เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 8

เสียงเรียกจากลิขิตสวรรค์

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"เจ้าคิดว่าเส้นทางเซียนที่ขีดเขียนโดยสวรรค์... มีค่าพอให้ข้าต้องก้มหัวให้หรือ?" เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงสะท้อนจากหุบเหวแห่งกาลเวลาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เยี่ยเฟิงยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขาไร้นาม ร่างกายผอมบางในชุดศิษย์ชั้นนอกขาดวิ่นราวกับเศษผ้า ทว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกลับหนักอึ้งดุจขุนเขาทั้งมวลที่กดทับลงบนผืนปฐพี มู่หรงเซียนที่ยืนอยู่เบื้องหลังนางกำกระบี่หิมะมรกตในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาเรียวงามของนางสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจนิยามได้ ทั้งตื่นตระหนก ทั้งหลงใหล และหวาดกลัวอย่างที่สุด "เยี่ยเฟิง... เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร!" มู่หรงเซียนแผดเสียงก้อง ความเย็นชาที่เคยมีมลายหายสิ้น เหลือเพียงความร้อนรนที่ซ่อนอยู่ในแววตา "การฝืนทะลวงปราณในขณะที่จิตมารเข้าครอบงำเช่นนี้ มิใช่การบำเพ็ญเพียร แต่มันคือการรนหาที่ตาย! หากสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ฟาดลงมา ร่างกายของเจ้าจะแหลกสลายเป็นธุลีในพริบตา!" เยี่ยเฟิงไม่ได้หันกลับไปมอง เขาเพียงแค่นขำในลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบาแต่ก้องกังวานเสียดแทงไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง "ศิษย์พี่หญิง... ท่านถูกตีกรอบด้วยกฎเกณฑ์ของสำนักและลิขิตของสวรรค์มานานเกินไปจนลืมไปแล้วกระมัง ว่าแท้จริงแล้วเซียนคือผู้ใด? เซียนมิใช่ผู้ที่ทำตามใจสวรรค์ แต่คือผู้ที่หยิบยื่นโชคชะตาให้ตนเองต่างหาก" ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างชัดพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำดุจเลือด มวลเมฆอัสนีหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดมหึมาปกคลุมยอดเขา กระแสไฟฟ้าสีเงินยวงแลบแปลบปลาบราวกับงูยักษ์ที่กำลังหิวกระหาย ลมพายุโหมกระหน่ำจนต้นไม้รอบข้างล้มระเนระนาด แต่น่าแปลกที่เยี่ยเฟิงกลับยืนนิ่งสนิท ราวกับว่าเขาเป็นจุดศูนย์กลางของพายุที่ทุกสรรพสิ่งต้องยอมสยบ "เจ้าไม่เข้าใจ..." มู่หรงเซียนก้าวเท้าเข้าไปหาเขาโดยไม่รู้ตัว แม้แรงกดดันจากมวลอากาศจะทำให้นางแทบกระอักเลือด "ข้าเฝ้ามองเจ้ามาตลอด... ตั้งแต่วันที่เจ้าเป็นเพียงศิษย์สวะที่ผู้คนต่างเหยียดหยาม จนถึงวันที่เจ้าเปล่งประกายดุจกระบี่ที่พ้นจากฝัก ข้าไม่ได้ต้องการเห็นเจ้าพินาศอยู่ตรงหน้าเช่นนี้!" เยี่ยเฟิงหันกลับมา แววตาของเขาเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่ดวงตาของศิษย์ชั้นนอกผู้ต่ำต้อยอีกต่อไป แต่มันคือดวงตาของมหาเทพผู้ผ่านกาลเวลามานับล้านปี แววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีและคมกริบดุจคมกระบี่ที่สังหารได้แม้กระทั่งเทพเซียน "ข้าไม่เคยให้ใครต้องมาร่วมชะตากรรมกับข้า" เขาเอ่ยพลางยื่นมือออกไปสัมผัสอากาศเบื้องหน้า พื้นที่ว่างเปล่านั้นบิดเบี้ยวทันทีด้วยพลังปราณที่บริสุทธิ์จนน่าเกรงขาม "แต่วันนี้ หากฟ้าดินปรารถนาจะลบเลือนตัวตนของข้า ข้าก็จะขอใช้ร่างนี้... ผ่าสวรรค์ให้พวกมันได้ดูเป็นขวัญตา" *เปรี้ยง!* เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องไปทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้า สายฟ้าสีทองผ่าลงมาตรงจุดที่เยี่ยเฟิงยืนอยู่ แรงระเบิดทำลายล้างพื้นดินจนกลายเป็นหลุมลึก รัศมีพลังกระจายออกไปจนทำลายเขื่อนป้องกันของยอดเขาจนหมดสิ้น มู่หรงเซียนถูกแรงกระแทกซัดจนกระเด็นออกไป ร่างบางร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง แต่ในวินาทีที่นางกำลังจะสิ้นสติ นางกลับเห็นภาพที่ไม่มีวันลืมเลือนได้ชั่วชีวิต ท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวเพลิงสีม่วง ร่างของเยี่ยเฟิงลอยเด่นอยู่กลางอากาศ เขากำลังยืนเผชิญหน้ากับอัสนีบาตด้วยมือเปล่า! "ลิขิตสวรรค์งั้นหรือ?" เยี่ยเฟิงตะโกนก้อง ก้องกังวานเหนือเสียงพายุ เขากางมือออกรับกระแสสายฟ้าที่โหมกระหน่ำเข้าใส่ร่าง ราวกับกำลังโอบกอดพลังอำนาจแห่งจักรวาล "ข้าคือเยี่ยเฟิง! ข้าคือผู้กุมชะตาของตนเอง! ใครหน้าไหนจะกล้าตัดสินชีวิตข้า!" ทันใดนั้น พลังงานมหาศาลก็ไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรของเขา ราวกับน้ำป่าที่ไหลบ่าทำลายเขื่อนกั้น พลังปราณที่เคยขุ่นมัวพลันใสสะอาดและทรงพลังขึ้นอย่างมหาศาล เขาไม่ได้กำลังถูกทัณฑ์สวรรค์ทำลาย แต่เขากำลัง 'ช่วงชิง' พลังแห่งสวรรค์มาเป็นของตนเอง! มู่หรงเซียนพยายามพยุงกายขึ้น แววตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง พลังที่แผ่ออกมาจากร่างของเยี่ยเฟิงในขณะนี้... มันสูงส่งเกินกว่าที่มนุษย์จะครอบครองได้ มันคือกลิ่นอายของเทพยดาที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์โดยแท้จริง ทว่า ในขณะที่ความเงียบงันเริ่มกลับมาเยือนอีกครั้งพร้อมกับความเสียหายที่ไร้เสียง เยี่ยเฟิงก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น โลหิตสีทองสดไหลรินออกมาจากมุมปากของเขา ดวงตาที่เคยคมกล้าเริ่มหม่นแสงลงราวกับเปลวเทียนที่ถูกสายลมพัดแรงจนใกล้ดับ "ข้า... ได้ทำอะไรลงไป?" เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กลิ่นอายของบุคคลที่สามที่ไม่ควรจะปรากฏตัวขึ้นในสถานที่แห่งนี้ก็พุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วเหนือแสง เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นและคุ้นเคยอย่างประหลาดดังขึ้นจากเบื้องหลังต้นไม้ใหญ่ที่พังทลาย "ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมมาก ศิษย์น้องเยี่ยเฟิง" ร่างในชุดดำสนิทก้าวออกมาจากความมืดมิด มือข้างหนึ่งของเขาถือกระบี่ที่ยังคงมีหยดเลือดสดๆ หยดลงบนพื้นดิน พร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวจนน่าขนลุก "ข้าเฝ้ารอเวลานี้มานาน... เวลาที่มหาเทพผู้จุติใหม่ จะอ่อนแอที่สุดในรอบหนึ่งหมื่นปี" เขากระชับด้ามกระบี่ในมือแน่นก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาเยี่ยเฟิงที่ไร้เรี่ยวแรงอย่างรวดเร็ว มู่หรงเซียนที่เห็นเหตุการณ์กรีดร้องออกมาสุดเสียง แต่นางก็ทำได้เพียงมองดูใบหน้าของศัตรูที่ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา—มันคือใบหน้าของคนที่เยี่ยเฟิงไว้วางใจที่สุดในสำนัก ชิงเสวี่ยเหมันต์หวังว่าบทนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นจนนั่งไม่ติดนะคะ ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปในมหากาพย์เซียนครั้งนี้กับข้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%