เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 24

พันธมิตรหรือศัตรู

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"ข้อเสนอของพวกเจ้า... มีค่าไม่พอแม้แต่จะแลกกับฝุ่นละอองใต้รองเท้าของข้าด้วยซ้ำ" สุ้มเสียงเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งในเหมันต์ฤดูหลุดรอดจากริมฝีปากของเยี่ยเฟิง มันมิใช่การโอ้อวดตน แต่คือความจริงอันโหดร้ายที่ถูกถ่ายทอดผ่านนัยน์ตาคู่คมปลาบที่กวาดมองกลุ่มยอดฝีมือจากเจ็ดสำนักใหญ่อย่างไร้ค่า เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคือเงาตะคุ่มของ 'หอคอยบรรพกาลเก้าชั้นฟ้า' มหาส୍ถาปัตยกรรมแห่งยุคโบราณที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ไอสังหารและกลิ่นอายปราณบรรพกาลแผ่ซ่านกดทับจนผืนปืนรอบด้านสั่นสะเทือน ทว่าท่ามกลางความกดดันระดับที่จะบดขยี้ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมลมปราณทั่วไปให้แหลกเป็นจุล เยี่ยเฟิงกลับยืนหยัดอยู่ ณ ที่นั้นราวกับกระบี่เล่มหนึ่งที่ปักค้ำฟ้า มู่หรงเซียนยืนอยู่เคียงข้างเขา ชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางโบกสะบัดตามแรงลมปราณอันปั่นป่วน ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติประดับด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี กระบี่เยือกเย็นในฝักข้างกายส่งเสียงสั่นพานคำรามเบาๆ ราวกับกระหายเลือด นางไม่ได้กล่าววาจาใดๆ ทว่ารัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างนางกลับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเยี่ยเฟิง สร้างเป็นเขตแดนไร้ลักษณ์ที่แม้แต่ยอดฝีมือครึ่งก้าวสู่ขอบเขตวิญญาณยุทธ์ยังต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหวาดหวั่น "เยี่ยเฟิง! อย่าให้มันมากนัก!" ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักอัคคีผลาญฟ้าก้าวออกมาเบื้องหน้า ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เปลวเพลิงสีชาดหมุนวนรอบฝ่ามือจนอากาศบิดเบี้ยว "พวกเราอุตส่าห์มีไมตรีจิตชวนเจ้าเข้าร่วมพันธมิตรเพื่อฝ่าด่านหอคอยบรรพกาล เหตุใดต้องพูดจาดูถูกเหยียดหยามกันถึงเพียงนี้? อย่าลืมว่าต่อให้เจ้าจะร้ายกาจเพียงใด แต่ภายในหอคอยแห่งนั้นเต็มไปด้วยค่ายกลโบราณและอสูรบรรพกาล ลำพังแค่พวกเจ้าสองคน... คิดว่าจะรอดไปถึงชั้นที่สามได้กระนั้นหรือ!" เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหึ in คอ สายตาที่เขามองอีกฝ่ายราวกับกำลังมองมดปลวกที่กำลังดิ้นรนอยู่บนคราบน้ำตา "ไมตรีจิตงั้นหรือ?" มุมปากของเยี่ยเฟิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เกรงว่าสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่าพันธมิตร ก็คือการหา 'เบี้ยแก้' หรือ 'เหยื่อสังเวย' ไปเปิดทางให้พวกเจ้าเก็บเกี่ยวสมบัติเซียนเสียมากกว่า... คิดว่าข้าอ่านความคิดน่าสมเพชของพวกเจ้าไม่ออกหรือไร?" คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้สีหน้าของผู้อำนวยการจากแต่ละสำนักเปลี่ยนสีทันที ความจริงถูกเปิดเผยอย่างไม่ไว้หน้า ท่าทีที่เคยเสแสร้งว่าหวังดีจึงพลันมลายหายสิ้น เหลือเพียงจิตสังหารที่พวยพุ่งขึ้นมาแทนที่ มู่หรงเซียนเหลือบสายตาคมกริบมองกลุ่มคนเบื้องหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงหวานใสแต่เยือกเย็นจนบาดกระดูกเอ่ยขึ้น "เสียเวลาเปล่า... คนพวกนี้ไม่คู่ควรให้พวกเราต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ เดินทางกันเถอะค่ะ" นางหมุนตัวเตรียมก้าวเท้าเข้าสู่เขตอาคมของหอคอยบรรพกาล ทว่าในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศรอบด้านกลับพลันหนתทึบลงอย่างฉับพลัน! กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่ง เสียงลมหายใจของเหล่าผู้ฝึกตนจากเจ็ดสำนักพลันขาดห้วง ท้องนภามืดครึ้มลงในพริบตา ราวกับมีมหาอํานาจไร้รูปผู้หนึ่งกำลังก้าวลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อกดทับสรรพสิ่ง *เปรี้ยง!* สายฟ้าสีทองเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาจากท้องฟ้าที่ไร้เมฆฝน พุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าของเยี่ยเฟิงและมู่หรงเซียนอย่างแม่นยำ แรงปะทะระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกวงกว้างจนยอดฝีมือหลายคนกระเด็นถอยหลังไปคนละก้าวสองก้าวด้วยความตกตะลึง เมื่อแสงสีทองจางหายไป ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางหลุมลึกเบื้องหน้า เขาสวมชุดคลุมยาวสีทองปักลายมฆา 5 เล็บ ใบหน้าหล่อเหลาแต่ไร้ซึ่งความรู้สึก ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายสีทองอร่ามราวกับเนตรเทพ ทว่าสิ่งที่ทำให้เยี่ยเฟิงต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย คือกลิ่นอายปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของคนผู้นี้... มันไม่ใช่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณ หรือแม้แต่ขอบเขตวิญญาณยุทธ์ทั่วไป แต่เป็น... *พลังแห่งแดนเซียนขั้นต้น* ที่ถูกกดทับขีดจำกัดเอาไว้เพื่อเข้าสู่หอคอยแห่งนี้! "คารวะองค์ชายสาม!" เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์จากเจ็ดสำนักต่างคุกเข่าลงครึ่งหนึ่งพร้อมเพรียงกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความยำเกรงและตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด เยี่ยเฟิงจ้องมองผู้มาใหม่ นัยน์ตาคู่คมปรากฏประกายแสงประหลาดวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นอันล้ำลึก องค์ชายสามแห่งอาณาจักรเทียนหลาง... บุคคลผู้ถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบหมื่นปีของดินแดนรกร้างแห่งนี้ "เยี่ยเฟิง..." องค์ชายสามเอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เต็มไปด้วยอำนาจครอบงำ "เจ้าคือคนที่สังหารศิษย์เอกของสำนักกระบี่สวรรค์ และท้าทายกฎเหล็กของหกสำนักใหญ่สินะ? ฝีมือไม่เลว... แต่ก็น่าเสียดาย ที่ความอวดดีมักมีจุดจบที่ไม่สวยงามเสมอ" มู่หรงเซียนก้าวขึ้นมาขนาบข้างเยี่ยเฟิง มือเรียวบางกุมด้ามกระบี่เยือกเย็นแน่นขึ้น ไอความเย็นแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนพื้นดินรอบตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "อยากลองดูก็เข้ามา... ดูซิว่าเจ้าจะมีปัญญาตัดศีรษะพวกเราได้หรือไม่" เยี่ยเฟิงยกมือขึ้นห้ามมู่หรงเซียนเบาๆ รอยยิ้มที่มุมปากของเขายิ่งลึกล้ำและอันตรายยิ่งกว่าเดิม "อยากได้ศีรษะของพวกเรา?" เยี่ยเฟิงก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แรงกดดันจากร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างไร้ขีดจำกัด ปะทะกับพลังขององค์ชายสามจนเกิดประกายไฟสีดำและทองระเบิดกลางอากาศ "เกรงว่าเจ้า... ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเอื้อมมือมาแตะต้องนาง!" *ฉับพลันนั้นเอง* กำแพงศิลาโบราณของหอคอยบรรพกาลชั้นแรกที่ปิดตายมานานนับหมื่นปี ก็ส่งเสียงครั่นkคร้ามดังสนั่นหวั่นไหว อักขระโบราณสีเลือดนับล้านตัวสว่างวาบขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งอาคาร ประตูหินมหึมาค่อยๆ แง้มเปิดออกด้วยแรงดึงดูดอันน่าสะพรึงกลัว และก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว เงาร่างสีดำสนิทนับร้อยสายก็พุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิดภายในหอคอย พุ่งตรงเข้าโอบล้อมพวกเขาทั้งหมดไว้ในพริบตา! นั่นไม่ใช่ผู้วิเศษ... แต่คือ 'เงาอสูรบรรพกาล' ที่ไร้ลมหายใจแต่วิญญาณยังคงอาฆาต! องค์ชายสามสีหน้าเปลี่ยนสีในทันที ขณะที่เยี่ยเฟิงกลับตวัดสายตาคมกริบมองเข้าไปในความมืดมิดของชั้นแรก พร้อมกับเสียงกระซิบที่แผ่วเบาแต่ดังก้องในโสตประสาทของทุกคน "ประตูเปิดแล้ว... ทีนี้ คอยดูก็แล้วกัน ว่าใครกันแน่ที่จะต้องกลายเป็นศพแรกในหอคอยแห่งนี้!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันเข้มข้นและคมกระบี่นี้ไปกับชิงเสวี่ยเหมันต์ในตอนนี้ด้วยนะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%