"เจ้ากำลังเหยียบย่ำเศษเสี้ยววิญญาณที่แม้แต่สวรรค์ยังไม่กล้าทำลาย... มู่หรงเซียน"
น้ำเสียงของเยี่ยเฟิงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงมรกตพันปี ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันระดับมหาเทพที่ทำให้ห้วงอากาศภายในหอคอยโบราณสั่นระริก ปราณกระบี่สีครามเข้มแผ่ซ่านออกจากปลายนิ้วของเขาโดยไม่ต้องชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ ความเย็นเยียบนี้ไม่ได้มาจากความหนาวเหน็บของฤดูกาล หากแต่เป็นความหนาวเหน็บที่กัดกินจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุตงฉินจนถึงกระดูกดำ
มู่หรงเซียนกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความเย่อหยิ่งและทิฐิอันสูงส่งที่นางยึดถือมาตลอดชีวิตในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่เมฆา บัดนี้กลับถูกบดขยี้จนแหลقสลายไม่เหลือชิ้นดีต่อหน้าบุรุษที่นางเคยเหยียดหยามว่าเป็นเพียง "ศิษย์สวะ"
ดวงตาคู่คมของนางจ้องมองแผ่นหลังที่ยืนตระหง่านเบื้องหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งหวาดกลัว ทั้งเคารพ และ... ยอมจำนนอย่างลึกซึ้ง นางพยายามรวบรวมลมปราณเพื่อทรงตัว แต่แรงกดดันจากเคล็ดวิชาของเยี่ยเฟิงกลับหนักหน่วงราวนับหมื่นภูผาทับถม
"เยี่ยเฟิง... เจ้า... แท้จริงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่?" นางเค้นเสียงถามผ่านลำคอที่แห้งผาก หยาดเหงื่อกาฬไหลรินตามกรอบหน้าอันงดงามราวกับรูปสลักน้ำแข็ง "พลังปราณระดับนี้... ต่อให้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอคอยเก้าชั้นฟ้าก็ยังเทียบเจ้าไม่ได้"
เยี่ยเฟิงไม่หันกลับมามอง นางยังคงจดจ้องอยู่เบื้องหน้า—ใจกลางหอคอยชั้นที่เจ็ด ซึ่งปรากฏภาพอักขระโบราณสีทองลอยวนเวียนอยู่กลางอากาศ อักขระเหล่านั้นมิได้ถูกจารึกขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ หากแต่ถูกถักทอขึ้นจากเศษเสี้ยวความทรงจำอันเก่าแก่ยิ่งกว่ายุคบรรพกาล
"ข้าก็คือข้า... ผู้ที่พวกเจ้าโง่เขลาเบาปัญญาเรียกว่าคนไร้ค่าอย่างไรล่ะ" เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหัวسเราะในลำคอ เย็นชาและเสียดแทง "แต่สิ่งที่น่าสนใจในเวลานี้ มิใช่ว่าข้าเป็นใคร... หากแต่เป็นเหตุผลที่ว่า เหตุใด 'เงา' ของมหาเทพผู้ร่วงหล่นเมื่อสามแสนปีก่อน ถึงได้มาสถิตอยู่ในร่างของเจ้า... มู่หรงเซียน"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในหอคอยพลันเปลี่ยนเป็นอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เปลวเพลิงสีครามที่ลุกโชนรอบผนังหอคอยดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด ทว่าทันใดนั้นเอง อักขระสีทองกลางอากาศก็เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นอย่างฉับพลัน ราวกับมันกำลังตอบสนองต่อชื่อ "มหาเทพ" ที่ถูกเอ่ยออกมา
มู่หรงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายของนางสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ความเจ็บปวดแปลบปลาุกพุ่งขึ้นจากกลางหน้าอก ราวกับมีด้ามกระบี่ที่มองไม่เห็นกำลังกรีดลึกลงไปในดวงจิตวิญญาณ ภาพความทรงจำที่นางไม่เคยรู้จัก ภาพของทุ่งสังหารสีเลือด แผ่นดินที่แตกระแหง และบุรุษผู้ถือครองกระบี่สะท้านฟ้าผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของทวยเทพ—ไหลทะลักเข้ามาในหัวของนางราวกับเขื่อนแตก
"อ๊ากกก!"
นางกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน สองมือยกขึ้นกุมศีรษะ ร่างกายทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นหินเย็นเฉียบ ปราณในร่างปั่นป่วนจนทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ด เลือดสีสดไหลรินจากมุมปากตัดกับผิวขาวซีดราวกระเบื้องเคลือบ
เยี่ยเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาที่เคยเยือกเย็นปรากฏร่องรอยความไหววูบชั่วขณะ เขาพุ่งตัวเข้าไปประคองร่างที่กำลังจะล้มลงของนางอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ฝ่ามือหนาอุ่นจัดทาบลงที่กลางหลังของนางเพื่อถ่าย
"ตั้งสติไว้!" น้ำเสียงของเขาดุดันแต่แฝงด้วยอำนาจสะกดจิต "อย่าปล่อยให้ความทรงจำนั้นกลืนกินเจ้า หากเจ้าจิตใจหลุดลอย วิญญาณของเจ้าจะถูกผนึกไว้ที่นี่ตลอดกาล!"
"ข้า... ข้าเจ็บ... เยี่ยเฟิง... ช่วยข้าด้วย..." มู่หรงเซียนซบหน้าลงกับอกเสื้อของเขา มือเรียวเล็กจิกทึ้งเสื้อผ้าบริเวณหัวใจของเขาแน่น ราวกับคนจมน้ำที่ไขว่คว้าหาท่อนไม้สุดท้าย ความเย็นชาทั้งหมดที่นางเคยมีถูกเผาผลาญจนมอดไหม้ เหลือเพียงความอ่อนแอและสัญชาตญาณดิบที่โหยหาความอบอุ่นจากเขาเพียงผู้เดียว
เยี่ยเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก เขาตระหนักดีว่าความลับเรื่องการจุติของมหาเทพ—ซึ่งก็คือตัวเขาเองในอดีตชาติ—กำลังเริ่มเชื่อมโยงกับร่างของหญิงสาวผู้นี้อย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่คาดคิด การที่มู่หรงเซียนมีเศษเสี้ยววิญญาณของมหาเทพอีกครึ่งหนึ่งหลับใหลอยู่ หมายความว่าการกลับมาของเขาในชาตินี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และมีบางสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ากำลังชักใยอยู่เบื้องหลังความตายของเขาเมื่อสามแสนปีก่อน
ทันใดนั้น ผนังหอคอยเบื้องหน้าก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษหินและอักขระเวทกระจายว่อนกลางอากาศ แรงระเบิดรุนแรงซัดจนร่างของทั้งสองกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว
เงาร่างสีดำสนิทสามร่างปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบ กลิ่นอายความชั่วร้ายและปราณมารที่เข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจนทำให้หญ้าวิญญาณรอบหอคอยเหี่ยวเฉาลงทันตาเห็น ผู้นำของพวกมันสวมหน้ากากกระดูกอสูร หัวเราะเสียงแหบแห้งราวนกแสกบาดหู
"ฮ่าๆๆๆ ไม่นึกเลยว่ามหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ จะมานั่งกกกอดสตรีใกล้ตายอยู่ในซี่โครงของหอคอยผีสิงเช่นนี้!" เสียงนั้นก้องกังวานด้วยความเย้ยหยัน "พวกเรารอวันนี้มาสามแสนปีแล้ว... วันที่เจ้าและเศษเสี้ยววิญญาณคู่ขนานจะต้องดับสลายไปพร้อมกัน!"
เยี่ยเฟิงค่อยๆ วางมู่หรงเซียนลงพิงกับเสาหินอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิต ความดุดันและอำนาจสังหารพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า
กระบี่เซียนไร้ลักษณ์ถูกชักออกจากฝักช้าๆ เสียงคมกระบี่เสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* ยาวนาน ราวกับเสียงคำรามเตือนภัยจากขุมนรก
"พวกเจ้า... รนหาที่ตายเองนะ"
**[ตอนจบแบบ CLIFFHANGER HOOK]**
ทว่า ก่อนที่คมกระบี่สีครามจะทันได้ตวัดออกไปเพื่อปลิดชีพศัตรู เสียงหัวเราะอันคุ้นเคยอย่างยิ่งก็ดังแทรกขึ้นจากเบื้องหลังของเยี่ยเฟิง—น้ำเสียงของบุคคลที่เขาคิดว่าได้ดับสลายไปในสมรภูมิบรรพกาล พร้อมกับปลายกระบี่สีดำสนิทที่จ่อตรงมาที่หัวใจของเขาจากด้านหลังอย่างเงียบเชียบ!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันเข้มข้นและคมกระบี่นี้ไปกับชิงเสวี่ยเหมันต์ในตอนนี้ด้วยนะคะ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 26
ปมปริศนาในหอคอย
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!