เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 3

หมัดเดียวสะท้านสำนักนอก

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"เสียงกระดูกหักเช่นนี้... ฟังดูไพเราะกว่าเสียงระฆังสำนักเป็นไหนๆ ว่าไหมลานกว้างสำนักนอก?" น้ำเสียงราบเรียบเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปีดังขึ้น ทำลายความเงียบงันของลานฝึกยุทธที่เต็มไปด้วยฝุ่นตลบอบอวล ร่างของศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักนอก ‘จ้าวหู’ บัดนี้กำลังนอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอยู่แทบเท้าของบุรุษผู้หนึ่ง แผ่นหลังที่เคยผึ่งผายและใช้ข่มเหงผู้คนบัดนี้บิดเบี้ยวผิดรูป ราวกับถูกภูเขาขนาดยักษ์กดทับลงมาในพริบตาเดียว ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ บรรดาศิษย์สำนักนอกนับร้อยชีวิตต่างอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจ ไม่มีใครกล้าส่งเสียง แม้แต่ลมหายใจยังต้องผ่อนเข้าออกอย่างแผ่วเบาที่สุด ภาพที่เห็นตรงหน้ามันเหนือสามัญสำนึกเกินไปแล้ว จ้าวหูผู้มีพลังปราณรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด ผู้ซึ่งใช้หมัดเหล็กสลายศิลาจนแตกละเอียดได้ กลับถูกโค่นลงด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว... โดย ‘เยี่ยเฟิง’ ผู้ที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นขยะไร้ค่าของสำนัก! เยี่ยเฟิงยืนตระหง่านอย่างสง่างาม อาภรณ์สีเทาเก่าคร่ำคร่าไม่ได้ทำให้รัศมีรอบตัวเขาลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ปลายเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนไหล่ขวาของจ้าวหูอย่างไม่แยแส แรงกดดันจากจิตสังหารอันคมกริบดุจกระบี่เยือกแข็งแผ่ซ่านออกมาจากร่างเพรียวบางนั้น จนทำให้ผู้ฝึกยุทธรอบข้างรู้สึกราวกับผิวหนังถูกกรีดด้วยใบมีดน้ำแข็ง "เจ้า... สวะ... แก..." จ้าวหูกัดฟันกรอด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังและความอับ-อายขายหน้าอย่างถึงที่สุด เขาเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เหตุใดจึงพ่ายแพ้ให้กับไอ้สวะที่มันควรจะก้มหัวให้เขาตลอดไปเช่นนี้! "ข้า... ข้าจะฟ้องผู้อาวุโส! แกบังอาจทำร้ายเพื่อนร่วมสำนัก มีโทษถึงตาย!" "เพื่อนร่วมสำนักงั้นหรือ?" มุมปากของเยี่ยเฟิงยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ชวนให้ผู้พบเห็นขนลุกชัน "ยามที่พวกเจ้าสุนัขเช่นพวกเจ้ารุมทำร้าย รุมแย่งชิงโอสถบำเพ็ญเพียร และเหยียบย่ำศักดิ์ศรีข้าจนจมดิน เหตุใดจึงไม่เคยเอ่ยคำว่า 'เพื่อนร่วมสำนัก' ออกมาบ้างเล่า?" สิ้นคำพูดนั้น เยี่ยเฟิงก็เพิ่มแรงกดที่ฝ่าเท้าลงไปอีกนิด *กรอบ!* เสียงกระดูกไหปลาร้าแตกละเอียดดังลั่นสะท้านโสตประสาท จ้าวหูส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานปานจะขาดใจ ความเย่อหยิ่งทระนงตนทั้งหมดถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี ร่างกายที่สั่นเทาพยายามดิ้นรน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจขยับเขยื้อนหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้เลย บรรดาศิษย์รอบข้างต่างพากันถอยกรูดโดยอัตโนมัติ สายตาทีมองมาที่เยี่ยเฟิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความดูแคลนกลายเป็นความหวาดกลัวสุดขีด พวกเขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า... วันเวลาของสำนักนอกได้เปลี่ยนไปแล้ว ในห้วงเวลานั้นเอง ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปกคลุมทั่วลานฝึก สายลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามา พร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาลที่กดทับลงมาจากฟากฟ้า ราวกับมีมหาเทพผู้สูงส่งกำลังก้าวลงมาจากสรวงสวรรค์ เงาร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะบริสุทธิ์ ปักลวดลายกระบี่สวรรค์ด้วยด้ายเงินสะท้อนประกายระยิบระยับ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้างดงามล่มเมืองแต่เย็นชาไร้ความรู้สึกราวกับรูปสลักหยกหิมะ ดวงคู่คมกริบดุจกระบี่วิเศษกวาดตามองเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยความเรียบเฉย ‘มู่หรงเซียน’ ศิษย์พี่หญิงผู้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักใน และเป็นดั่งเทพธิดาผู้สูงส่งที่เหล่าศิษย์ชายต่างหมายปอง นางมาปรากฏตัวที่นี่แล้ว! "เกิดอะไรขึ้นที่นี่?" น้ำเสียงไพเราะดังกังวานใสราวดนตรีสวรรค์ แต่กลับเย็นชาเสียจนทำให้บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบ ทุกผู้คนต่างรีบก้มศีรษะลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่จ้าวหูที่กำลังนอนจมกองเลือดอยู่ก็ยังพยายามเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดระแวงปนความหวัง "ศิษย์พี่หญิงมู่หรง! ช่วยข้าด้วย!" จ้าวหูตะโกนสุดเสียง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด "เยี่ยเฟิง... มันเสียสติไปแล้ว! มันใช้วิชามารทำร้ายศิษย์พี่น้องในสำนักอย่างไร้เหตุผล แถมยังเหยียบย่ำกฎสำนักอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ขอศิษย์พี่หญิงโปรดลงทัณฑ์มันด้วย!" มู่หรงเซียนมิได้ชายตาแลจ้าวหูแม้แต่น้อย สายตาคู่สวยของนางหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของเยี่ยเฟิงที่ยังคงยืนเหยียบย่างอย่างสง่างาม นางจ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะหยั่งถึง เมื่อสามวันก่อน นางจำได้แม่นยำว่าเยี่ยเฟิงเป็นเพียงแค่เศษสวะผู้มีจุดตันเถียนร้าวราน ไร้ซึ่งอนาคตในวิถีเซียน เป็นเพียงคนที่นางเคยเอ่ยปากปฏิเสธคำสารภาพรักด้วยความเวทนาและเย็นชา แต่วินาทีนี้... พลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับบริสุทธิ์ หนักแน่น และล้ำลึกยิ่งกว่าศิษย์สำนักในหลายคนเสียอีก เขาทะลวงขอบเขตพลังขึ้นมาได้อย่างไรในเวลาอันสั้นเพียงนี้? หรือว่าความลับบางอย่างในห้วงมิติที่เขาตกลงไปเมื่อครั้งก่อน ได้เปลี่ยนชะตากรรมของเขาไปตลอดกาลแล้ว? "เยี่ยเฟิง..." มู่หรงเซียนเอ่ยชื่อเขาแผ่วเบา น้ำเสียงซ่อนความประหลาดใจไว้ภายใต้ความเย็นชา "เจ้ากล้าหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ? การใช้กำลังรังแกศิษย์พี่น้องในสำนัก ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ควรทำ" เยี่ยเฟิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาดำขลับคู่นั้นไม่มีความเกรงกลัว ไม่มีความหลงใหลคลั่งไคล้เช่นในอดีต มีเพียงความว่างเปล่าที่ล้ำลึกดุจห้วงมหาสมุทร และประกายแสงคมกริบที่พร้อมจะท้าทายแม้กระทั่งสวรรค์ "ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ควรทำเช่นไร ข้าไม่จำเป็นต้องให้ศิษย์พี่หญิงมู่หรงมาสั่งสอนหรอกกระมัง?" เยี่ยเฟิงยิ้มเยาะ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงพลังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ "ยามที่พวกมันรังแกข้า เหตุใดท่านจึงไม่เคยเอ่ยปากเรื่องกฎสำนัก? ยามที่ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด เหตุใดสายตาของท่านจึงมีแต่ความสมเพชเวทนา?" หัวใจของมู่หรงเซียนกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ คำพูดเหล่านั้นราวกับคมกระบี่ที่กรีดแทงลงกลางใจนางโดยตรง ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่แววตาคู่นั้นไม่ได้มีเงาร่างของนางสะท้อนอยู่ภายในอีกต่อไป? "เจ้า... เปลี่ยนไปมาก..." นางพึมพำเบาๆ มือเรียวบางที่ถือกระบี่วิเศษเผลอกำชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว "คนเราย่อมต้องเติบโต... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ตระหนักว่าบนเส้นทางเซียนนี้ มีเพียงพลังในกำมือเท่านั้นที่เชื่อถือได้" เยี่ยเฟิงกล่าวพร้อมกับสะบัดมือเบาๆ ส่งร่างของจ้าวหูกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกกับผนังหินสำนักอย่างรุนแรง จนจ้าวหูสลบเหมือดไปในทันที ความเย่อหยิ่งอันไร้ขีดจำกัดนี้ทำเอาทุกคนในที่นั้นแทบหยุดหายใจ มู่หรงเซียนขมวดคิ้วมุ่น นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้เยี่ยเฟิงอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายหิมะบริสุทธิ์จากร่างนางปะทะเข้ากับกลิ่นอายกระบี่เยือกแข็งของเขา จนเกิดประกายไฟปราณแปลบปลาบในอากาศ "เยี่ยเฟิง... เจ้าคิดว่าเจ้าเก่งกล้าสามารถถึงเพียงนี้แล้วงั้นหรือ? ในการประลองคัดเลือกศิษย์สำนักในอีกสามวันข้างหน้า ต่อให้เจ้าทะลวงปราณมาได้ แต่วิชายุทธ์และกระบวนท่าของสำนักใน... เจ้าไม่มีทางรับมือได้หรอก" มู่หรงเซียนเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับต้องการทะลวงผ่านกำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นมา "วิชายุทธ์สำนักในงั้นหรือ?" เยี่ยเฟิงก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างรวดเร็วจนมนุษย์ปุถุชนมองแทบไม่ทัน ปลายจมูกของทั้งสองห่างกันเพียงไม่กี่คืบ จนมู่หรงเซียนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะเข้าที่ผิวแก้ม ร่างกายของนางแข็งทื่อไปชั่วขณะด้วยความตกใจ ไม่เคยมีใครกล้าอาจหาญเข้าใกล้เทพธิดาแห่งสำนักในเช่นนี้มาก่อน เยี่ยเฟิงโน้มตัวกระซิบข้างใบหูขาวสะอาดของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงทำให้วิญญาณของนางสั่นสะท้าน "ข้าไม่ต้องใช้วิชายุทธ์ของสำนักในหรอก... เพราะเพียงแค่ 'กระบวนท่าเดียว' ของข้าในวันนั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้คนทั้งสำนัก... ต้องคุกเข่าหมอบกราบอยู่แทบเท้าข้าแล้ว!" สิ้นเสียงกระซิบอันทรงพลัง เยี่ยเฟิงก็สะบัดชายแขนเสื้อเดินผ่านร่างของมู่หรงเซียนไปอย่างไม่ลังเล ทิ้งให้นางยืนนิ่งค้างอยู่กลางลมหนาว หัวใจที่เคยเยือกชาดั่งน้ำแข็งมาตลอดชีวิต กลับเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งจนควบคุมไม่อยู่ และในวินาทีนั้นเอง... ท้องนภายามบ่ายที่เคยแจ่มใสอยู่ดีๆ ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬหนาทึบก่อตัวขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องสะท้านฟ้าดิน สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์สายหนึ่งผ่าลงมากลางลานฝึกสำนักอย่างแม่นยำ พร้อมกับร่างเงาลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทที่ปรากฏกายขึ้นบนยอดเขาห้าม... พร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าผู้ใดในยุทธภพ! --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนบทนี้ไปพร้อมกับข้า ชิงเสวี่ยเหมันต์ นะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%