โลหิตสีแดงเข้มหนึ่งหยดหยดลงกระทบพื้นศิลาหยกเย็นเยียบ เสียง ‘ติ๋ง’ นั้นดังก้องกังวานราวกับเสียงฆ้องสวรรค์ท่ามกลางถ้ำลับที่เงียบสงัด
เยี่ยเฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนค่ายกลรวมปราณ แผ่นหลังเหยียดตรงดุจกระบี่วิญญาณที่ปักตรึงอยู่กลางปฐพี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ทว่าแววตาทั้งสองข้างกลับลึกล้ำดقจห้วงมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง ภายในตันเทียนของเขายามนี้... มหาสมุทรปราณกำลังแปรเปลี่ยนเป็นพายุคลั่ง ร่างกายของเขาราวกับเตาหลอมโลหะที่กำลังถูกเผาผลาญด้วยเพลิงอัคคีเก้าชั้นฟ้า เส้นชีพจรทุกเส้นปูดโปนม่วงคล้ำ เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของเด็กหนุ่มดังเล็ดลอดออกมาอย่างต่อเนื่อง
"ยังไม่พอ..."
เสียงพึมพำอันแหบพร่าแต่ทว่าเปี่ยมด้วยจิตจำนงอันแข็งกร้าวหลุดออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเซียว เยี่ยเฟิงแค่นยิ้มหยันให้กับโชคชะตา สวรรค์ต้องการบดขยี้เขา สารพัดสำนักต้องการเหยียบย่ำเขาให้จมธรณี เช่นนั้นเขาก็จะใช้พลังแห่งวิถีเซียนนี้แหละ... แหวกฟ้าคว้าดวงดาวมาไว้ในอุ้งมือให้ดู!
ห่างออกไปไม่ถึงร้อยก้าว ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของมู่หรงเซียนยืนนิ่งค้างดุจรูปสลักหยก นางกำกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่คมปลาบจับจ้องร่างของเยี่ยเฟิงด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย นางเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่เมฆา บรรลุขอบเขตก่อปราณตั้งแต่อายุยังน้อยจนผู้คนต่างก้มหัวคารวะ แต่วันนี้... ยามที่นางมองดูเด็กหนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ศิษย์สวะ’ ผู้นี้ทะลวงขีดจำกัด หัวใจของนางกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ความกดดันระดับก่อปราณขั้นสูงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเยี่ยเฟิงจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น มู่หรงเซียนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่กดทับลงบนGวงอก ราวกับมีภูเขาหมื่นจั้งหล่นทับลงมา นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนกในอก
"เขา... บ้าไปแล้วหรือไร?" มู่หรงเซียนพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย การทะลวงผ่านจากขอบเขตหลอมรวมปราณสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นสูงในคราวเดียวนั้น ถือเป็นการฝืนกฏฟ้าดินอย่างแท้จริง โอกาสที่เส้นชีพจรจะแตกละเอียดและร่างกายระเบิดเป็นจุลมีสูงถึงเก้าส่วน! ไม่มีผู้ใดในประวัติศาสตร์ยุทธภพที่กล้าทำเช่นนี้... นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!
ทว่า เยี่ยเฟิงหาได้ใส่ใจเสียงก่นด่าหรือความหวาดกลัวของโลกหล้าไม่
จิตวิญญาณของเขาในยามนี้ล่องลอยเข้าสู่ห้วงลึกแห่งเต๋า ความทรงจำนับหมื่นปีในฐานะมหาเทพหลั่งไหลย้อนกลับมาผสานรวมกับร่างเนื้อ หยดโลหิตในร่างกายเดือดพล่าน ปราณแท้จริงสีทองอร่ามพุ่งทะยานออกจากจุดตันเทียน พลุ่งพล่านขึ้นสู่กระดูกสันหลัง ทะลวงผ่านจุดชีพจรที่ปิดตายทีละจุด... ทีละจุด!
*เปรี้ยง!*
เสียงสายฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวทั้งภายในและภายนอกถ้ำลับ เมฆทมิฬก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือยอดเขา แม้จะเป็นยามวิกาลแต่มันกลับสว่างวาบด้วยแสงสีม่วงน่ากลัว ทัณฑ์สวรรค์กำลังก่อตัวขึ้นเพื่อลงทัณฑ์ผู้ที่บังอาจก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของมนุษย์!
มู่หรงเซียนหน้าถอดสี นางก้าวถอยหลังไปสามก้าวโดยไม่รู้ตัว แรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์ด้านนอกและพลังปราณที่ระเบิดออกของเยี่ยเฟิงประสานกันจนนางแทบกระอักเลือด "เยี่ยเฟิง! หยุดนะ! เจ้ารับทัณฑ์สวรรค์ตอนนี้ไม่ได้หรอก ร่างกายเจ้าจะแหลกสลาย!"
น้ำเสียงของนางสั่นเครือโดยไม่รู้ตัว ความเย็นชาที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความห่วงใยอันร้อนรนที่แม้แต่นางเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในหัวใจ นางเป็นศิษย์พี่ผู้เย่อหยิ่ง เหตุใดจึงต้องมาใจหายวาบให้กับความเป็นความตายของศิษย์น้องผู้นี้ด้วยเล่า?
เยี่ยเฟิงไม่ตอบคำถาม ร่างทั้งร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงปราณสีครามและทองสลับกัน ดรุณีผู้เย่อหยิ่งอย่างมู่หรงเซียนไม่เคยเห็นสายตาเช่นนี้มาก่อน... สายตาที่มองสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ดุจธุลีดิน เป็นสายตาของราชาผู้เหนือกว่าผู้ใด
เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ
ประกายแสงสีทองสว่างวาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้น รัศมีพลังที่ระเบิดออกมาในพริบตานั้นรุนแรงเสียจนมู่หรงเซียนต้องยกแขนขึ้นมาปัดป้องแรงลมปราณที่กรรโชกอย่างบ้าคลั่ง พื้นศิลาใต้ร่างของเยี่ยเฟิงแตกละเอียดเป็นผุยผงในรัศมีสิบจั้ง
*บูมมม!*
คลื่นพลังระดับก่อปราณขั้นสูงระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม พัดพาเศษหินและฝุ่นผงกระจายไปทั่วสารทิศ เยี่ยเฟิงยืนหยัดขึ้นเต็มความสูง กระดูกทั่วร่างลั่นเปรี๊ยะดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าร้อง ความเจ็บปวดจากการชำระล้างไขกระดูกทำให้ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวเล็กน้อย แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม
"ก่อปราณขั้นสูง... ในที่สุด"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่กลับทรงพลังอำนาจจนมู่หรงเซียนรู้สึกหายใจติดขัด นางมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ยามนี้ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดเทพเซียน ความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นเหนือล้ำกว่าผู้อาวุโสบางคนในสำนักเสียด้วยซ้ำ นี่คือความจริงหรือความฝัน? ใช้เวลาไม่ถึงเดือน... ศิษย์สวะที่นางเคยดูแคลน กลับก้าวกระโดดขึ้นมาอยู่ในจุดที่แม้แต่สัตว์ประหลาดร้อยปีก็ยังต้องยอมก้มหัวให้
"เจ้า..." มู่หรงเซียนริมฝีปากสั่นระริก พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เยี่ยเฟิงก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง รับรู้ได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ทุกอณูขุมขน ปราณกระบี่ในกายคมกริบยิ่งกว่าเดิมนับร้อยเท่า หากตอนนี้เขาใช้กระบี่ไร้ลักษณ์ เกรงว่าแม้แต่ผู้อาวุโสขั้นหลอมวิญญาณก็อาจจะต้องบาดเจ็บสาหัสภายใต้กระบวนท่าเดียว!
ทว่า... ทันใดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเยี่ยเฟิงก็พลันเลือนหายไป แววตาคมกริบหันขวับไปมองยังปากถ้ำมืดสนิท
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมพื้นที่ในทันที
รังสีสังหารอันเย็นเยียบสายหนึ่งแผ่พุ่งเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ปราศจากเสียงฝีเท้า ปราศจากแม้กระทั่งลมหายใจ แต่ทว่าจิตสังหารนั้นกลับเข้มข้นจนทำให้หยาดน้ำค้างบนผนังถ้ำแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา!
มู่หรงเซียนสะดุ้งสุดตัว นางรีบชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความตกใจ หันไปตั้งรับทางปากถ้ำทันที "ใคร!"
ไม่มีเสียงตอบรับจากบุคคลปริศนา มีเพียงเงาสมส่วนในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวล่วงเข้ามาในเขตแสงสว่าง ปีกหมวกปีกกว้างปิดบังใบหน้าครึ่งบนเอาไว้ แต่กลิ่นอายความตายที่โชยมาเตะจมูกนั้น... ชัดเจนเสียจนเยี่ยเฟิงต้องหรี่ตาลง
เงาดำนั้นหยุดฝีเท้าลง ห่างจากพวกเขาทั้งสองเพียงสิบก้าว นิ้วมือเรียวยาวขาวซีดดุจศพค่อยๆ เอื้อมไปปลดผ้าคลุมหน้าออก เปิดเผยใบหน้าสะสวยที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นรูปกากบาทพาดผ่านแก้มซ้าย แต่แววตากลับเยียบเย็นและเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่สะท้านทรวง
"ไม่เลว... ทะลวงสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นสูงได้ภายในค่ำคืนเดียว สมกับที่เป็นทายาทของคนผู้นั้น" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเหยียดหยามที่มุมปาก "น่าเสียดายนัก... ที่วันนี้ จะเป็นวันตายของอัจฉริยะที่เพิ่งถือกำเนิดใหม่"
มู่หรงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว นางจำสตรีผู้นี้ได้แม่นยำ "นั่นมัน... ผู้อาวุโสเงาโลหิต! มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งหอคอยทมิฬ! นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?!"
เยี่ยเฟิงไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายังคงยืนสงบนิ่ง รัศมีปราณก่อปราณขั้นสูงรอบกายหมุนวนช้าๆ ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังสตรีชุดดำด้วยความรู้สึกที่คาดไม่ถึง ประกายความแปลกใจฉายวาบผ่านนัยน์ตาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี
"เจ้าไม่ใช่คนของสำนักกระบี่เมฆา..." เยี่ยเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะที่มือขวาค่อยๆ ยกขึ้นประสานไว้เบื้องหน้า "และเจ้า... ก็คือคนที่ลอบสังหารข้าเมื่อปีก่อนสินะ?"
สตรีชุดดำหัวเราะคิกคักในลำคอ เสียงหัวเราะแหลมเล็กบาดหูสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำลับ นางเอียงคอเล็กน้อย ปลายกระบี่สีเลือดในมือสั่นระริกพร้อมที่จะปลิดชีพเป้าหมายได้ทุกเมื่อ
"ฉลาดมาก... เด็กน้อย" นางยิ้มเยาะ "นายเหนือหัวของข้าฝากมาบอกว่า ศีรษะของเจ้า... มีค่ามากพอที่จะแลกกับทรัพยากรครึ่งหนึ่งของยุทธภพ จงยอมตายแต่โดยดีเถอะ..."
ทว่า ในวินาทีที่สตรีชุดดำกำลังจะเคลื่อนไหวจู่โจม เยี่ยเฟิงกลับยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้
"นายเหนือหัวของเจ้าอย่างนั้นหรือ?" เยี่ยเฟิงก้าวเท้าออกไปข้างหนึ่ง เสียงฝีเท้ากระทบพื้นศิลาหนักแน่นราวกับค้อนยักษ์ทุบลงกลางใจคน รัศมีกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวพวยพุ่งออกจากร่างจนสตรีชุดดำต้องชะงักฝีเท้า "บอกมันด้วยว่า... อีกสามวัน ข้า เยี่ยเฟิง จะไปทวงหัวของมันด้วยตัวเอง!"
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปในมหากาพย์เซียนครั้งนี้กับข้าค่ะ - ชิงเสวี่ยเหมันต์
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 9
ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!