ความกดดันระดับนั้น... มันไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์สายในขั้นหลอมรวมลมปราณทั่วไปจะพึงมีได้
ไอสังหารสีครามที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างผอมบางของเยี่ยเฟิง หนาวเหน็บจนแม้แต่น้ำค้างแข็งบนยอดเขาเทียนเจี้ยนยังต้องยอมสยบ ประกายไฟจากนัยน์ตาของเขามิใช่ความโกรธเกรี้ยวสามัญ หากแต่มันคือความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัว—ความว่างเปล่าของผู้ที่เคยเหยียบย่ำอยู่บนจุดสูงสุดของวัฏสงสาร ผู้ซึ่งมองเห็นความเป็นความตายของสรรพชีวิตเป็นเพียงธุลีดิน
มู่หรงเซียนชะงักงาบ กระบี่เยือกแข็งในมือของนางพลաբสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงโดยไร้การควบคุม นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่บรรลุเคล็ดวิชา "กระบี่เหมันต์ไร้ลักษณ์" ที่อาวุธประจำกายของนางส่งเสียงร้องเตือนภัยด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งมีชีวิตอื่น
"เจ้า..." ริมฝีปากบางเฉียบของนางเม้มเข้าหากันจนซีดเซียว ดวงตาคู่งามที่เคยฉายแววดูแคลนและเย็นชา บัดนี้เต็มไปด้วยความสั่นไหวและระแวดระวัง
เยี่ยเฟิงไม่ตอบคำ เขายังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาสร้างรอยเท้าลึกบนพื้นหินแกรนิตราวกับมีภูเขาน้ำแข็งทั้งลูกกดทับลงมา แรงกดดันทางจิตวิญญาณระดับนี้ทำให้เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่รายล้อมอยู่รอบลานประลองต่างทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นกระบี่ บางคนถึงกับกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต
*ตึง!*
เสียงคลื่นกระแทกของพลังปราณระเบิดออกเป็นวงกว้าง มู่หรงเซียนต้องยกกระบี่ขึ้นตั้งรับโดยสัญชาตญาณ ปราณกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ของนางปะทะเข้ากับไอสีครามของเยี่ยเฟิง เกิดเป็นประกายไฟสว่างวาบราวกับดวงดาวระเบิดกลางวันแสกๆ แรงปะทะนี้ทำให้นางต้องถอยหลังไปสามก้าวเต็มๆ เท้าเรียวฝังลึกจมลงไปในแผ่นหิน
หัวใจของมู่หรงเซียนเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง นางเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบร้อยปีของสำนักกระบี่สวรรค์ ครอบครองรากวิญญาณน้ำแข็งบริสุทธิ์และฝึกฝนเคล็ดวิชาขั้นสูงมาตลอดชีวิต เหตุใด... เหตุใดเด็กหนุ่มที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็น "ขยะไร้รากวิญญาณ" ถึงสามารถกดดันนางจนมุมได้ด้วยการปลดปล่อยลมปราณเพียงชั่วพริบตา?
*หรือว่าข่าวลือเรื่องที่เขากลายเป็นคนไร้ค่าจะเป็นเรื่องโกหกตั้งแต่ต้น? หรือว่า... เขากำลังซ่อนเร้นบางสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเอาไว้ใต้เงานั้น?*
ความสงสัย ความหวาดระแวง และความรู้สึกทิฐิที่ถูกท้าทายตีรวนขึ้นมาในอกของหญิงสาวจนปั่นป่วน นางจ้องมองใบหน้าที่เรียบเฉยราวน้ำแข็งสลักของเยี่ยเฟิง พยายามค้นหาพิรุธหรือร่องรอยของการใช้มารยาใดๆ แต่ทว่า... นัยน์ตาคู่นั้นกลับลึกล้ำดุจห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ยิ่งมองลึกลงไป นางก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงมดปลวกตัวจิ๋วที่กำลังแหงนมองเงาของมังกรยักษ์บนฟ้า
"เยี่ยเฟิง..." เสียงของมู่หรงเซียนขาดห้วงเล็กน้อย นางพยายามรวบรวมลมปราณเพื่อกดข่มความตื่นตระหนก "เจ้าใช้วิชาอันใดกันแน่? ปราณมารนอกรีตเช่นนี้... สำนักของเราไม่อาจยอมรับได้!"
คำว่า "ปราณมาร" ถูกพ่นออกมาเพื่อหาความชอบธรรมให้แก่ความหวาดกลัวในใจของนางเอง มู่หรงเซียนย่อมไม่ยอมรับเด็ดขาดว่า นางกำลังพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มที่นางเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมาตลอดหลายปี
เยี่ยเฟิงหยุดเดิน ห่างจากนางเพียงแค่เอื้อมมือ มุมปากของเขาหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน—รอยยิ้มที่ทำให้มู่หรงเซียนรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างฉาดใหญ่กลางฝูงชน
"ปราณมารงั้นหรือ?" น้ำเสียงของเยี่ยเฟิงราบเรียบ เยือกเย็น และก้องกังวานราวน้ำแข็งกระทบกัน "มู่หรงเซียน ศิษย์พี่หญิงผู้สูงส่ง... เจ้าใช้สายตาอันคับแคบของตนเองมองดูโลกหล้ามานานเกินไปแล้ว สิ่งที่เจ้าเรียกว่า 'วิชามาร' สำหรับข้าแล้ว มันเป็นเพียงเศษฝุ่นผงที่ข้าขี้เกียจจะปัดทิ้งด้วยซ้ำ"
"สามห่าว!" มู่หรงเซียนตวาดลั่น ความโกรธเข้าครอบงำความกลัวชั่วขณะ นางสะบัดกระบี่ในมือ คลื่นพายุหิมะสีขาวโพลนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เปลี่ยนบรรยากาศรอบกายให้กลายเป็นแดนสนธยาแห่งความหนาวเหน็บ "ในเมื่อเจ้าดื้อรั้นไม่ยอมคุกเข่า วันนี้ข้าในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ จะสั่งสอนบทเรียนที่เจ้าไม่มีวันลืมให้เอง!"
*วิ้งงงง—!*
เสียงกระบี่กรีดร้องก้องกังวาน ร่างระหงของนางพุ่งทะยานขึ้นไปในอากาศราวกับเทพธิดาน้ำแข็งลงมาจุติ ปราณกระบี่นับพันสายควบแน่นกลายเป็นดอกบัวเหมันต์ยักษ์ที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกสลาย นี่คือกระบวนท่าไม้ตาย "บุปผาน้ำแข็งโปรยปราย" ที่แม้แต่ผู้อาวุโสขั้นก่อเกิดแก่นแท้ก็ยังต้องระวังตัว
ทว่า... เยี่ยเฟิงไม่แม้แต่จะขยับตัวหลบ เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองดอกบัวเหมันต์ที่กำลังร่วงหล่นลงมาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่ของมู่หรงเซียนจวนจะถึงตัว นิ้วเรียวยาวของเยี่ยเฟิงก็ยกขึ้นวาดกลางอากาศเบาๆ
*เปรี้ยง!*
เกิดเสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูหนาว คลื่นกระแทกอันรุนแรงพัดพาเอาฝุ่นควันและเกล็ดน้ำแข็งกระจายออกไปรอบทิศทางจนมองไม่เห็นร่างของทั้งสองคน ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมชั่วขณะ ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอคอยผลลัพธ์ของการปะทะครั้งนี้
ควันสีขาวค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นภาพที่ทำให้หัวใจของทุกคนในที่นั้นหยุดเต้น...
มู่หรงเซียนคุกเข่าลงข้างหนึ่งบนพื้น กระบี่ในมือหักสะบั้นเป็นสองท่อน ปลายกระบี่จ่ออยู่กับพื้นดิน ห่างจากคอของนางเพียงไม่ถึงนิ้ว ขณะที่ปลายนิ้วของเยี่ยเฟิงกำลังแตะเบาๆ อยู่ที่กลางหว่างหนีบของนาง—จุดชีพจรที่กุมลมปราณทั้งหมดเอาไว้ หากเขาออกแรงเพียงนิดเดียว ชีวิตของอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ก็จะดับสูญในพริบตา
เม็ดเหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มกรอบหน้าของมู่หรงเซียน ร่างกายของนางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัวตาย... แต่เป็นเพราะความตกตะลึงจนไร้ซึ่งคำพูด นางพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้อย่างราบคาบโดยที่คู่ต่อสู้ยังไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ!
ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด เยี่ยเฟิงโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่เยือกเย็นจนบาดลึกถึงวิญญาณ
"จำไว้... อย่าได้ใช้ความโง่เขลาของเจ้า มาท้าทายขอบเขตของฟ้าดินอีก"
พูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อเตรียมจะเดินจากไป ทว่าจู่ๆ ท้องฟ้าเบื้องบนก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์ฟาดผ่าลงมาตรงหน้าประตูสำนักอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
พร้อมกันนั้น ร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาขาดวิ่นผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฟ้า ดวงตาของเขาหรี่ลงมองเยี่ยเฟิงด้วยรังสีอำมหิตที่รุนแรงยิ่งกว่ามู่หรงเซียนร้อยเท่า และเอמהะขึ้นด้วยเสียงอันก้องกังวาน
"เด็กน้อย... เจ้าบังAนนักที่กล้าล,บหลู่กฎเหล็กแห่งสำนักสวรรค์!"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงกระบี่เซียนด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 5
การดูแคลนที่กลายเป็นความประหลาดใจ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!