กลิ่นอายโลหิตที่คละคลุ้งในความมืดไม่ได้ทำให้เยี่ยเฟิงขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้ว ดวงตาคู่คมกริบดุจดั่งห้วงอวกาศอันหนาวเหน็บยังคงทอดมองไปยังเงาร่างที่ค่อย ๆ ก้าวพ้นเขตอาคมโบราณ ม่านหมอกสีชาดสะท้อนเข้ากับประกายกระบี่ในมือ บรรยากาศรอบกายกดทับจนสรรพสิ่งแทบหยุดหายใจ
"เจ้ากล้าดียังไงถึงก้าวเข้ามาในเขตหวงห้ามแห่งนี้... สุนัขรับใช้ตระกูลหลี่" เสียงของมู่หรงเซียนดังขึ้นจากด้านหลัง น้ำเสียงของนางเยียบเย็นและเต็มไปด้วยรัง杀 (จิตสังหาร) ทว่าในแววตากลับฉายแววระแวดระวัง นางบาดเจ็บจากการทดสอบก่อนหน้า ปราณในร่างยังคงปั่นป่วน แต่กระนั้นนางก็ยังเลือกที่จะก้าวขึ้นมาขนาบข้างเยี่ยเฟิงโดยไม่ลังเล
เยี่ยเฟิงเหลือบสายตามองสตรีผู้เย่อหยิ่งทิฐิสูงส่งผู้นี้แวบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย "ถอยไป... สุนัขตัวนี้ไม่คู่ควรให้ศิษย์พี่หญิงต้องแปเปื้อนมือ"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังจนมู่หรงเซียนชะงักงัน หัวใจดวงน้อยที่ด้านชามานานนับปีกลับกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านผ่านธารน้ำแข็งในอก นางเม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ แต่ก็ยอมถอยหลังไปครึ่งก้าวตามคำสั่งของเขาอย่างไม่น่าเชื่อ—ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่นางเริ่มเชื่อฟังบุรุษผู้นี้อย่างไร้เงื่อนไข?
"หึ! เยี่ยเฟิง เจ้าคิดว่าตัวเองยังเป็นคุณชายใหญ่ผู้สูงส่งอยู่หรือไง? สวะที่ไร้รากปราณอย่างเจ้า วันนี้ศิษย์พี่หลี่ส่งข้า 'หลงเทียน' มาเพื่อตัดหัวพวกเจ้าสองคนเซ่นสังเวยแดนลับแล!" เงาร่างในความมืดเผยโฉมหน้า มันคือชายหนุ่มร่างกำยำ ใบหน้ามีรอยแผลเป็นน่าเกลียด ดวงตาสีแดงก่ำบ่งบอกถึงการฝึกวิชาต้องห้าม กลิ่นอายพลังปราณระเบิดออกในขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด กดดันจนพืชมืดรอบด้านแหลกสลาย
หลงเทียนหัวร่ออย่างบ้าคลั่ง มันชักดาบใหญ่โลหิตเล่มมหึมาออกมา แสงสีแดงฉานสาดส่องกระทบใบหน้าบิดเบี้ยว มันไม่รอช้า พุ่งทะยานเข้าหาเยี่ยเฟิงราวกับภูచผาถล่ม วิชา 'ดาบผ่าวิญญาณ' ถูกใช้ออกเต็มกำลัง หวังจะผ่าร่างของเยี่ยเฟิงให้ขาดเป็นสองท่อนในกระบวนท่าเดียว
ทว่า เยี่ยเฟิงไม่แม้แต่จะกะพริบตา
เขายืนหยัดนิ่งสนิท ราวกับขุนเขาที่ไร้การสั่นคลอน เมื่อคมดาบอยู่ห่างจากหน้าผากเพียงไม่ถึงชั่วยาม นิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวก็ดีดออกไปเบา ๆ
*เปรี้ยง!*
เสียงคล้ายแก้วแตกดังสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนจากนิ้วเดียวของเยี่ยเฟิงซัดร่างของหลงเทียนจนกระเด็นย้อนกลับไป กระดูกแขนหักละเอียด เลือดสด ๆ พุ่งทะลักออกจากปากของมันอย่างน่าอนาถ มันเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ขอบเขตพลังของเยี่ยเฟิงชัดเจนว่าเป็นแค่ขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นที่ห้า เหตุใด... เหตุใดพลังกดดันจึงน่ากลัวราวกับเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ขั้นก่อตั้งแก่นแท้เช่นนี้!
"เป็นไปไม่ได้... วิชานี้... แก... แกเป็นใครกันแน่!" หหลงเทียนกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกมันว่าต้องหนี แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว
เยี่ยเฟิงก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ระยะห่างนับสิบจั้งเสมือนไม่มีอยู่จริง เงาร่างของเขาเลือนรางดุจภูตผี พริบตานั้น ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ก็จ่ออยู่ที่หว่างคิ้วของหลงเทียนแล้ว
"ความตาย... ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวที่สุด" เยี่ยเฟิงกระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงเยียบเย็นราวกับยมบาลประกาศิต "สิ่งที่น่ากลัวคือการที่เจ้าตระหนักว่า... ชีวิตของพวกเจ้าตระกูลหลี่ เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ข้าสามารถเขี่ยทิ้งได้ทุกเมื่อต่างหาก"
*ฉับ!*
โลหิตพุ่งกระฉูด ศีรษะของหลงเทียนหลุดลอยออกจากบ่า ดวงตายังคงเบิกค้างด้วยความไม่ยินยอม ร่างไร้หัวล้มลงจมกองเลือด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทว่าในวินาทีนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
*โฮกกกกกก—!*
เสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณดังทะลักออกมาจากถ้ำลึกเบื้องหน้า ม่านหมอกสีชาดแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงสีครามร้อนระอุ อุณหภูมิรอบกายพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันจนอากาศบิดเบี้ยว แรงกดดันระดับอสูรโบราณกดทับลงมาจนมู่หรงเซียนถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโต เข่าแทบทรุดลงกับพื้น
"นั่นมัน... พยัคฆ์เพลิงเมฆาอัคคีทมิฬ!" มู่หรงเซียนอุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือกไร้สีเลือด อสูรบรรพกาลตนนี้ถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณว่าเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ที่มีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ และดุร้ายยิ่งกว่าสิ่งใด การที่พวกมันบังAอาจบุกรุกถิ่นฐานของมัน เท่ากับการเดินเข้าสู่ประตูมรณะ
เยี่ยเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววตาของเขากลับประกายแสงสีทองวับวามด้วยความพึงพอใจ นี่คือวัตถุดิบสำคัญในการหลอมสร้าง 'กายาเทพพยัคฆ์อมตะ' ที่เขากำลังตามหา
จากความมืดมิดเบื้องหน้า ดวงตาสีเพลิงขนาดใหญ่เท่ากะลาสีหน้าปรากฏขึ้น มันจ้องมองมนุษย์ทั้งสองด้วยความเหี้ยมเกรียมและรังเกียจ กรงเล็บอันคมกริบราวกับใบมีดเซียนตะปบลงมาจากอากาศ ขนาบด้วยคลื่นเพลิงที่แผดเผาทุกสิ่งให้กลายเป็นจุล
มู่หรงเซียนหลับตาลงเตรียมรับความตาย นางรู้ดีว่าในสภาพที่ปราณปั่นป่วนเช่นนี้ ไม่มีทางต้านทานการโจมตีนี้ได้ ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น มือหนาอันอบอุ่นกลับคว้าเข้าที่เอวบางของนาง ดึงร่างของนางเข้าสู่อ้อมอกอย่างแน่นหนา พร้อมกับที่เยี่ยเฟิงตวัดกระบี่ขึ้นฟ้า วาดอักขระเซียนโบราณกลางอากาศด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ
"หากเจ้าอยากมีชีวิตรอด จงเปิดจิตวิญญาณของเจ้าออกซะ!" เยี่ยเฟิงตะโกนก้อง เสียงของเขาเฉียบขาดและทรงอำนาจจนมู่หรงเซียนไม่มีเวลาลังเล นางพยักหน้ารับทั้งน้ำตา ปลดปล่อยพันธนาการทางจิตวิญญาณของตนเองออกทั้งหมด
แสงสีทองเจิดจ้าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นพันธะสัญญาโลหิตที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูร พยัคฆ์เพลิงเมฆาคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวดและตกใจเมื่อมันพบว่าจิตวิญญาณของมันกำลังถูกบีบให้ยอมจำนนต่อปราณกระบี่อันไร้เทียมทานของเยี่ยเฟิง!
แต่ทว่า... ท่ามกลางแสงเพลิงที่โหมกระหน่ำ เงาร่างลึกลับอีกสายหนึ่งกลับปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของมู่หรงเซียนอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับคมมีดอาบยาพิษที่พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจของนางโดยที่เยี่ยเฟิงยังไม่ทันตั้งตัว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงมิติเซียนไปพร้อมกับตัวอักษรนี้นะคะ
— ชิงเสวี่ยเหมันต์
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 7
สัตว์อสูรพิทักษ์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!