กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งจนแสบนาสิก แทรกซึมผ่านม่านค่ายกลพิทักษ์ตำหนักโอสถสวรรค์ราวกับหมอกพิษยามราตรี
"ท่านผู้อาวุโสใหญ่... นี่คือราคายอมจำนนที่ท่านใช้ชีวิตของศิษย์ทั้งสำนักมาแลกเปลี่ยนกับวิชาเซียนโบราณของข้าอย่างนั้นหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพญามังกรในห้วงนิทราดังขึ้น ทำลายความเงียบงัดของราตรี เยี่ยเฟิงยืนหยัดอยู่บนลานหินอัคคี ร่างกายของเขายังคงปกคลุมด้วยไอหมอกปราณสีครามเข้มข้น ดวงตาดุจดั่งคมกระบี่ที่ผ่านการลับคมมานับหมื่นปีจ้องมองไปยังร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองปักลายกระเรียนเพลิงที่ยืนอยู่เบื้องบน
ผู้อาวุโสไป๋ไห่หัวเราะเยาะในลำคอ รอยยิ้มของอีกฝ่ายบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววโลภโมละโทสะอย่างไม่ปิดบัง สายตาที่มองมายังเยี่ยเฟิงราวกับมองดูหมู่นกปลาที่รอวันถูกเชือด
"เด็กน้อยเยี่ยเฟิง เจ้าช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย!" ไป๋ไห่สะบัดแขนเสื้อ เสียงหัวเราะก้องกังวานเสียดแก้วหู "วิชาบำเพ็ญเพียรระดับบรรพกาลเช่นนั้น... สมควรตกเป็นของยอดฝีมือเช่นข้า มิใช่ศิษย์สวะที่เพิ่งฟื้นคืนชีพจากห้วงตายซากอย่างเจ้า! ทรัพยากรทั้งหมดในสำนักนี้ เม็ดโอสถเก้าวิญญาณ และคัมภีร์กระบี่เทวะ ล้วนเป็นของข้าแต่ผู้เดียว!"
รอบกายของไป๋ไห่มีศิษย์สายในนับสิบคนยืนล้อมกรอบ พร้อมกับอาวุธเวทในมือที่เปล่งแสงเรืองรองอำมหิต ทว่าทุกคนต่างหลบสายตา ไม่กล้าสบตากับเยี่ยเฟิงตรงๆ ความหวาดกลัวต่อรัศมีปราณที่กดดันลงมาจากร่างของเยี่ยเฟิงยังคงฝังรากลึกในจิตวิญญาณ แม้พวกมันจะรู้ว่าเยี่ยเฟิงในตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะ "ย้อนกลับธาตุไฟเข้าแทรก" จากการทะลวงขอบเขตขั้นที่เจ็ดก็ตาม
ในขณะนั้นเอง ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะก็ก้าวออกมาจากเงาไม้ มู่หรงเซียนปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชเชียบ ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ดวงตาสีรัตติกาลมองตรงไปยังไป๋ไห่ด้วยแววตาสสมเพชเวทนา
"ไป๋ไห่... ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก ถึงกับกล้าชักศึกเข้าบ้านและทรyศต่อกฎเหล็กของบรรพชนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน" น้ำเสียงของมู่หรงเซียนราบเรียบทว่าเย็นยะเยือก กลิ่นอายกระบี่วารีสวรรค์รอบกายเริ่มแผ่ขยายออกทีละน้อยราวกับคลื่นใต้น้ำที่เตรียมซัดถล่ม
"ศิษย์พี่หญิง... ท่านถอยไปเถอะ" เยี่ยเฟิงเอ่ยขึ้นเบาๆ มือเรียวยาวเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่สนิมเขรอะที่เหน็บอยู่ข้างเอว
"เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้สุนัขแก่ตัวนี้มาฉีกทึ้งเหยื่อต่อหน้าข้าหรือ?" มู่หรงเซียนตอบกลับเสียงเรียบ นางไม่แม้แต่จะชายตามองไป๋ไห่ ทว่าปราณกระบี่ในมือกลับสั่นระริกด้วยความกระหายเลือด "หนี้เลือดของผู้อาวุโสรองและศิษย์ร่วมสำนักในวันนี้... ต้องชำระด้วยชีวิต"
ไป๋ไห่หน้าถอดสีเล็กน้อยเมื่อเห็นมู่หรงเซียนยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเยี่ยเฟิง แม้เขาจะวางแผนมาอย่างรัดกุมด้วยการติดสินบนผู้อำนวยการค่ายกลและตัดเส้นทางหนีทั้งหมด แต่เขาก็ยังหวั่นเกรงต่อพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดของคนทั้งสอง
"ฮ่าๆๆ ดี! ในเมื่อพวกเจ้าอยากตายพร้อมกันนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้!" ไป๋ไห่ประสานอินทร์ด้วยมือทั้งสองข้าง ทันใดนั้น แผ่นดินใต้เท้าของเยี่ยเฟิงก็สั่นสะเทือน อักขระสีดำสนิทนับพันสายผุดขึ้นจากพื้นดิน ก่อตัวเป็นกรงข้ามารโลหิตที่แผ่กลิ่นอายเน่าเฟะหมายจะกลืนกินวิญญาณ
"ค่ายกลผนึกโลหิตมาร?" มู่หรงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางสัมผัสได้ทันทีว่าค่ายกลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อดูดกลืนพลังปราณและกัดกร่อนเส้นชีพจรเซียนโดยเฉพาะ
"ใช่แล้ว! นี่คือค่ายกลที่ข้าใช้เวลาสะสมโลหิตของสัตว์อสูรหมื่นตนมานานสามปี เพื่อรอวันนี้นี่แหละ!" ไป๋ไห่แผדเสียงคำรามด้วยความบ้าคลั่ง "ต่อให้พวกเจ้าจะเป็นอัจฉริยะมาจากไหน ก็ไม่มีทางรอดเงื้อมมือของ... อ้ะ!"
ยังไม่ทันที่ไป๋ไห่จะกล่าวจบประโยค รัศมีกระบี่สีครามเข้มข้นสายหนึ่งก็พุ่งทะยานผ่านความมืดมิดราวกับสายฟ้าแลบ มันตัดผ่านอากาศโดยไร้ซึ่งเสียง และปักลงที่ใจกลางค่ายกลโลหิตอย่างแม่นยำ
*ตูมมมม!*
แรงระเบิดสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งหุบเขา ค่ายกลมารที่ควรจะแข็งแกร่งกลับแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระจกที่ถูกค้อนทุบ เศษอักขระสีดำปลิวว่อนกลายเป็นละอองแสงก่อนจะสลายหายไปในอากาศ
เยี่ยเฟิงค่อยๆ ก้าวเท้าเดินผ่านกลุ่มควันและเศษซากค่ายกลอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวผ่าน พื้นดินใต้ฝ่าเท้าปรากฏเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง รัศมีปราณเซียนโบราณที่กดดันออกมาราวกับภูเขาไท่ซานกดทับลงบนบ่าของทุกคนในบริเวณนั้น จนศิษย์สายในหลายคนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น กระอักเลือดออกมาคำโต
"เจ้า... เจ้าทะลวงผ่านขอบเขตไปแล้วหรือ?!" ไป๋ไห่ถอยหลังกรูด ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังของเยี่ยเฟิงในตอนนี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ปุถุชนไปไกลลิบลิ่วแล้ว
เยี่ยเฟิงไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแต่ปรายตามามองร่างของชายชราด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับมองดูซากศพ ไอกระบี่เยือกแข็งในมือเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น
"ข้าเคยเตือนพวกท่านแล้ว..." เยี่ยเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับดังก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคน "ว่าเส้นทางที่พวกท่านเลือกเดิน... มีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่"
ทว่า ในวินาทีที่เยี่ยเฟิงกำลังจะชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อปลิดชีพไป๋ไห่ ท้องน้ายามราตรีเบื้องบนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับหยาดโลหิต เมฆหมอกม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง เสียงคำรามกึกก้องจากห้วงมิติที่สูงลิ่วดังกดทับลงมาจนแก้วหแทบแตก
ท้องฟ้าฉีกขาดออกเป็นทางยาว เผยให้เห็นดวงตาสีทองขนาดยักษ์คู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองลงมาจากสรวงสวรรค์ พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่ทำให้แม้แต่มู่หรงเซียนยังต้องกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
"นั่นมัน...!" มู่หรงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดขาวในพริบตา "ทัณฑ์สวรรค์... ไม่สิ มิติระดับสูงกำลังเปิดออก!"
และก่อนที่เยี่ยเฟิงจะได้หันกลับไปมอง เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สะท้านไปทั่วทั้งยุทธภพ—"ในที่สุด... ข้าก็ตามหาเจ้าพบแล้ว ราชันกระบี่ไร้พ่าย"
— ชิงเสวี่ยเหมันต์ —
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 10
การทรยศของผู้อาวุโส
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!