เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 27

การปกป้องจากศัตรูหัวใจ

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"ถอยไป... มู่หรงเซียน เจ้ามันก็แค่สตรีที่อาศัยบารมีตระกูลใหญ่ วันนี้ต่อให้เจ้าคุกเข่าอ้อนวอน ข้า ‘หลี่เทียนเฉิน’ ก็จะล้างแค้นแทนสหายด้วยโลหิตของเจ้า!" เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วลานประลองสำนักกระบี่นภากว้าง แรงกดดันจากขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เก้าแผ่พุ่งออกมาดุจคลื่นยักษ์ซัดสาด บดขยี้บรรยากาศรอบกายจนบิดเบี้ยว ร่างของมู่หรงเซียนในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ถูกกดทับจนทรุดฮวบลงครึ่งเข่า เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากเนียนละเอียด ทว่าดวงตากลมหงส์คู่นั้นยังคงทอประกายเย่อหยิ่งและเย็นชา ไม่ยอมก้มหัวให้แก่ความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาแม้แต่น้อย นางบาดเจ็บสาหัสจากการฝืนทะลวงขั้นพลังในคราวก่อน ปราณในร่างตีรวนจนแทบไม่เหลือแรงแม้แต่จะยกกระบี่คู่กาย หลี่เทียนเฉินฉวยโอกาสนี้หมายปลิดชีพนางเพื่อประกาศศักดาต่อหน้าเหล่าผู้วิสุทธิ์ กระบี่เหล็กกล้าในมือของหลี่เทียนเฉินสะท้อนแสงสีครามวาววับ มันเงื้อง่าขึ้นสูง หมายจะปักทะลวงหัวใจของหญิงสาวผู้เป็นดั่งดอกเหมันต์แห่งยอดเขา *ฉับพลันนั้นเอง!* อากาศรอบกายพลันหนתเยือกแข็งลงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิดิ่งฮวบจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว รัศมีดาบอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศมาจากความว่างเปล่า มันรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ และคมกริบเสียจนแม้แต่ห้วงมิติก็ยังปริแตกเป็นรอยแยกสีดำสนิท! *เคร้ง!* ประกายไฟสีทองสว่างวาบเจิดจ้า หลี่เทียนเฉินเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก กระบี่ในมือของเขาหักสะบั้นเป็นสองท่อนในพริบตา แรงสะท้อนมหาศาลซัดร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปนับสิบก้าว กระอักเลือดคำโตออกมาทันที ความเงียบงันเข้าปกคลุมลานประลองในชั่วลมหายใจ ทุกสายตาดั่งถูกตรึงไว้ด้วยภาพเบื้องหน้า ร่างโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นราวกับภูตผีปีศาจ เยี่ยเฟิงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของมู่หรงเซียน แผ่นหลังกว้างใหญ่นั้นให้ความรู้สึกมั่นคงดุจขุนเขาคีรีที่ต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่หวั่นไหว ปลายกระบี่ในมือของเขายังคงมีหยดโลหิตสีแดงฉานหยดลงสู่พื้นศิลา เสียง *ติ๋ง... ติ๋ง...* ดังกังวานบาดลึกในโสตประสาทของทุกคน "เจ้า..." หลี่เทียนเฉินชี้หน้าเยี่ยเฟิงด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัว "เยี่ยเฟิง! เจ้ากล้าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องการล้างแค้นของตระกูลหลี่หรือ! รนหาที่ตายนัก!" เยี่ยเฟิงไม่แม้แต่จะชายตามองคู่สนทนา ดวงตาคู่นั้นเย็นชาและว่างเปล่าดุจดั่งมองซากศพที่ไร้ลมหายใจ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังกดดันจนทุกคนต้องสั่นสะท้าน "คนที่เจ้าจะแตะต้อง... คือคนที่ข้าคุ้มครอง" คำพูดเพียงไม่กี่คำ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจนท้องฟ้าเหนือลานประลองแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น เมฆฝนก่อตัวหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับรับรู้ถึงความกริ้วโกรธของมหาเทพผู้จุติ มู่หรงเซียนที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหลังเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังนั้น หัวใจที่ด้านชาและเยือกเย็นมาตลอดชีวิตกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างไหลทะลักเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจ นางเคยดูแคลนเขา เคยคิดว่าเขาเป็นเพียงศิษย์สวะไร้ค่า ทว่าในยามที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม กลับเป็นบุรุษผู้นี้ที่ก้าวออกมายืนขวางกั้นคมดาบแทนที่นาง "เยี่ยเฟิง..." เสียงของนางแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย เจือความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย "เงียบเสีย รักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าซะ" เยี่ยเฟิงกล่าวโดยไม่หันกลับมามอง น้ำเสียงของเขานุ่มนวลขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันดุจพญาอินทรีย์ยามล่าเหยื่อเมื่อหันกลับไปเผชิญหน้ากับหลี่เทียนเฉินและเหล่าผู้อาวุโสที่เริ่มก้าวเข้ามาสมทบ "บังani! เยี่ยเฟิง เจ้าคิดจะท้าทายกฎสำนักกระบี่นภากว้างอย่างนั้นรึ!" ผู้อาวุโสสามแห่งหอวินิจฉัยก้าวออกมา แผ่รังสีปราณขอบเขตสวรรค์ขั้นต้นกดดันลงมาเพื่อบดขยี้เยี่ยเฟิงให้แหลกคามือ แรงกดดันระดับนี้ หากเป็นศิษย์ทั่วไปคงคุกเข่าหมอบราบคาบแก้วไปนานแล้ว แต่เยี่ยเฟิงกลับยืนหยัดอย่างองอาจ มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันอย่างไม่แยแส "กฎสำนักงั้นหรือ?" เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาดุดันฉายประกายอำมหิต "ในสายตาของข้า เยี่ยเฟิง มีเพียงกฎแห่งกำปั้นและคมกระบี่! หากพวกมันขวางทางข้า ต่อให้เป็นกฎแห่งสวรรค์ ข้าก็พร้อมจะสับมันเป็นร้อยท่อน!" สิ้นคำพูด ร่างของเยี่ยเฟิงก็หายวับไปจากจุดเดิม กลายเป็นเงาสีดำสายหนึ่งที่พุ่งทะยานเข้าประชิดตัวผู้อาวุโสสามในชั่วพริบตา ความเร็วนี้เหนือล้ำเกินกว่าจินตนาการของทุกคนในที่นั้น *ฉับ!* ประกายกระบี่วาดผ่านลำคอ แสงสีเงินตัดผ่านอากาศอย่างไร้เสียง ผู้อาวุโสสามเบิกตากว้าง มือทั้งสองกุมลำคอของตนเองที่เริ่มมีรอยเลือดซึมออกมา ก่อนที่ร่างไร้ลมหายใจจะทรุดฮวบลงกระแทกพื้น ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของทุกคน ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครา หนนี้มันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม ศิษย์ระดับหลอมรวมลมปราณ สามารถสังหารผู้อาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิได้ด้วยกระบี่เดียว! นี่มันสัตว์ประหลาดประเภทใดกัน! หลี่เทียนเฉินถอยหลังกรูด ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เขารู้แล้วว่าวันนี้ตนเองได้ล่วงเกินปีศาจเข้าให้อย่างจัง ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด และเยี่ยเฟิงกำลังจะก้าวเข้าไปปิดบัญชีเลือด ท้องฟ้าเบื้องบนพลันคำรามลั่นสนั่นหวั่นไหว เมฆสีดำทมิฬฉีกขาดออกเป็นช่องกว้าง แสงสีทองสว่างจ้าสาดส่องลงมายังใจกลางลานประลอง พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่ทำให้ทุกคนต้องหมอบกราบลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว เงาร่างลึกลับสามร่างปรากฏขึ้นท่ามกลางมิติที่ฉีกขาด พวกเขาไม่ใช่คนของสำนักกระบี่นภากว้าง แต่สวมชุดคลุมลายเมฆาโบราณที่บ่งบอกถึงตัวตนอันสูงส่งจากดินแดนเบื้องบน หนึ่งในนั้นกวาดตามองซากศพของผู้อาวุโสสาม ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เยี่ยเฟิงด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ในที่สุดก็ตามหาตัวพบ... ทายาทแห่งตัณหาและบาปเอ๋ย เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักเซียนบูรพาพ้นงั้นหรือ?" เยี่ยเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง... แต่ทว่า ในวินาทีนั้นเอง แววตาของมู่หรงเซียนที่มองไปยังผู้มาใหม่ทั้งสามกลับเปลี่ยนเป็นสีหน้าตื่นตระหนกถึงขีดสุด นางรีบเอ่ยเตือนด้วยเสียงอันดังลั่น "เยี่ยเฟิง ระวัง! พวกมันคือ...!" ติดตามตอนต่อไปในตอนที่ 28 ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันเข้มข้นและคมกระบี่นี้ไปกับชิงเสวี่ยเหมันต์ในตอนนี้ด้วยนะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%