"เจ้ารู้ตัวหรือไม่ ว่ากำลังเหยียบย่างอยู่บนเส้นทางแห่งความตาย?"
สุ้มเสียงแหบพร่าราวกับเศษกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัดของโรงเตี๊ยมรกร้างนอกเมืองอสูรโลหิต ไอสังหารสีเทาเข้มพวยพุ่งออกจากร่างของ 'จอมยุทธ์พเนจรเหยียนเฉิน' ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ครั่นคร้ามในยุทธภพวงนอก มือกร้านโลกกุมด้ามกระบี่ขึ้นสนิม แต่วิบับแสงปราณที่แผ่ออกมากลับสั่นคลอนเสาไม้เก่าคร่ำคร่าจนร่วงกราวเป็นผง
เยี่ยเฟิง ไม่แม้แต่จะชายตามองคู่สนทนา ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวประดับลวดลายเมฆาปักดิ้นเงินนั่งนิ่งสงบอยู่เบื้องโต๊ะไม้ผุพัง นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวกำลังคีบจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ ราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงแค่รสชาติขมปร่าของน้ำจัณฑ์ตรงหน้า
"ความตาย?" เยี่ยเฟิงทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัว "ในสารบบของข้า คำนี้ถูกลบเลือนไปตั้งแต่ยุคบรรพกาลแล้ว... ส่วนเจ้า เป็นเพียงมดปลวกที่บังอาจขวางทางเดินของมหาเทพเช่นข้า ช่างน่าขันสิ้นดี"
สิ้นคำพูด ประกายตาดุดันของเยี่ยเฟิงก็ฉายวาบดุจดาราตก รัศมีปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกโดยปราศจากสัญญาณเตือน แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่านปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ จนเหยียนเฉินที่เคยทะนงตัวถึงกับใบหน้าถอดสี ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยค้อนยักษ์แห่งสวรรค์
*เปรี้ยง!*
โต๊ะไม้รอบกายแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ด้วยคลื่นพลังอันไร้รูปร่าง เหยียนเฉินกระอักเลือดคำโตออกมาทันที ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เขากรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง *‘เป็นไปได้อย่างไร! ข่าวกรองบอกว่ามันเป็นเพียงศิษย์สวะตระกูลเยี่ย เหตุใดพลังกดดันนี้จึงน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าผู้นำนิกายใหญ่บางแห่งเสียอีก!’*
มู่หรงเซียน ที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังในฐานะศิษย์พี่หญิงผู้เยือกเย็นและงดงามดั่งเซียนหิมะ ปรายตามองร่างที่กำลังสั่นเทาของเหยียนเฉินด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางจดจำภาพเด็กหนุ่มผู้เคยถูกเหยียบย่ำเมื่อหลายเดือนก่อนได้ดี ทว่าในยามนี้ เยี่ยเฟิงกลับยืนอยู่ ณ จุดที่สูงส่งจนแม้แต่นางผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งยังต้องแหงนมอง
วิถีกระบี่ของเขา... ลึกล้ำและเยือกเย็นยิ่งกว่าห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง นางสัมผัสได้ถึงหัวใจของตนเองที่เต้นผิดจังหวะยามเมื่ออยู่ใกล้เขา ความทิฐิอันสูงส่งถูกบดขยี้จนแหลละเอียด เหลือเพียงความยอมจำนนต่อความแข็งแกร่งอันไร้เทียมทานนี้
"สะ... สติตอนนี้ เจ้าคือใครกันแน่!" เหยียนเฉินเค้นเสียงคำรามด้วยความหวาดกลัว ร่างกายอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เขาพยายามฝืนดึงลมปราณเฮือกสุดท้ายมาชักกระบี่ขึ้นตั้งรับ
เยี่ยเฟิงไม่ตอบคำถามนั้น เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าสง่างามราวกับพญาอินทรีผยองเหนือเมฆา มือขวาแบออกเบาๆ กระบี่เหล็กนิลกาฬที่พกไว้ข้างกายก็สั่นระริกส่งเสียง "กริ๊ง" กังวานใสเสียดแก้วหู ก่อนจะพุ่งเข้าสู่ฝ่ามือราวกับมีจิตวิญญาณ
"ข้าคือผู้ที่จะกำหนดชะตากรรมของพวกเจ้า... และหากเจ้าต้องการลิ้มรสความตาย ข้าจะสนองให้"
ชั่วพริบตานั้น ร่างของเยี่ยเฟิงก็เลือนหายไปจากจุดเดิม ราวกับผีเสื้อกลางคืนที่บินผ่านสายหมอกยามค่ำคืน ความเร็วระดับที่แม้แต่สายตาของยอดฝีมือขั้นหลอมรวมวิญญาณก็ยังจับภาพไม่ได้!
*ฉับ!*
ประกายกระบี่สีครามเข้มตัดผ่านความมืดดุจสายฟ้าฟาด เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว เหยียนเฉินตวัดกระบี่ขึ้นบล็อกตามสัญชาตญาณดิบ ทว่าอานุภาพกระบี่ของเยี่ยเฟิงกลับหนักหน่วงดั่งภูเขาไท่ซานกดทับ กระบี่ขึ้นสนิมในมือของจอมยุทธ์พเนจรหักสะบั้นเป็นสองท่อนในพริบตา คมกระบี่เย็นเฉียบจ่ออยู่ที่ลำคอของเหยียนเฉินโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ
เม็ดเหงื่อกาฬไหลหยดลงมาจากหน้าผากของเหยียนเฉิน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม... ใกล้เสียจนเขาได้กลิ่นอายคาวเลือดของตนเอง
เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังขึ้นจากกลุ่มผู้มุงดูที่แอบซ่อนอยู่รอบโรงเตี๊ยม ข่าวลือเรื่อง "เซียนหนุ่มผู้โดดเด่นแห่งตระกูลเยี่ย" ที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ในที่สุดพวกเขาก็ได้ประจักษ์ด้วยตาตนเองแล้วว่า มันมิใช่เรื่องเหลวไหล ชื่อเสียงของเยี่ยเฟิงในฐานะยอดฝีมือผู้ไร้พ่ายเริ่มปักหลักลงลึกในจิตใจของผู้คน ณ วินาทีนี้เอง
มู่หรงเซียนทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างของเยี่ยเฟิงด้วยแววตาที่ไหวระริก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดเข้าเกาะกุมจิตใจที่เคยเหน็บหนาวของนาง
เยี่ยเฟิงเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยท่าทีเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก้มลงมองเหยียนเฉินที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ทรงพลังอำนาจ
"กลับไปบอกนายเหนือหัวของพวกเจ้า... หากยังกล้าส่งสุนัขมารบกวนการบำเพ็ญเพียรของข้าอีก ข้าจะไปเยือนสำนักของพวกมัน และลบชื่อออกไปจากแผนียุทธภพให้สิ้นซาก"
สิ้นเสียงนั้น เยี่ยเฟิงก็สะบัดชายเสื้อเตรียมก้าวเดินออกไปจากโรงเตี๊ยม โดยมีมู่หรงเซียนก้าวตามเคียงข้างอย่างจงรักและภักดี ทว่าในจังหวะที่ก้าวพ้นธรณีประตู ท้องน้ายามวิกาลที่ควรจะเงียบสงบกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิต เมฆหมอกดำทะม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องมาจากฟากฟ้า ราวกับภูตผีจากขุมนรกกำลังตื่นจากการหลับใหล
"ฮ่าๆๆ... ช่างลำพองใจนัก ไอ้เด็กน้อย เจ้าคิดว่าขอบเขตหลอมรวมวิญญาณคือจุดสูงสุดของโลกใบนี้แล้วหรือ?"
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง แรงกดดันระดับ "ขอบเขตแก่นแท้สวรรค์" แผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวผิดรูป และเมื่อเงาร่างนั้นค่อยๆ เปิดผ้าคลุมหน้าออก เยี่ยเฟิงก็ต้องหรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงฟ้าอันไร้ขีดจำกัดไปกับเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 14
ปะทะจอมยุทธ์พเนจร
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!