“เจ้าใช้สิ่งใดฉุดรั้งมวลปราณที่ควรจะรั่วไหลออกไปให้คงค้างอยู่ในจุดชีพจรที่ตีบตันเช่นนี้?”
น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูดังขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย กลิ่นอายหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ที่ไม่มีวันร่วงโรยลอยฟุ้งแทรกผ่านความอับชื้นภายในหอพักศิษย์สายนอกที่ทรุดโทรม เยี่ยเฟิงไม่ได้หันไปมองร่างที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง เขายังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด สองมือประสานทำท่ามุทราแปลกประหลาดที่มิอาจพบเห็นได้ในตำราพื้นฐานของสำนักกระบี่เมฆา
เยี่ยเฟิงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ไอสีขาวขุ่นพุ่งออกจากปลายจมูกดุจมังกรจำศีล ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขามิใช่แววตาของศิษย์สวะที่เคยได้รับความเวทนาจากผู้คน แต่มันคือดวงตาที่ผ่านกาลเวลามานับหมื่นปี ทะลุปรุโปร่งถึงสัจธรรมอันดำมืดของโลกใบนี้
“ศิษย์พี่หญิงมู่หรง... กฎของสำนักระบุไว้ชัดเจนว่าหอพักศิษย์สายนอกเป็นเขตหวงห้ามสำหรับศิษย์ชั้นใน การที่ท่านย่างกรายเข้ามาเช่นนี้ ไม่เกรงว่าจะเสียชื่อเสียง ‘นางเซียนผู้สูงศักดิ์’ ของท่านหรอกหรือคะ?” เยี่ยเฟิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย มิได้มีความยำเกรงเจือปนแม้แต่น้อย
มู่หรงเซียน ในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆาด้วยด้ายเงินละเอียด นางยืนเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของห้อง สองมือไขว้หลัง ใบหน้างดงามดุจรูปสลักจากหยกชั้นเลิศนั้นราบเรียบดุจผิวน้ำที่ไร้ลมพัดพา ทว่านัยน์ตาคู่สวยกลับจ้องมองเยี่ยเฟิงราวกับจะคว้านลึกเข้าไปถึงวิญญาณภายใน
“ชื่อเสียงหรือ? สำหรับข้า... ความจริงเพียงหนึ่งประการนั้นสำคัญยิ่งกว่าสรรเสริญจากผู้คนนับหมื่น” มู่หรงเซียนก้าวเท้าเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ไอเย็นจากพลังปราณระดับก่อกำเนิดขั้นปลายของนางกดทับลงมาจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว “เมื่อครู่เกิดปรากฏการณ์ดาราคล้อยเคลื่อนที่หอพักศิษย์สายนอก ปราณฟ้าดินโดยรอบถูกดึงดูดเข้าสู่จุดศูนย์กลางอย่างบ้าคลั่ง... เยี่ยเฟิง เจ้าบอกข้ามาเถิด ว่าเจ้าแอบฝึกวิชาต้องห้ามใดอยู่กันแน่?”
เยี่ยเฟิงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึกของนางเซียนผู้นี้ เขาลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เคยผอมโซบัดนี้กลับดูสง่างามขึ้นอย่างประหลาด ท่ามกลางความกดดันของมู่หรงเซียน เขากลับยืนหยัดได้ราวกับต้นไผ่ที่ไร้ความสะทกสะท้านต่อพายุ
“วิชาต้องห้าม? ศิษย์พี่เข้าใจผิดแล้ว” เยี่ยเฟิงก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบทำให้กลิ่นกายของคนทั้งสองสัมผัสกันได้ “ข้าเพียงแค่พยายามทำในสิ่งที่ศิษย์พี่ที่เคารพรักเคยบอกข้าไว้... การฝึกฝนด้วยความเพียรพยายามอย่างไร้ที่สิ้นสุด ถึงแม้ฟ้าดินจะลิขิตให้ข้าเป็นเพียงเศษฝุ่น แต่ข้า... ก็เลือกที่จะเป็นเศษฝุ่นที่เผาผลาญสวรรค์ให้เป็นจุล”
มู่หรงเซียนชะงักไปชั่วครู่ แววตาของนางไหววูบเพียงชั่วพริบตา ทว่าความหยิ่งทะนงในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักกระบี่เมฆากลับทำให้มือเรียวบางขยับไปแตะที่ด้ามกระบี่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ
“เจ้าเปลี่ยนไปมาก เยี่ยเฟิง... ราวกับคนละคน” นางเค้นเสียงลอดไรฟัน “หากเจ้ายังไม่ยอมเผยความลับ ข้าคงต้องใช้วิธี ‘ตรวจสอบปราณ’ ตามกฎของสำนัก เพื่อป้องกันไม่ให้สำนักของเราต้องแปดเปื้อนด้วยพลังวิปริต”
นางไม่ได้รอคำตอบ ฝ่ามือหยกขาวพุ่งตรงเข้าหาหน้าอกของเยี่ยเฟิงด้วยท่วงท่า ‘กระบี่จ่อฟ้า’ ฝ่ามือนี้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ แฝงด้วยกระแสปราณที่คมกริบดุจคมกระบี่จริง ทว่าเยี่ยเฟิงกลับไม่ได้ถอยหนี เขากลับหมุนตัวหลบด้วยวิถีที่เรียบง่ายจนน่าตกใจ ฝ่ามือของเขาสัมผัสที่ข้อมือของมู่หรงเซียนเพียงแผ่วเบา แต่กลับส่งผลให้กระแสปราณของนางที่รวบรวมมาแตกกระจายออกราวกับแก้วที่ถูกทุบ
มู่หรงเซียนเบิกตากว้าง ความรู้สึกปั่นป่วนแล่นพล่านไปทั่วเส้นชีพจร นี่ไม่ใช่พลังของศิษย์สายนอก! พลังที่เขาส่งผ่านมามันเหนือล้ำไปกว่าวิชาขั้นสูงที่นางเคยร่ำเรียนมาเสียอีก!
“ท่านมาเพื่อตรวจสอบปราณข้า... หรือท่านมาเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ท่านเคยเหยียบย่ำไว้ใต้ฝ่าเท้า บัดนี้มันกำลังเติบโตจนท่านอาจจะเอื้อมไม่ถึงแล้วกันแน่คะ?” เยี่ยเฟิงกระซิบข้างหูนาง น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความทะนงตนทำให้หัวใจของนางเซียนที่ควรจะเย็นชากลับสั่นคลอนอย่างรุนแรง
ทว่าในจังหวะที่มู่หรงเซียนกำลังจะสะบัดมือออก ประตูกระดาษหน้าห้องพักก็ถูกแรงลมมหาศาลกระแทกจนพังทลายลง พร้อมกับร่างเงาสามร่างที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง แต่ละร่างแผ่รังสีสังหารที่รุนแรงจนทำลายข้าวของภายในห้องจนแหลกละเอียด
ศิษย์พี่ใหญ่แห่งหอคอยร้อยอักขระ... และองครักษ์เงาทั้งสองของเขา!
“มู่หรงเซียน! เจ้ามาทำอะไรในที่อัปมงคลเช่นนี้?” เสียงคำรามดังก้อง เยี่ยเฟิงเหลือบมองผู้มาเยือนใหม่ด้วยแววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง ก่อนจะหันกลับไปสบตากับมู่หรงเซียนที่ยังคงตกตะลึง
“ดูเหมือนศิษย์พี่จะต้องตัดสินใจแล้วนะคะ ว่าจะยืนอยู่ข้างคนผิด หรือจะยืนดูคนอย่างข้า... ถูกสังหารต่อหน้าต่อตาท่าน”
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ เยี่ยเฟิงขยับมือช้าๆ รัศมีรอบกายเริ่มเปลี่ยนจากความนิ่งเงียบเป็นพายุหมุนของปราณที่บ้าคลั่ง มู่หรงเซียนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินที่ดูเหมือนจะตอบรับต่อการปรากฏตัวของพลังลึกลับนี้ นางมองไปที่เยี่ยเฟิง แล้วมองไปยังเหล่าผู้มาเยือนที่หมายจะปลิดชีพเขา
ทันใดนั้นเอง ประกายไฟจากนัยน์ตาของเยี่ยเฟิงก็เปลี่ยนเป็นสีครามเข้มดุจท้องฟ้ายามวิกาล เขาขยับตัวเพียงเล็กน้อย เสียงกระบี่ในฝักที่สั่นระริกราวกับมีชีวิตก็ดังขึ้นพร้อมกับการปลดปล่อยปราณสังหารที่เหนือล้ำกว่าผู้ใดในที่นี้!
ฝากติดตามตอนต่อไปนะคะ หวังว่าความเข้มข้นในค่ำคืนนี้จะทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นไปกับชะตาชีวิตของเยี่ยเฟิงนะคะ ขอบคุณค่ะ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 4
นางเซียนผู้สูงศักดิ์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!