โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องผนังศิลาโบราณของหอคอยบรรพกาล ส่งเสียงซู่ซ่าราสายฝนโปรยปรายในความมืดมิด กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับไอเย็นยะเยือกของค่ายกลระดับสูงที่กดทับจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
"สำนักกระบี่เมฆาช่างไร้ยางอายถึงเพียงนี้เชียวหรือ... ใช้คนนับร้อยรุมล้อมศิษย์น้องข้าผู้เดียว?"
สุ้มเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีดังขึ้นจากริมฝีปากบางเฉียบของมู่หรงเซียน ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปื้อนหยาดโลหิตจนกลายเป็นสีแดงชาด นางยืนหยัดอยู่บนซากปรักหักพัง กระบี่วิญญาณในมือสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาดั่งหงส์มองกวาดไปยังเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สายตรงจากสำนักใหญ่ทั้งสามที่ปิดล้อมพวกเขาไว้
ณ ใจกลางสมรภูมิหอคอยร้อยชั้น—สถานที่ซึ่งเปิดออกเพียงหนเดียวในรอบร้อยปีเพื่อแย่งชิงสมบัติเซียนโบราณ บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นโรงฆ่าสัตว์ขนาดยักษ์
เยี่ยเฟิงยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังนาง มือข้างหนึ่งไขว้หลัง แววตาดำขลับล้ำลึกดั่งห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง เขามองดูคราบเลือดบนปลายกระบี่ของตนเองอย่างเชื่องช้า ราวกับชีวิตมนุษย์ที่เพิ่งดับสิ้นไปนับสิบชีวิตเป็นเพียงธุลีดินข้างทาง
"มู่หรงเซียน เจ้าเองก็รู้ดีว่าสมบัติเซียนระดับนภาในหอคอยชั้นที่เจ็ดนี้ มิใช่สิ่งที่ศิษย์สวะเช่นพวกเจ้าจะครอบครองได้" อาวุโสไป๋แห่งสำนักอัคคีผลาญสวรรค์แค่นAเสียงเย้ยหยัน ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโลภและริษยา "มอบเคล็ดวิชานั่นมาเสีย แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้าให้ตายอย่างสบายหน่อย"
เยี่ยเฟิงไม่แม้แต่จะปรายตาแลผู้พูด เขากลับก้าวเท้าเดินผ่านมู่หรงเซียนออกไปช้าๆ แรงกดดันจากปราณกระบี่ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขารุนแรงเสียจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก
"ไว้ชีวิต?" เยี่ยเฟิงทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังลอดไรฟัน เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเหยียดหยามถึงขีดสุด "พวกมดปลวกเช่นพวกเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาพูดคำว่าเมตตาต่อหน้าข้า?"
"สามหาว!"
ศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่เมฆาผู้ใช้กระบี่คู่กายพุ่งทะยานเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือเสียง ประกายปราณสีครามพุ่งแหวกอากาศราวกับสายฟ้าฟาด หมายปลิดชีพเยี่ยเฟิงในกระบวนท่าเดียว วิชา ‘กระบี่สลายวิญญาณ’ นี้ขึ้นชื่อว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมจิตวิญญาณก็ยังต้องแตกดับ
มู่หรงเซียนสะดุ้งเฮือก หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม นางรู้ดีว่ากระบวนท่านี้อันตรายเพียงใด "เยี่ยเฟิง... ระวัง!"
ทว่า เยี่ยเฟิงกลับไม่มีทีท่าจะหลบหลบหนี เขายังคงยืนหยัดมั่นคงราวยอดเขาไท่ซาน นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนภาพคมกระบี่ที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้จนเหลือเพียงคืบเดียว รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก
*ฉับ!*
เสียงเนื้อและกระดูกถูกตัดขาดดังสนั่น ทว่าไม่ใช่ร่างของเยี่ยเฟิง... แต่เป็นร่างของศิษย์เอกสำนักกระบี่เมฆาที่หยุดชะงักค้างกลางอากาศ ร่างกายของมันถูกแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างสมบูรณ์โดยที่ไม่มีใครมองเห็นด้วยซ้ำว่าเยี่ยเฟิงชักกระบี่ออกจากฝักตั้งแต่เมื่อใด!
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้แต่ลมหายใจของเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายยังต้องสะดุด
"วิชา... วิชาอันใดกัน?!" อาวุโสไป๋หน้าถอดสี ถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว
เยี่ยเฟิงสะบัดข้อมือเบาๆ หยาดโลหิตบนคมกระบี่สะท้อนแสงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมา ดูงดงามทว่าน่าสะพรึงกลัวถึงขั้วหัวใจ เขากวาดสายตาดุจพญามารมองฝูงชนตรงหน้าทีละคน น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทรงพลังกดทับจิตวิญญาณของทุกคนจนแทบทรุดฮวบลงกับพื้น
"พวกเจ้าอยากได้สมบัติในหอคอยนี้ไม่ใช่หรือ? เข้ามาสิ..." เยี่ยเฟิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม "ข้าจะให้พวกเจ้าได้รู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างสวรรค์กับนรก... ว่ามันห่างกันเพียงใด"
มู่หรงเซียนมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดไหลMผ่านเข้าสู่ห้วงลึกของจิตวิญญาณ ในยุทธภพนี้ผู้คนต่างมองว่านางคือปีศาจสาวผู้เย็นชา ทว่ามีเพียงบุรุษผู้นี้ที่ยินดีกางปีกปกป้องนางไว้เบื้องหลัง ท่ามกลางศัตรูเรือนแสนที่พร้อมจะฉีกกระชากพวกนางเป็นชิ้นๆ
"เยี่ยเฟิง..." นางพึมพำเบาๆ ขอบตาร้อนผ่าวอย่างควบคุมไม่อยู่
"ยืนอยู่ตรงนั้น หลับตาลงเสีย" เสียงกระซิบแผ่วเบาของเยี่ยเฟิงลอยมาตามสายลม "ที่เหลือ... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามีเจ้าคนนี้"
คำว่า 'สามี' ทำให้นางเซียนผู้เย่อหยิ่งถึงกับใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเผชิญหน้ากับยอดฝีมือสิบคนเสียอีก ทว่าความหวาดกลัวทั้งมวลกลับมลายหาย S้นสิ้น เหลือไว้เพียงความเชื่อมั่นอันไร้ขีดจำกัดที่มีต่อชายหนุ่มผู้นี้
"อวดดีนัก! ต่อให้เจ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่เบื้องหลังพวกเราคือค่ายกลผนึกเซียนแปดทิศ เจ้าไม่มีทางรอดไปได้หรอก!" อาวุโสไป๋คำรามลั่นด้วยความแค้น สั่งการให้ผู้อาวุโสอีกห้าคนปลดปล่อยพลังปราณทั้งหมดหลอมรวมเป็นอักขระเวทสีทองอร่ามครอบคลุมท้องฟ้า แรงกดดันมหาศาลดั่งขุนเขาถูกทับลงมา ทำให้น้ำหนักในอากาศเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นเท่า
พื้นดินรอบตัวยุบตัวลงเป็นหลุมลึก มู่หรงเซียนกัดฟันแน่นจนเลือดกลบปาก พลังปราณในร่างปั่นป่วนจากการถูกกดทับ
เยี่ยเฟิงเงยหน้าขึ้นมองอักขระเวทบนท้องฟ้า รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น
"ค่ายกลผนึกเซียนแปดทิศรึ? ของเล่นเด็กอมมือเช่นนี้... กล้าเอามาอวดต่อหน้ามหาเทพเช่นข้าเชียวหรือ"
สิ้นคำพูดของเขา ร่างของเยี่ยเฟิงก็หายวับไปจากจุดเดิม ราวกับภาพลวงตา!
"ระวังข้างหลัง!" อาวุโสไป๋แผดเสียงร้องเตือนด้วยความตื่นตระหนก ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว
*ฉับ!*
คมกระบี่สีครามประกายม่วงพาดผ่านลำคอของผู้อาวุโสสำนักอัคคีผลาญสวรรค์ ศีรษะขาวโพลนลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ก่อนที่โลหิตพุ่งทะลักราวน้ำพุ
ในวินาทีนั้นเอง เมื่อเยี่ยเฟิงกวาดล้างผู้อำนวยค่ายกลจนสิ้นใจตายคาที่ แสงสีทองของค่ายกลแปดทิศก็เกิดอาการสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง และที่ใจกลางหอคอยชั้นที่เจ็ดนั้น... ประตูหินโบราณที่ปิดตายมานับหมื่นปีกลับค่อยๆ ส่งเสียงครูดคราดเลื่อนเปิดออกเองอย่างช้าๆ พร้อมกับไอพลังปราณสีม่วงเข้มข้นที่พวยพุ่งทะลักออกมา ราวกับมันกำลังรอคอยการมาเยือนของบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันเข้มข้นและคมกระบี่นี้ไปกับชิงเสวี่ยเหมันต์ในตอนนี้ด้วยนะคะ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 25
ก้าวเข้าสู่สมรภูมิหอคอย
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!