกชายคนโตที่อยู่ในเมืองหลวงใช้จ่ายสุรุียสุร่าย หล่อนไม่เคยคิดเลยว่านังเด็กบ้านนอกคนนี้จะกล้าทวงถามเรื่องเงินต่อหน้าธารกำนัล
"แก... แกพูดเหลวไหลอะไร! เงินพวกนั้นฉันเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน!" แม่สามีเสียงสั่น ละล่ำละลักปฏิเสธ
"เก็บไว้ในบ้าน หรือเก็บไว้ที่ห้องนอนพี่ใหญ่กันแน่คะ?" ฟางเซียนสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเน้นย้ำทีละคำ ชัดเจน แจ่มแจ้ง "ถ้าคุณแม่ยังไม่เลิกใช้วิธีรังแกคนอื่นด้วยคำพูดต่ำช้า ฉันเกรงว่าสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายที่ฉันรวบรวมพยานหลักฐานไว้... อาจจะไม่ได้อยู่แค่ในบ้านหลังนี้ แต่อาจจะไปอยู่บนโต๊ะทำงานของผู้กำกับกองพลแทนนะคะ"
ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้แต่เสียงแมลงหวีแมลงวันยังไม่ได้ยิน แม่สามีอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางไม่คิดว่าลูกสะใภ้ที่เคยหัวอ่อนคนนี้จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลายเป็นคมมีดที่พร้อมแทงทะลวงจุดอ่อนของนางได้เจ็บแสบถึงกระดูกดำ
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน ร่างสูงใหญ่ของเจียงเฉิงในชุดเครื่องแบบทหารที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงจากการฝึกซ้อมก้าวเข้ามาพอดี ใบหน้าคมเข้มไร้รอยยิ้ม กวาดสายตามองมารดาที่ยืนตัวสั่นและภรรยาที่ยืนถือสมุดบันทึกเล่มเล็กด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
หัวใจของแม่สามีพองโต นางรีบพุ่งเข้าไปหาบุตรชายราวกับเจอที่พึ่งสุดท้าย ร้องไห้โฮฟูมฟายฟ้องทันที "เจียงเฉิง! ลูกดูเมียแกสิ! มันกล้าปีนเกลียวตบตาด่าทอแม่ผู้ให้กำเนิด! มันจะไล่ฉันออกจากบ้านอยู่แล้ว!"
เจียงเฉิงปรายตาลงมองมารดาครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาคมกริบมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของหลินฟางเซียนที่ยืนนิ่งสงบ ทว่าประกายตาในดวงตากลมคู่นั้นกลับทอแสงท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวใคร
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วที่โชยออกมาจากหม้อดินเผาหลังบ้าน ซึ่งหลินฟางเซียนแอบเคี่ยวทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลเคี่ยวกับซอสถั่วเหลืองตลบอบอวลไปทั่วบริเวณเรือนพักทหาร กระตุ้นต่อมน้ำลายของทุกคนให้ทำงานอย่างบ้าคลั่ง และในวินาทีที่เจียงเฉิงกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำใดคำหนึ่งออกมานั้นเอง เสียงเคาะประตูรั้วก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของสหายสนิทในกองร้อยที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาตะโกนลั่น
"ผู้กองเจียง! รีบไปดูที่ตลาดมืดเร็วเข้า! ซาลาเปาไส้หมูสามชั้นสูตรพิเศษที่ภรรยาคุณฝากไปขาย... ตอนนี้คนแย่งกันซื้อจนแผงแทบพัง ยอดเงินทะลุร้อยหยวนไปแล้วโว้ย!"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "อวี้ซินหมอยายุค 70" ในตอนนี้นะคะ
คุณหมอทะลุมิติ: ซุปตาร์ย้อนยุคขอหย่าแล้วไปรวย•ตอนที่ 11
ฟาดกลับให้หงาย
ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอทะลุมิติ: ซุปตาร์ย้อนยุคขอหย่าแล้วไปรวย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!