กลิ่นอายจางๆ ของชาเขียวมัทฉะและกลิ่นกายสะอาดสะอ้านของผู้ชายตรงหน้า กำลังทำให้พื้นที่สี่เหลี่ยมภายในห้องทำงานส่วนตัวบนชั้นเจ็ดสิบห้าแคบลงถนัดตา คิมหันต์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่แผ่นหลังบางถูกดันจนแนบชิดกับบานกระจกใสระเบียงกันลม เบื้องล่างคือมหานครกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนที่ระยิบระยับดั่งดวงดาวนับล้าน แต่ประกายไฟในดวงตาคมกริบของทิวากลับเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าแสงไฟใดๆ บนโลกใบนี้
"มองอะไรนักหนາครับ คุณคิมหันต์"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดลาดไหล่ทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่าง ทิวาไม่ได้ขยับถอยห่างเลยแม้แต่น้อย มือหนาข้างหนึ่งยันขอบกระจกไว้กักขังคนตัวเล็กกว่าเอาไว้ในอ้อมแขน ส่วนมืออีกข้างกำลังไล้ปลายนิ้วไปตามกรอบหน้าคมคายอย่างถือวิสาสะ
"เปล่า... ผมไม่ได้มอง" คิมหันต์เสมองไปทางอื่น หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก
"โกหกไม่เนียนเลยนะครับ" ทิวายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มแบบที่ทำให้คนมองอยากจะยกหมัดขึ้นมาซัดสักปิตุภูมิให้หายหมั่นไส้ "ตาขวางๆ ของคุณเมื่อกี้ มันฟ้องชัดเจนว่ากำลังคิดอกุศลกับผมอยู่"
"ใครกันแน่ที่อกุศล! ถอยไปเลยนะท่านประธาน ตัวหนักเป็นบ้า..." คิมหันต์ใช้สองมือดันอกแกร่งเอาไว้ แต่ทิวากลับนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน แถมยังโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน
"หึ ตัวหนักเหรอครับ... แต่เมื่อกี้ตอนอยู่ในลิฟต์ ผมเห็นคุณแอบมองกล้ามแขนผมจนแทบน้ำลายหกนี่นา"
"ไอ้...!" คิมหันต์หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนความเขินอายที่ถูกจับไต๋ได้ทัน คลื่นความรู้สึกแปลกประหลาดตีรวนอยู่ในอก มันไม่ใช่ความเกลียดชัง ไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้เขาแทบจะสูญเสียการควบคุม
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาภายใต้สัญญาจ้างงานบ้าๆ ที่พ่วงสถานะ 'คู่ควงจำเป็น' ไว้ด้วยนั้น ทิวาแสดงออกเสมอว่าเป็นคนเอาแต่ใจ ปากร้าย และชอบออกคำสั่ง ทว่าในยามวิกาลที่เหลือกันแค่สองคน ประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่งคนนี้กลับทิ้งเปลือกนอกอันแข็งกระด้างเหลือไว้เพียงสายตาที่ร้อนแรงและลุ่มลึก สายตาที่คิมหันต์รู้ดีว่ามันซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
ความรู้สึกที่เขาเองก็เริ่มจะไม่แน่ใจแล้วว่า... มันเป็นเพียงเกมทางธุรกิจจริงหรือเปล่า
ดวงตาคมกริบของทิวาทอดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นของคนตรงหน้า สายตาคู่นั้นไล่ระดับจากดวงตากลมโตลงมาที่สันจมูกโด่งรั้น ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ริมฝีปากสีเรื่อที่สั่นระริกเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นตรงกันเป็นจังหวะ
ทิวาเงียบไปนาน ปลายนิ้วที่เคยไล้กรอบหน้าเปลี่ยนมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรดหน้าผากของคิมหันต์อย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยทำให้หัวใจของคิมหันต์กระตุกวูบ
"คิม..." น้ำเสียงของทิวาเปลี่ยนไป มันแหบพร่าและจริงจังจนน่าตกใจ "ที่คุณเคยถามผมเมื่อวันก่อน... ว่าทำไมผมถึงเลือกคุณ ทั้งๆ ที่ผู้ชายเป็นร้อยเป็นพันอยากจะเข้ามาแทนที่คุณ"
คิมหันต์ชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย คำถามนั้น... คำถามที่เขาเคยคาดคั้นเอาคำตอบจากอีกฝ่ายในคืนที่ฝนตกหนัก
"ทำไม... ล่ะครับ" คิมหันต์เอמהถามเสียงแผ่วเบา ลืมสิ้นซึ่งมาดปากเก่งที่เคยมี
ทิวายิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ปราศจากความเจ้าเล่ห์ แต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งบางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกสุดใจ "เพราะสำหรับผมแล้ว... ไม่มีใครแทนที่ใครได้ตั้งแต่แรก ตั้งแต่วินาทีที่คุณก้าวเข้ามาในห้องทำงานวันนั้น..."
ประโยคถูกตัดขาดลงแค่นั้น ทิวาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างริมฝีปากเหลือเพียงแค่คืบเดียว คิมหันต์หลับตาลงอัตโนมัติ หัวใจเต้นระทึกจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอก ความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายแผ่ซ่านเข้ามาในความหนابเหน็บของค่ำคืนนี้ มือเรียวเผลอยกขึ้นกำเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทของทิวาไว้แน่น รอคอย... รอคอยถ้อยคำที่เหลือ หรือสัมผัสที่เขากำลังโหยหาโดยไม่รู้ตัว
นี่คือช่วงเวลาที่เส้นกั้นระหว่างเจ้านายกับลูกน้องกำลังจะพังทลายลง
นี่คือวินาทีที่กำแพงแห่งความซึนของทิวากำลังจะถูกทุบทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี
แต่ทว่า...
*Rrrrrrr! Rrrrrrr!*
เสียงแผดร้องของโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจนย่อยยับ คิมหันต์สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต สติที่หลุดลอยไปไกลดึงกลับมาสู่ความเป็นจริงในเสี้ยววินาที
ทิวาขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมตวัดมองไปทางต้นเสียงด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง ชายหนุ่มจิ๊ปากอย่างขัดใจก่อนจะพึมพำสบถเบาๆ ในลำคอ
"ชิ... เวลานี้เนี่ยนะ"
คิมหันต์อาศัยจังหวะที่ทิวาเผลอ ใช้มือทั้งสองข้างดันอกแกร่งให้ออกห่าง แล้วรีบก้าวถอยหลังพรวดเดียวจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องอีกด้าน ใบหน้าร้อนผ่าว ลมหายใจหอบถี่ด้วยความตื่นตระหนกและ... ความเสียดายอย่างประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในอก
ทิวายืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ ก่อนจะเดินไปหยิบสมาร์ทโฟนบนโต๊ะด้วยความจำใจ ดวงตาคู่คมกวาดมองหน้าจอแวบหนึ่งเพื่อดูชื่อผู้โทรเข้า แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เห็นเบอร์นั้น สีหน้าของประธานหนุ่มก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ร่องรอยของความคลั่งรักและบรรยากาศหวานซึ้งเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเย็นชาและประกายตาที่แฝงไปด้วยความกังวลอย่างลึกล้ำ
คิมหันต์ยืนกอดอกหายใจเข้าออกลึกๆ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แม้หัวใจจะยังเต้นไม่เป็นส่ำ "ใครโทรมาดึกดื่นป่านนี้ครับ... ถ้าไม่ใช่เรื่องงานสำคัญจริงๆ ผมจะหักเงินเดือนคุณประธานข้อหารบกวนเวลาส่วนตัวแน่"
ทิวายังคงไม่ตอบ เขายืนนิ่งมองหน้าจอที่ยังคงสั่นระรัว ตัวเลขและชื่อที่ปรากฏอยู่บนนั้นทำเอาบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบ ประธานหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับคิมหันต์ แววตาไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดังเดิม
"เราต้องคุยเรื่องนี้กันยาวแน่..." ทิวาเอמהเสียงเรียบ แต่แฝงความตึงเครียดเอาไว้เต็มเปี่ยม "แต่คงไม่ใช่ตอนนี้"
"ทำไมล่ะครับ?" คิมหันต์ขมวดคิ้วเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
ทิวากดรับสาย ปลายสายยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ประธานหนุ่มก็สวนกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดและเยือกเย็นจนคนฟังต้องหนสันหลังวาบ
"ว่ามา... เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่ไซต์งานใหญ่?"
*คลิก!*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ดาร์กไนท์" เสมอมานะครับ
ท่านประธานครับ... อย่ามาคลั่งรักแถวนี้•ตอนที่ 13
คำสารภาพที่พูดไม่จบ
ผลงานโดย ดาร์กไนท์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาร์กไนท์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ... อย่ามาคลั่งรักแถวนี้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!