โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องกลีบดอกเหมยหล่นโปรดปราย ดั่งบทกวีแห่งความตายที่ถูกเขียนขึ้นด้วยปลายกระบี่อันไร้ความปรานี
"เกมสนุกๆ ของพวกเจ้า... ถึงเวลาต้องยุติลงเพียงเท่านี้แล้วกระมัง ประมุขจิ่ง..."
เสียงหัวoเราะเยียบเย็นของมู่หรงเฉินยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงคำนึง ทว่า ณ เบื้องหน้าเวลานี้ ไม่มีที่ว่างให้แก่ความหวาดหวั่นอีกต่อไป ร่างของจิ่งหลันทรุดฮวบลงครึ่งหนึ่ง คมกระบี่ไร้อารมณ์ที่เคยแผ่รัศมิ์น่าเกรงขามจนสะเทือนสามภพ บัดนี้กลับปักค้ำยันพื้นดินสีนิลไว้ด้วยสภาพร้าวรานไม่ต่างจากจิตวิญญาณของผู้ถือครอง ไอพลังมารสีดำทะมึนของมู่หรงเฉินยังคงกัดกินชีพจรและเส้นลมปราณของเขาอย่างไม่หยุดยั้ง บาดแผลฉกรรจ์กลางอกลึกจนมองเห็นกระดูกสีขาวโพลน หยาดโลหิตไหลรินไม่ขาดสายจนผืนดินรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
หลินเฟยหงพุ่งกายเข้ามาประคองร่างที่หนักอึ้งนั้นไว้ทันท่วงที ปลายเล็บเรียวสั่นเทาขณะสัมผัสเข้ากับไอเย็นเยียบที่แผ่ออกจากกายของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ นัยน์ตาคู่สวยที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งดื้อรั้น บัดนี้กลับแดงก่ำ รอยประทับแห่งเทพธิดาบนข้อมือของนางส่องแสงเรืองรองเจิดจ้าขึ้นมาอย่างผิดปกติ ราวกับมันรับรู้ถึงสัญญาณชีพที่กำลังริบหรี่ดั่งเปลวเทียนในสายลม
"จิ่งหลัน... ท่านอย่าเพิ่งตายนะ!" น้ำเสียงของนางสั่นเครือจนแทบขาดห้วง เป็นครั้งแรกที่ความเยือกเย็นทั้งหมดพังทลายลงต่อหน้าความตายที่คืบคลานเข้ามา
จิ่งหลันปรือตาขึ้นช้าๆ ริมฝีปากที่ซีดเผือดแย้มยิ้มเย้ยหยันโชคชะตา นัยน์ตาสนธยาคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของนาง สะท้อนภาพใบหน้าอันตื่นตระหนกของศิษย์สาวผู้ลิขิตชะตาฟ้า "เจ... เจ้า... ร้องไห้หรือ... เฟยหง... วิชากระบี่ไร้อารมณ์ของข้า... ไม่เคยสอนให้ผู้ใด... ต้องมาหลั่งน้ำตาให้ความอ่อนแอ..."
"หุบปากเสีย!" นางตวาดกร้าวทั้งน้ำตา มือเรียวรีบกดลงบนจุดชีพจรสำคัญเพื่อสกัดกั้นโลหิตที่ทะลักออกมา แต่มันไร้ประโยชน์ ยิ่งนางใช้พลังปราณกดทับ ไอพิษมารในร่างของเขาก็ยิ่งตีกลับเข้าสู่หัวใจของเขาเอง ร่างบางสะท้านเฮือกเมื่อตระหนักได้ว่า โครงสร้างลมปราณของจิ่งหลันแหลกสลายไปเกินกว่าจะเยียวยาด้วยวิถีแพทย์ทั่วไปเสียแล้ว
มู่หรงเฉินยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มสมเพชระคนสะใจ เขายกกระบี่มารในมือขึ้นชี้ตรงมาที่คนทั้งสอง "ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาเสียจริง ประมุขจิ่งผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ใดจะคิดว่าจุดจบของท่านจะมาถึงในเงื้อมมือของสหายเก่า เพื่อแลกกับการปกป้อง 'ตัวถ่วง' ผู้นี้... คุ้มค่าแล้วหรือ?"
หลินเฟยหงค่อยๆ วางร่างของจิ่งหลันลงกับพื้นอย่างทะนุถนอม นางลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาที่มองมู่หรงเฉินเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวอันไร้เหตุผล หากแต่เป็นความว่างเปล่าเยือกเย็นดั่งห้วงอเวจี รอยประทับบนข้อมือสว่างวาบขึ้นจนแผดเผาผิวเนื้อจนเป็นรอยไหม้ แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ เส้นด้ายแห่งชะตาชีวิตนับพันเส้นรอบตัวนางเริ่มสั่นไหวและขาดสะบั้นลงทีละเส้นๆ
"เจ้าอยากได้วิถีแห่งฟ้าดินนักไม่ใช่หรือ มู่หรงเฉิน?" เสียงของนางราบเรียบ แต่มันกลับทรงพลังจนทำให้บรรยากาศรอบกายเย็นเยียบลงนับสิบองศา "เจ้าคิดว่าการทำลายเขา จะทำให้เจ้าครอบครองทุกสิ่งได้กระนั้นหรือ?"
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร..." มู่หรงเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกถึงลางสังหรณ์ประหลาดที่แล่นริ้วขึ้นมาตามสันหลัง
หลินเฟยหงไม่ตอบคำถาม นางยกข้อมือข้างที่มีรอยประทับขึ้นสูง ท่องคาถาโบราณที่หลับใหลอยู่ในห้วงความทรงจำแห่งเทพธิดา ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆดำทะมึนหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นอัคคี สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมาตรงกลางระหว่างพวกเขา แรงกดดันจากเขตแดนสวรรค์บดขยี้จนพื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึก
"เฟยหง... อย่า..." เสียงแหบพร่าของจิ่งหลันเอ่ยห้ามด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเขารับรู้ได้ทันทีว่านางกำลังจะทำอะไร 'วิชาฝืนลิขิต' การสละพลังชีวิตและดวงวิญญาณเพื่อแลกกับการดึงพลังแห่งเทพธิดากลับคืนสู่ร่าง เป็นทางเดียวที่จะรักษาเขาไว้ได้ แต่มันต้องแลกมาด้วยการสูญสิ้นจิตวิญญาณของนางเองตลอดกาล!
"ข้าเคยบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือ... ว่าชะตาของท่าน ข้าเป็นผู้ลิขิต..." หลินเฟยหงหันกลับมามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มงดงามราวดอกไม้หลากสีที่ผลิบานท่ามกลางหิมะปรากฏขึ้นบนใบหน้า "หากไม่มีท่าน ยุทธภพนี้ก็ไม่มีความหมายอันใดสำหรับข้าอีกต่อไปแล้ว..."
แสงสว่างเจิดจ้าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาราวกับเสาเพลิงแห่งสวรรค์ กลืนกินร่างของหลินเฟยหงให้จมดิ่งลงในห้วงมหรรณพแห่งพลังอันไร้ขีดจำกัด มู่หรงเฉินกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกเมื่อถูกแรงกระแทกจากพลังนั้นซัดจนกระเด็นถอยหลังไปไกลนับร้อยวา
ในวินาทีที่แสงสีทองแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างของจิ่งหลัน บาดแผลฉกรรจ์ทั้งหมดเริ่มสมานเข้าหากันอย่างน่าอัศจรรย์ ไอพิษมารถูกชำระล้างจนสลายกลายเป็นควันสีขาว แต่นัยน์ตาสนธยาของเขากลับเบิกกว้างด้วยความเจ็บปวดร้าวรานยิ่งกว่าความตาย เมื่อเขาพบว่าพลังชีวิตในกายของนางกำลังไหลรินเข้ามาในร่างของตนจนหมดสิ้น
ร่างบางทรุดฮวบลงสู่อ้อมกอดของเขาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ไร้ซึ่งลมหายใจอันอบอุ่น
"เฟยหง... เฟยหง!" จิ่งหลันคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าที่สูญเสียคู่ชีวิต ไอพลังกระบี่ไร้อารมณ์ระเบิดออกรอบทิศทางจนภูเขาหินรอบด้านพังทลายลงในพริบตา เขากอดร่างที่เย็นเฉียบนั้นแนบอก หยาดน้ำตาหยดแรกในรอบร้อยปีร่วงหล่นกระทบลงบนพวงแก้มของนาง
ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมสมรภูมิ มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาคู่หนึ่งดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลัง มู่หรงเฉินที่นอนบาดเจ็บอยู่ไกลออกไปเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เงาร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายกระบี่คู่สะท้อนแสงจันทร์ก้าวออกมาจากม่านหมอก ใบหน้านั้นงดงามราวกับแกะสลัก ทว่าแววตากลับเยียบเย็นยิ่งกว่าจิ่งหลันในยามไร้อารมณ์ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... ดั่งปาฏิหาริย์หรือคำสาป บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขามีใบหน้าพิมพ์เดียวกับหลินเฟยหงทุกประการ!
"น่าสมเพชเสียจริง..." น้ำเสียงใสราวกระดิ่งเงินเอ่ยขึ้น พร้อมกับปลายกระบี่ในมือที่สะบัดออกเบาๆ จนเกิดประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้า "ศิษย์น้องผู้โง่เขลา... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการสละชีพเพียงน้อยนิด จะสามารถฝืนกฎแห่งสวรรค์ได้?"
จิ่งหลันเงยหน้าขึ้นจากร่างของหลินเฟยหง นัยน์ตาสนธยาหันขวับไปจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยจิตสังหารที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันร้าวรานและงดงามนี้ไปกับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์สาวผู้ลิขิตชะตาฟ้า•ตอนที่ 23
คำสัญญาระหว่างความเป็นตาย
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์สาวผู้ลิขิตชะตาฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!