กลิ่นอายเกลือทะเลตีเข้าจมูกทันทีที่ประตูรถสปอร์ตคันหรูถูกเปิดออก แต่สิ่งที่รุนแรงยิ่งกว่าลมทะเลก็คือความเงียบงันที่กดทับระหว่างเราสองคนมาตลอดสามชั่วโมงเต็มตั้งแต่กรุงเทพฯ
ศิลาไม่ได้พูดอะไรสักคำหลังจากประโยคช็อกโลกในเอกสารฉบับนั้น เขากดล็อกรถ ปลดเข็มขัดนิรภัย แล้วก้าวขายาว ๆ เดินนำลิ่วไปยังรีสอร์ตตากอากาศส่วนตัวริมหาดโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้ผมยืนกอดอกมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความหงุดหงิดระคนสงสัย
"จะเดินหนีอีกนานไหมครับ คุณชายศิลา?" ผมสาวเท้าก้าวตามจนทัน คว้าข้อศอกเขาไว้ให้อยู่หมัด ร่างสูงชะงัก ชำเลืองหางตาคมกริบกลับมามองด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"ถ้าไม่อยากโดนอุบอิบบังคับให้จมน้ำตาย ก็หุบปากแล้วเดินตามมา ธีร์" ศิลาตอบเสียงห้วน แต่อย่างน้อยเขาก็ยอมหยุดเดินและสะบัดข้อมือเบา ๆ เพื่อเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายคว้ามือผมแทน—แม้จะไม่อ่อนโยนนัก แต่มันก็แน่นหนาจนแกะไม่ออก
ที่นี่คือรีสอร์ตหรูติดหาดส่วนตัวที่ถูกจองไว้ทั้งหลัง ไร้เงาผู้คนรบกวน มีเพียงเสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งและแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอบอุ่น บรรยากาศโรแมนติกแบบนี้ควรจะใช้สำหรับคู่รักมาฮันนีมูน ไม่ใช่สำหรับคู่กัดที่กำลังถือระเบียบพินัยกรรมตระกูลพร้อมระเบิดเวลา
ศิลาผลักประตูห้องพักกว้างขวางที่มองเห็นวิวทะเลแบบพาโนรามา เขาโยนกุญแจรถลงบนโต๊ะไม้ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งโซฟาหนังสีเข้ม ถอดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกอย่างหงุดหงิด เผยให้เห็นแผงอกกว้างและผิวเนื้อที่สะท้อนแสงไฟสลัว
"นั่งลง" เขาสั่ง ห้วนสั้นเหมือนเคย
ผมเลือกที่จะไม่ทำตามคำสั่งแต่เดินไปยืนเท้าเอวอยู่ตรงหน้าเขาแทน "ผมไม่ได้มาเที่ยวทะเลกับคุณเพื่อรับคำสั่งนะครับศิลา เคลียร์เรื่องเอกสารนั่นมาก่อน... ที่คุณบอกว่าคนในตระกูลคุณเป็นคนบงการเรื่องทั้งหมด และมีชื่อคุณเป็นผู้รับมอบอำนาจคนสุดท้าย มันหมายความว่ายังไง?"
ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตาผม แววตาดุดันเมื่อครู่กลับไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก
"อยากรู้มากเหรอ?" เขาถามเสียงต่ำ ขยับตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ ทว่าความสูงและแรงกดดันจากตัวเขากลับทำให้ผมต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ "คนที่อยากฮุบกิจการตระกูลฉัน ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล... เป็นอาแท้ ๆ ของฉันเอง และเอกสารที่คุณถืออยู่ มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่พวกมันใช้ชื่อฉันเป็นแพรับบาป"
ผมชะงัก ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาที "หมายความว่า... คุณก็โดนหักหลังเหมือนกัน?"
"หึ โดนมานานแล้วล่ะ" ศiิลาแค่นหัวเราะ น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันตัวเองอย่างน่าเวทนา "ฉันมันก็แค่หมากตัวหนึ่งในเกมธุรกิจ ที่พวกผู้ใหญ่คิดว่าจะเขี่ยทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้... จนกระทั่งนายก้าวเข้ามาในชีวิตฉันนี่แหละ ธีร์"
ประโยคสุดท้ายเขาไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงกวนประสาท แต่เป็นน้ำเสียงจริงจังที่หนักแน่นจนผมเผลอกลั้นหายใจ ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวจนแผ่นหลังของผมชนเข้ากับกระจกใสบานใหญ่เบื้องหลัง วิวทะเลกว้างใหญ่ถูกบังจนมิดด้วยร่างของคนตรงหน้า
"คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย" ผมเบือนหน้าหนีสายตาร้อนแรงที่มองมา แต่ปลายคางกลับถูกปลายนิ้วแข็งแรงเชยขึ้นบังคับให้หันกลับไปสบตา
"ฉันไม่ได้บ้า" ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วิอมจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ "ฉันพาคุณหนีความวุ่นวายมาที่นี่ ไม่ใช่เพราะอยากเคลียร์เรื่องงานบ้าบอพวกนั้นอย่างเดียวหريكนะ... แต่เพราะฉันรำคาญเวลาที่เห็นคุณไปไขว้คว้าหาหลักฐานด้วยตัวเอง จนเกือบเอาตัวไม่รอดต่างหาก"
"ผมดูแลตัวเองได้!" ผมเถียงกลับเสียงแข็ง แม้หัวใจจะเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะจากระยะห่างที่ใกล้เกินไป
"แต่ฉันไม่อยากให้ใครมาทำร้ายคุณ... เข้าใจไหม?"
คำพูดนั้นทำเอาผมสมองตื้อไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบของศิลาฉายแววความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากร้ายมาตลอด มันไม่ใช่การแสดง แต่มันคือความจริงใจที่ดิบเถื่อนและทรงพลังจนผมต่อต้านไม่ไหว
บรรยากาศในห้องเงียบงัดลงทันที มีเพียงเสียงหัวใจของผมเองที่ดังแข่งกับเสียงคลื่นด้านนอก ศิลาขยับเข้ามาใกล้จนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน มือหนาข้างหนึ่งเลื่อนมาโอบเอวผมไว้หลวม ๆ ไม่ได้บังคับ แต่ก็ไม่ยอมให้ถอยหนี
"ปากเก่งนักนะ... ไหนบอกว่าเกลียดฉันนักหนาไง?" เขากระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มเจ้าเลื้อ
"ก็คุณมันน่ารำคาญ..." ผมตอบเสียงแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว ความดื้อรั้นที่มีอยู่หดหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เมื่อปลายนิ้วอุ่นของเขาเริ่มเกลี่ยไล้กรอบหน้าของผมอย่างเบามือ
"ถ้ารำคาญ... ทำไมหน้าแดงแบบนี้ล่ะครับ?"
ศิลาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เข้มงวดและดุดันเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงผู้ชายคลั่งรักที่ซ่อนตัวอยู่หลังคราบคุณชายปากร้าย ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังหวานล้ำและเคมีที่ฟุ้งกระจายจนแทบหายใจไม่ออก ใบหน้าของเขาโน้มต่ำลงมาเรื่อย ๆ ริมฝีปากอุ่นจัดเคลียคลออยู่ใกล้แค่เอื้อม ผมหลับตาลงอย่างจำนนต่อความรู้สึก พร้อมจะปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับกับดักความหวานที่เขาสร้างขึ้น
ทว่า...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวทำลายบรรยากาศสีชมพูจนยับเยินในเสี้ยววินาที ศิลาผละออกด้วยใบหน้าบึ้งตึงดั่งพายุเข้า ขณะที่ผมสะดุ้งสุดตัว รีบผลักอกเขาออกแล้วจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่
"ใครวะ!" ศิลาตะโกนสบถอย่างหัวเสีย เดินไปกระชากเปิดประตูด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด
ทว่าทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างของบุคคลที่ยืนอยู่ด้านนอกกลับทำให้ทั้งผมและศิลาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ... คน ๆ นั้นไม่ใช่รูมเซอร์วิส แต่เป็นเลขาคนสนิทของศิลาที่หอบแฟ้มเอกสารชุ่มเหงื่อ พร้อมกับข่าวร้ายที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
"คุณศิลาครับ! แย่แล้วครับ... หุ้นในตลาดร่วงกะทันหัน และตอนนี้... ทางตำรวจกำลังมาที่นี่ครับ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุนฟีนิกซ์สีทองเสมอนะครับ
ดีลลับฉบับคุณชายปากร้าย•ตอนที่ 19
กับดักความหวาน
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคุณชายปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!