กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งจนแสบนาสิก ทว่าสำหรับเยี่ยเฟิงแล้ว มันกลับหอมหวานดั่งกลิ่นอายของสัจธรรมที่ถูกเคี่ยวกรองด้วยความเป็นและความตาย เบื้องหน้าของเขามีเพียงความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งของ ‘ค่ายกลหมื่นอสูร’ ค่ายกลโบราณที่สลักเสลาด้วยอักขระโลหิตสีชาดนับแสนตัว แผ่รังสีจิตสังหารกดทับจนอากาศรอบกายคล้ายกลายเป็นแผ่นเหล็กหนาทึบ
"เจ้าเด็กสารเลว... คิดจะบุกฝ่าค่ายกลนี้ด้วยตัวคนเดียว สมองของเจ้าคงถูกปราณอสูรบดขยี้จนพิการไปแล้วกระมัง!"
เสียงเย้ยหยันดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง มู่หรงเซียนยืนอยู่บนกิ่งไม้โบราณ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เปื้อนรอยเลือดและฝุ่นผงจากแรงกระแทก แม้ใบหน้าจะยังคงความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี แต่แววตาสีหมอกคู่สวยกลับฉายแววกังวลระคนตระหนกอย่างปิดไม่มิด นางย่อมรู้ดีว่าค่ายกลหมื่นอสูรนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้กำลังดิบทำลายลงได้ ผู้ที่หลงเข้าไปล้วนต้องกลายเป็นหุ่นเชิดโลหิตไร้จิตวิญญาณ
เยี่ยเฟิงไม่แม้แต่จะชายตามองกลับไป มุมปากของเขายกย่องขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทั้งงดงามและเยือกเย็นดุจยมทูตที่กำลังทอดมองเหยื่อในกำมือ
"ความโง่เขลาที่สุดของมนุษย์... คือการคิดว่ากฎเกณฑ์ที่พวกมันสร้างขึ้น เป็นสิ่งเดียวกับกฎแห่งฟ้าดิน"
น้ำเสียงของเยี่ยเฟิงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานเสียดแทงลึกลงไปในจิตใจของผู้ฟัง มือเรียวยาวดั่งหยกขาวค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่สนิมเขรอะที่เหน็บอยู่ข้างเอว ทันทีที่นิ้วสัมผัสกับเนื้อโลหะ ห้วงมิติรอบตัวก็พลันสั่นสะเทือน!
*โฮกกกกก—!*
เสียงคำรามสะท้านฟ้าดังขึ้นจากใจกลางค่ายกล หมอกโลหิตพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนาก ปรากฏร่างเงาอสูรกายโบราณนับพันตน กรงเล็บอันคมก్రిบและดวงตาสีแดงฉานต่างพุ่งเข้าตะปบใส่เยี่ยเฟิงจากทุกทิศทุกทาง รังสีฆ่าฟันแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนพื้นดินรอบกายแตกละเอียดเป็นจุล
มู่หรงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก นางเตรียมจะชักกระบี่คู่กายเพื่อพุ่งเข้าไปช่วย แม้ในใจจะรู้ดีว่าลำพังฝีมือของนางในตอนนี้ แทบไม่มีทางต้านทานพลังของค่ายกลระดับนี้ได้เลย แต่ให้นางยืนดูชายหนุ่มผู้หยิ่งยโสผู้นี้ตายต่อหน้า... นางทำไม่ได้!
ทว่า... ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วเรียจะสัมผัสโกร่งกระบี่ เยี่ยเฟิงก็ขยับตัวแล้ว
การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้รวดเร็วจนมองไม่เห็น แต่มัน ‘สงบนิ่ง’ ราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านหุบผา ท่ามกลางพายุอสูรที่บ้าคลั่ง เยี่ยเฟิงก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว... เพียงหนึ่งก้าวเท่านั้น!
*เปรี้ยง!*
คลื่นกระบี่สีครามเข้มระเบิดออกมาจากร่างของเขา ปราณกระบี่นี้บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ มันไม่ใช่ปราณที่ใช้ฆ่าฟัน แต่เป็น ‘ปราณแห่งการทำลายล้างรากฐาน’ ที่เกิดจากการผสานความทรงจำของมหาเทพและเคล็ดวิชาฝืนลิขิตสวรรค์เข้าด้วยกัน
ดวงตาของเยี่ยเฟิงเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม เขากวาดสายตามองผ่านความมืดของค่ายกล ราวกับสามารถมองทะลุจุดอ่อนและเส้นชีพจรพลังงานนับหมื่นจุดที่เชื่อมโยงอักขระโลหิตเหล่านั้นเข้าด้วยกันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"จุดตายอยู่ที่ทิศกุน... แหล่งกำเนิดพลังอยู่ที่ทิศอีสาน และหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนคือจิตโลภของพวกเจ้าเอง"
เยี่ยเฟิงพึมพำเบาๆ ก่อนจะสะบัดข้อมืออย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด!
*ฉัวะ!*
กระบี่สนิมเขรอะถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว ประกายแสงกระบี่เจิดจ้าเสียจนมู่หรงเซียนต้องยกแขนเสื้อขึ้นบังดวงตา แสงนั้นสว่างวาบราวกับดวงอาทิตย์ที่แผดเผาความมืดมิดนับหมื่นปีให้มลายหายไปในพริบตา
อึกษระโลหิตที่สลักอยู่บนพื้นศิลาส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับวิญญาณนับล้านถูกแผดเผา ค่ายกลหมื่นอสูรที่ดูราวกับไร้เทียมทานและพร้อมจะกลืนกินทุกชีวิต บัดนี้กลับหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน ร่างเงาอสูรกายทั้งหลายแข็งค้างกลางอากาศ ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีแดงแล้วจางหายไปในสายลม
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบทันที มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของมู่หรงเซียนที่ยืนตะลึงงันจนสมองว่างเปล่า
นางมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้ ค่ายกลที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตสวรรค์ขั้นสูงยังต้องทิ้งชีวิตไว้ แต่วันนี้... กลับถูกเด็กหนุ่มผู้มีขอบเขตพลังต่ำกว่านางถึงสองขั้น ทำลายลงด้วยการชักกระบี่เพียงครั้งเดียวเนี่ยนะ?
"เจ้า... เป็นตัวอะไรกันแน่..." มู่หรงเซียนพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ดวงตาส่งประกายความรู้สึกซับซ้อน ทั้งหวาดกลัว ทึ่งงัน และหลงใหลในความองอาจที่ไร้ผู้ต่อต้านนั้น
เยี่ยเฟิงเก็บกระบี่กลับเข้าฝักอย่างช้าๆ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้รอยยิ้มแห่งความชนะ เขาหันกลับมามองนาง ชั่วขณะนั้น สายตาของทั้งสองประสานกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางกลิ่นอายคาวเลือดและความพินาศรอบกาย บรรยากาศกลับอบอวลด้วยความตึงเครียดที่แปลกประหลาด
"ข้าก็คือคนที่จะพาเจ้าเดินออกไปจากที่นี่อย่างไรล่ะ... ศิษย์พี่" เยี่ยเฟิงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวทีละน้อย จนกลิ่นอายบุรุษแผ่ซ่านเข้าปะทะกับความเย็นชาของนาง
ทว่า ในวินาทีที่เยี่ยเฟิงกำลังจะยื่นมือไปแตะไหล่ของมู่หรงเซียนเพื่อนำทางต่อ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขากลับทรุดฮวบลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
หลุมอเวจีสีดำสนิทปรากฏขึ้นเบื้องล่างอย่างไร้สัญญาณเตือน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นดุจมาจากขุมนรก ที่ดังสะท้อนก้องกังวานขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง—
*“ฮ่าๆๆ... คิดว่าทำลายค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว จะรอดออกไปได้ง่ายๆ งั้นหรือ? ยินดีต้อนรับสู่ ‘สุสานแท้จริง’... ประตูแห่งความตายที่แท้จริง เพิ่งจะเปิดขึ้นเท่านั้น!”*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคมกระบี่และหยาดเลือดไปกับชิงเสวี่ยเหมันต์ในตอนนี้นะคะ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 17
ตะลุยค่ายกลหมื่นอสูร
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!