เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 15

พบกับมู่หรงเซียนอีกครั้ง

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
กลิ่นอายอับชื้นของหยาดโลหิตและกลิ่นอายกระบี่ที่ยังคงค้างเติ่งอยู่ในบรรยากาศรอบลานประลองยังไม่ทันจางหาย ความกดดันระดับ "ขอบเขตแก่นแท้สวรรค์" ก็โถมกระหน่ำลงมาดั่งภูเขาผาหิมะถล่มทลาย จนเหล่าศิษย์สายในที่ยืนอยู่รอบบริเวณต่างต้องทรุดเข่าลงกระอักเลือดสดๆ ออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เยี่ยเฟิงหรี่นัยน์ตาคมกริบดั่งกระบี่โบราณลงเล็กน้อย ร่างกายของเขายังคงตั้งตรงมั่นคงดั่งหลักศิลา แม้แรงกดดันระดับนี้จะเพียงพอทำให้กระดูกของจอมยุทธ์ทั่วไปแหลกสลายเป็นผุยผง แต่สำหรับอดีตมหาเทพผู้ผ่านมหาสงครามล้างผลาญสวรรค์มาแล้ว แรงกดดันนี้เป็นเพียงสายลมเย็นที่พัดผ่านร่างเท่านั้น เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทค่อยๆ เอื้อมมือเรียวดุจหยกสลักขึ้นปลดผ้าคลุมหน้าออกอย่างช้าๆ เส้นผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลยาวสลวยคลอเคลียไหล่ระหง ผิวพรรณขาวผ่องดั่งหิมะพันปี ริมฝีปากบางเฉียบที่มักจะเม้มเข้าหากันอย่างดื้อรั้น และดวงตากลมโตคู่สวยที่ฉายแววเย่อหยิ่งเย็นชาแต่กลับซ่อนความสั่นไหวระลอกหนึ่งไว้ภายใน... "มู่หรงเซียน?" เสียงทุ้มต่ำหลุดออกจากลำคอของเยี่ยเฟิงด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก ศิษย์พี่หญิงผู้สูงศักดิ์และเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีแห่งยอดเขาเซียนกระบี่ เหตุใดจึงมายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ในสภาพที่ปลอมตัวเป็นผู้ทรงพลังระดับแก่นแท้สวรรค์เพื่อกดดันคนทั้งสำนักเช่นนี้? มู่หรงเซียนกวาดสายตาคมปลาบมองเยี่ยเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ความตื่นตระหนกที่ฉายชัดในแววตาของนางถูกเก็บซ่อนไว้อย่างรวดเร็วยิ่ง นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นพลังปราณมหาศาลที่แผ่ออกมาก่อนหน้านี้ให้สงบลง "เจ้า... เติบโตขึ้นมากจริงๆ เยี่ยเฟิง" น้ำเสียงของนางยังคงความราบเรียบทว่าสั่นเครือเล็กน้อยยามที่เอ่ยวาจa "ข้าเพียงต้องการมาดูให้เห็นกับตาว่า ข่าวลือเรื่องที่เจ้าสามารถทะลวงผ่านขอบเขตและตบหน้าผู้อาวุโสด้วยกระบวนท่าเดียว เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงเรื่องเหลวไหล" เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาเยือกเย็นคู่นั้นทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง "หึ... ศิษย์พี่หญิงถึงกับลงทุนใช้ค่ายกลอำพรางและเคล็ดวิชาตบะเทียมเพื่อกดขี่ผู้คน เพียงเพื่อมาพิสูจน์ฝีมือกับข้าผู้เป็นศิษย์น้องสวะคนนี้อย่างนั้นหรือ? เกรงว่าท่านจะว่างเกินไปกระมัง" คำพูดเย้ยหยันแกมหยอกล้อนั้นทำให้พวงแก้มขาวเนียนของมู่หรงเซียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความขัดเคือง นางขบฟันแน่นจนเกิดเสียงกรอด นางคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งที่ผู้คนต่างก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง เหตุใดเวลาอยู่ต่อหน้าบุรุษผู้นี้ นางจึงมักจะสูญเสียความเยือกเย็นแล้วกลายเป็นหญิงสาวผู้พ่ายแพ้ต่ออารมณ์อยู่ร่ำไป? "ถ้าเช่นนั้น... เจ้ากล้ารับคำท้าประลองกระชับมิตรจากข้าสักครั้งหรือไม่!" มู่หรงเซียนสะบัดมือขวาเบาๆ กระบี่วิเศษประจำกาย "เหมันต์วารี" ก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับไอความเย็นยะเยือกที่แผ่กระจายออกไปรอบทิศทางจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้น "หากเจ้าชนะข้าได้ ความลับเรื่องที่เจ้าซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้ ข้าจะปิดปากให้สนิท แต่ถ้าเจ้าแพ้..." "ถ้าข้าแพ้... จะให้ข้าทำสิ่งใดเล่า?" เยี่ยเฟิงก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวนางทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว รัศมีกดดันจากร่างของนางที่ว่าน่ากลัว กลับไม่สามารถหยุดยั้งฝ่าเท้าของเขาได้แม้แต่น้อย ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นอายหอมละมุนดั่งดอกเหมันต์บนยอดเขาสูงลอยแตะจมูกของเยี่ยเฟิง ผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตจางๆ จากการประลองเมื่อครู่ ทำให้บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ มู่หรงเซียนพลันชะงักไป หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางไม่เคยถูกบุรุษใดเข้าใกล้ในระยะประชิดเช่นนี้มากยิ่งกว่านั้น สายตาของเยี่ยเฟิงที่มองมาไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือความลุ่มหลงระคนอยู่เลย มีเพียงความล้ำลึกดั่งห้วงมหาสมุทรที่พร้อมจะกลืนกินจิตวิญญาณของนางเข้าไป "ถ้า... ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าจะต้องตกลงตามเงื่อนไขของข้า" มู่หรงเซียนเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาคมคายคู่นั้น พยายามรักษามาดความเยือกเย็นของศิษย์พี่หญิงเอาไว้ด้วยเฮือกสุดท้าย "ไปฝึก2วิชากระบี่เหมันต์สวรรค์ร่วมกับข้าที่ถ้ำลับแลหลังหุบเขา เป็นเวลาสามเดือนเต็ม!" เยี่ยเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาแต่ทรงเสน่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ตกลง... ข้ารับคำท้า แต่บอกไว้ก่อนนะศิษย์พี่หญิง ว่าวิชากระบี่ของข้าไม่เคยออมมือให้ผู้ใด แม้แต่กับสตรีที่งดงามที่สุดก็ตาม" สิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศรอบลานประลองก็พลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที ศิษย์สายในที่ยังคงหมอบอยู่ต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่พวกเขาหูฝาดไปแล้วกระมัง? ศิษย์น้องเยี่ยเฟิงกล้าท้าทายศิษย์พี่ใหญ่มู่หรงเซียนด้วยวาจาสามหาวเช่นนี้ แถมยังเป็นการประลองแบบเนื้อแนบเนื้อในพื้นที่ปิดตายอีกด้วย! มู่หรงเซียนกัดริมฝีปาก พลังปราณในร่างระเบิดออกมาอย่างรุนแรงจนอาภรณ์สีดำปลิวไสว "ดี! เช่นนั้นอย่าหาว่าข้ารังแกคนเล่า!" พริบตาเดียว แสงกระบี่สีฟ้าครามเจิดจ้าก็พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าหาเยี่ยเฟิงด้วยความเร็วราวดวงดาวตก ประกายน้ำแข็งนับพันสายถักทอเป็นตาข่ายกระบี่ที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกเป็นจุล แต่มือของเยี่ยเฟิงกลับไม่ได้กุมด้ามกระบี่เลยแม้แต่น้อย เขากลับยกมือขึ้นสองนิ้วคีบคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงไว้ได้อย่างแม่นยำราวดั่งปาฏิหาริย์! เคร้ง! เสียงโลหิตกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ไอความเย็นจากกระบี่เหมันต์วารีพยายามแช่แข็งร่างของเยี่ยเฟิง แต่ทว่าปราณแท้จริงสีทองอร่ามที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเขากลับหลอมละลายน้ำแข็งเหล่านั้นจนหมดสิ้นในพริบตาเดียว ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงลมหายใจกั้น ดวงตาสบประสานกันอย่างลึกซึ้งท่ามกลางประกายไฟจากพลังปราณที่ปะทะกัน มู่หรงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด นางไม่คาดคิดเลยว่ากระบวนท่ากระบี่ที่ทรงพลังที่สุดของนางจะถูกเขารับไว้ได้ด้วยนิ้วเพียงสองนิ้วอย่างง่ายดายเช่นนี้ แรงปะทะทำให้ร่างของนางเสียหลักล้มไปข้างหน้า และด้วยสัญชาตญาณ เยี่ยเฟิงจึงยื่นมือโอบเอวบางของนางไว้เพื่อไม่ให้ล้มลงไปกระแทกพื้น สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มแนบชิดผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่แผ่นหลังของมู่หรงเซียน ร่างกายของนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึก ใบหน้าที่เคยเย็นชาบัดนี้แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู หัวใจเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก "ศิษย์พี่หญิง... ท่านดูเหมือนจะประมาทเกินไปหน่อยนะกระมัง?" เสียงกระซิบแผ่วเบาและทุ้มนุ่มดังอยู่ข้างใบหูของนาง พร้อมกับลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอ ทำให้มู่หรงเซียนแทบจะละลายหายไปกับพื้นตรงนั้น ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความหวานล้ำและหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะอยู่นั้น ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยปลอดโปร่งกลับพลันมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆสีดำทะมอนก่อตัวขึ้นปกคลุมยอดเขาเซียนกระบี่ในพริบตา เสียงคำรามของสายฟ้าฟาดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของอสูรบรรพกาล ครืนนน—! เสาแสงสีม่วงเข้มสายหนึ่งพุ่งทะยานจากหุบเขาต้องห้ามด้านหลังสำนักขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยไร้สัญญาณเตือน แรงกดดันระดับ "ขอบเขตราชันย์สวรรค์" ที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งอาณาบริเวณจนทุกคนต้องหยุดหายใจ มู่หรงเซียนสะعدตื่นจากภวังค์ทันที นางผลักร่างของเยี่ยเฟิงออกเบาๆ ใบжตื่นตระหนกจ้องมองไปยังทิศทางของหุบเขาต้องห้าม "นั่นมัน... ค่ายกลผนึกมารพันปีที่บรรพบุรุษสร้างไว้... กำลังจะแตกสลายแล้วอย่างนั้นหรือ?!" เยี่ยเฟิงหรี่ตาลง มองทะลุผ่านความมืดมิดของเมฆหมอกบนท้องฟ้า นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแสงสีทองเรืองรองด้วยเนตรสวรรค์ และสิ่งที่เขาเห็นผ่านม่านหมอกนั้น ทำให้รอยยิ้มสบายๆ บนใบหน้าหายวับไป เหลือเพียงความดุดันและเย็นชาถึงขีดสุด "ไม่ใช่ค่ายกลแตกหักหรอก..." เยี่ยเฟิงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ พรางกระชับกระบี่ในมือแน่นขึ้น "มีตัวประหลาดจากดินแดนเบื้องบน... กำลังจะลงมาเยือนยุทธภพนี้แล้วต่างหาก" (โปรดติดตามตอนต่อไป) ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนเคียงข้างกันมาโดยตลอดนะคะ — ชิงเสวี่ยเหมันต์
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%