เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 12

หนีออกจากสำนัก

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"เจ้าคิดว่าจะก้าวเท้าออกไปจากประตูสำนักเมฆาคล้อยโดยที่ยังมีลมหายใจอยู่จริงหรือ... เยี่ยเฟิง" น้ำเสียงเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดูเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดของลานหินผาเบื้องหน้า ประตูหินบานยักษ์สลักลวดลายอสูรบรรพกาลเปิดอ้ากว้าง เผยให้เห็นเส้นทางสายหมอกที่ทอดยาวออกไปสู่โลกภายนอก—ยุทธภพอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและความตาย เยี่ยเฟิงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เจ้าของร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์เพลิงยืนอยู่เบื้องหลังเขา ระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว ทว่ากลับราวกับกั้นขวางไว้ด้วยภพภูมิแห่งความเป็นและความตาย มู่หรงเซียน นางเซียนผู้เย่อหยิ่งและงดงามที่สุดแห่งสำนักเมฆาคล้อย ในยามนี้ดวงตากลมโตคู่คมกลับไหวระริก ร่องรอยความรู้สึกที่ซับซ้อนฉายชัดอยู่ภายใต้แววตาเย็นชาคู่นั้น ทั้งความโกรธเกรี้ยว ความผิดหวัง และ... ความอาลัยอาวรณ์ที่นางพยายามกด Cซ่อนไว้อย่างสุดกำลัง "ศิษย์พี่มู่หรง..." เยี่ยเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ ร่างกายโปร่งบางแต่เปี่ยมด้วยพลังปราณอันลึกล้ำยืนหยัดตรงราวกับกระบี่เล่มหนึ่งที่ได้รับการลับคมจนถึงขีดสุด "สถานที่แห่งนี้... ไม่หลงเหลือสิ่งใดให้อาลัยอีกแล้ว" "สามหาล! เจ้าทำลายค่ายกลพิทักษ์สำนัก สังหารศิษย์สายตรงไปถึงสามคน แล้วยังกล้ากล่าววาจาอวดดีเช่นนี้อีกหรือ!" เสียงตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้วอาวุโสลู่ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง ม่านพลังปราณสีทองอร่ามแผ่ขยายออกปิดกั้นเส้นทางเบื้องหน้าทันที กดดันให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก ทว่า เยี่ยเฟิงหาได้สะทกสะท้านไม่ มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อกฎเกณฑ์อันคร่ำครึของสำนักเซียน "สำนักเมฆาคล้อยสอนให้ข้าก้มหัวให้ความอยุติธรรม สอนให้ข้าต้องยอมจำนนต่อผู้มีอำนาจตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? หึ... ในเมื่อพวกมันเห็นศิษย์สายในเป็นเพียงมดปลวก ที่สามารถเหยียบย่ำชีวิตได้ตามอำเภอใจ เหตุใดข้าต้องทนก้มหัวเป็นสุนัขรับใช้ที่นี่ต่อไปด้วยเล่า!" "เยี่ยเฟิง!" มู่หรงเซียนขบกริมฝีปากแน่นจนหลั่งเลือด ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อย นางคือนัจจริยะอันดับหนึ่งผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใด ทว่าต่อหน้าบุรุษผู้นี้ หัวใจของนางกลับปวดร้าวราวกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้ "เจ้าคิดว่ายุทธภพภายนอกมันง่ายดายนักหรือ? ด้วยขอบเขตปราณแท้จริงขั้นเก้าของเจ้าในตอนนี้ ออกไปก็มีแต่จะกลายเป็นศัตรูของทุกสำนักใหญ่! กลับตัวตอนนี้... ข้ายังพอมีวิธีปกป้องเจ้าจากบทลงโทษของเจ้าสำนักได้!" คำพูดของนางแฝงไปด้วยความห่วงใยที่รinรดลึก แม้จะพยายามเคลือบไว้ด้วยน้ำเสียงดุดันเพียงใด แต่สตรีผู้เยือกเย็นมาตลอดชีวิตอย่างมู่หรงเซียน ไม่เคยเอ่ยปากขอร้องผู้ใดเช่นนี้มาก่อนในชีวิต เยี่ยเฟิงนิ่งงั้นไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเหลือบกลับมามองนาง ชั่วพริบตานั้น ห้วงเวลาคล้ายหยุดนิ่ง ภาพความทรงจำของการฝึกฝนร่วมกัน ค่ำคืนใต้แสงจันทร์ที่ผาเหมันต์ และหยาดน้ำตาที่นางแอบหลั่งรินในยามที่เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากการทะลวงปราณครั้งก่อน ไหลวนเข้ามาในห้วงความคิด "ขอบคุณสำหรับความหวังดี... ศิษย์พี่" เยี่ยเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพียงเล็กน้อย ทว่าแววตากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม "แต่วิถีเซียนของข้า... ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของใคร และข้าไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใดมาปกป้อง" สิ้นคำพูด ร่างกายของเยี่ยเฟิงก็พลันระเบิดพลังปราณสีครามเข้มข้นออกมา รัศมีกระบี่พุ่งทะยานเสียดฟ้าจนหมู่เมฆบนท้องฟ้าแตกกระจาย เกิดเป็นคลื่นกระแทกมหาศาลซัดสาดใส่ผู้อาวุโสลู่และเหล่าศิษย์ผู้คุ้มกันจนต้องถอยหลังไปคนละก้าวด้วยความตื่นตระหนก *เปรี้ยง!* ม่านพลังปราณสีทองที่ขวางกั้นอยู่ถูกกระบี่ไร้ลักษณ์ของเยี่ยเฟิงฟันผ่าออกเป็นสองซีกในกระบวนท่าเดียว! ความแข็งแกร่งนี้เหนือล้ำกว่าตอนที่เขาอยู่ในสำนักเมื่อวานนี้ราวฟ้ากับเหว เขาก้าวเท้าข้ามผ่านประตูหินบานยักษ์ออกไปสู่ผืนแผ่นดินเบื้องนอก กลิ่นอายของลมหายใจแห่งอิสรภาพผสมผสานกับกลิ่นอายความตายของยุทธภพพัดปะทะเข้ากับใบหน้าของเขาอย่างจัง "เยี่ยเฟิง! หากเจ้าก้าวออกไปจากที่นี่... เจ้ากับข้าจะถือว่าตัดขาดจากกัน ไม่มีเยื่อใยต่อกันอีก!" มู่หรงเซียนตะโกนไล่หลังด้วยความเจ็บปวดสุดหัวใจ หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หางตาคู่สวย แต่นางสะกดกลั้นมันไว้ด้วยความทิฐิอันสูงส่ง เยี่ยเฟิงชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย เขาไม่ได้หันกลับไปมอง แต่น้ำเสียงทุ้มนุ่มกลับลอยตามสายลมมาเข้าหูของนางอย่างชัดเจน "หากเส้นทางเบื้องหน้าคือการฝืนลิขิตสวรรค์... ข้าก็ยินดีที่จะเดินไปตามลำพัง ลาก่อน... ศิษย์พี่มู่หรง" ร่างของเยี่ยเฟิงกลายเป็นลำแสงสีครามพุ่งหายลับไปในทะเลหมอกอันเวิ้งว้างเบื้องล่าง เหลือไว้เพียงความเงียบงันและความหนתเหน็บที่กัดกินหัวใจของสตรีผู้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง มู่หรงเซียนทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นหินอย่างหมดแรง กระบี่ประจำกายหลุดจากมือตกลงกระทบพื้นเสียงดัง *เคร้ง* ทว่าในวินาทีที่นางกำลังจะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดของความสูญเสียนั้นเอง... *ตึง! ตึง! ตึง!* เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับพันดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากเบื้องล่างหน้าผา พร้อมกับจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่พุ่งขึ้นมาราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ! หมอกหนาทึบถูกแหวกออกด้วยพลังปราณสีดำทมิฬ เผยให้เห็นกองทัพเงาทมิฬนับร้อยชีวิตที่สวมชุดเกราะโลหิต นำโดยบุรุษร่างยักษ์ผู้ถือค้อนยักษ์หนามแหลม ดวงตาสดใสราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด เขากวาดสายตามองมาที่มู่หรงเซียนด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ฮ่าๆๆๆ! นึกไม่ถึงว่าสำนักเมฆาคล้อยในตำนาน จะเหลือเพียงแม่นางน้อยที่กำลังนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่คนเดียวเช่นนี้! ไหนล่ะ... ไอ้สวะเยี่ยเฟิงที่พวกเจ้าตามล่าตัวนักหนา ส่งมันออกมาให้ท่านปู่กินหัวเสียโดยดี มิฉะนั้น... วันนี้ข้าจะล้างบางสำนักนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง!" มู่หรงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด กลิ่นอายของบุรุษร่างยักษ์ผู้นี้... อยู่ในขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์! นี่มันไม่ใช่ศิษย์ในสำนัก แต่มันคือ... มือสังหารจากแดนอสูรโลหิตที่ลอบเร้นเข้ามาในเขตแดนของสำนักตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันลิขิตสวรรค์ไปกับตัวละครของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%