กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 12

การเดินทางสู่ดินแดนต้องห้าม

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"วิถีกระบี่... หากมิอาจตัดขาดซึ่งความอาลัย ไฉนเลยจึงจะบรรลุถึงขั้นไร้ลักษณ์ได้เล่า" เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานดั่งระฆังทองสำริดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโถงหินอัคนีเบื้องล่าง เฟิงอวี่ไม่ได้หันกลับไปมองร่างเพรียวระหงที่ยืนอยู่เบื้องหลัง เขายังคงจดจ้องมองรอยแยกบนผนังศิลาโบราณ ซึ่งมีไอพลังปราณสีม่วงครามพวยพุ่งออกมาเป็นระลอกราวกับลมหายใจของสัตว์อสูรบรรพกาล มู่หลานยืนนิ่งสงบ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามกระแสลมปราณที่แปรปรวน ดวงตาคู่คมดุจหงส์ทอดมองแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลแห่งกาลเวลา แววตาของนางมีความลังเลไหววับอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาอันเป็นเกราะคุ้ม A โล่กำบังความรู้สึกที่แท้จริง "ท่านกำลังท้าทายกฎแห่งสวรรค์ เฟิงอวี่" สุ้มเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่น ทว่ากลับสั่นสะเทือนถึงก้นบึ้งหัวใจ "ดินแดนต้องห้ามอสูรโลหิตมิใช่สถานที่ที่คนผู้หนึ่งจะเดินเข้าไปแล้วเดินกลับออกมาได้ตามอำเภอใจ แม้แต่บรรพจารย์ในอดีตยังต้องทิ้งสังขารไว้เบื้องหลัง เหตุใดท่านจึงดึงดันที่จะไป" เฟิงอวี่แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าแต่เปี่ยมด้วยความทะนงตนอย่างถึงที่สุด เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างกาย ฝ่ามือที่หยาบกร้านจากวิถีแห่งดาบสัมผัสกับความเย็นเยียบของโลหะ "สวรรค์หรือ? ข้าเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ของพวกมันมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว มู่หลาน" เฟิงอวี่หันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคมกริบราวกับคมกระบี่คู่นั้นจดจ้องลึกลงไปในดวงตาของนาง "สำนักของข้าถูกเผาทำลาย อาจารย์และพี่น้องร่วมสำนักต้องดับสูญภายใต้เงื้อมมือของพวกมัน หากข้ายังมัวแต่กังวลเรื่องความเป็นความตาย ไฉนเลยจึงจะล้างแค้นให้พวกเขากลับคืนมาได้" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บรรยากาศรอบกายกดทับจนแทบหายใจไม่ออก ไอปราณรอบตัวทั้งสองแผ่พุ่งจนเกิดเสียงปะทะกันเปรี๊ยะปร๊ะในอากาศ มู่หลานเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าไม่อาจห้ามชายผู้นี้ได้ ตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาในหุบเขาไร้ลักษณ์ เฟิงอวี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือผู้ที่เกิดมาเพื่อเดินบนเส้นทางแห่งการทำลายล้างเพื่อสร้างสรรค์ใหม่ แต่นาง... นางที่เป็นผู้พิทักษ์กฎเกณฑ์มานับร้อยปี เหตุใดจึงรู้สึกเจ็บแปลบในอกยามที่เห็นเขาทำตัวราวกับไม่รักชีวิตตนเองเช่นนี้ "ถ้าเช่นนั้น..." มู่หลานสูดลมหายใจเข้าลึก, สะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ กระบี่หยกคู่กายสั่นระริกส่งเสียงร้องโหยหวน "ข้าจะไปกับท่าน" เฟิงอวี่ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากัน "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ มู่หลาน? การไปครั้งนี้ไม่ใช่การท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ แต่มันคือการเดินเข้าสู่ขุมนรกที่แม้แต่เงาของเจ้ายังอาจถูกกลืนกิน" "ข้าไม่ได้บ้า" มู่หลานก้าวเข้าไปประชิด รัศมีเยือกเย็นรอบกายแผ่ขยายออกจนเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผนังถ้ำ "ข้าเป็นผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ หน้าที่ของข้าคือการรักษาความสมดุล หากท่านตาย... ความสมดุลนั้นจะพังทลาย ข้าเพียงแต่... ทำหน้าที่ของข้าเท่านั้น" เป็นคำแก้ตัวที่ไร้รอยต่อ แต่นางรู้ดีและเขาก็รู้ดียิ่งกว่าว่ามันไม่ใช่ความจริง แววตาที่ไหววับของนางได้ทรยศคำพูดทั้งหมดสิ้นแล้ว เฟิงอวี่จ้องมองนางเนิ่นนาน ก่อนจะยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง มอบความอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บของถ้ำอัคนี "เช่นนั้นก็จงตามมา... หากเจ้าคิดว่าตามข้าทัน" สิ้นคำพูด ร่างของเฟิงอวี่ก็เลือนหายไปจากจุดที่ยืนอยู่ราวกับภาพมายา ทิ้งไว้เพียงแรงระเบิดของคลื่นปราณที่แหวกลมจนเกิดเสียงคำรามกึกก้อง มู่หลานไม่รอช้า ร่างระหงพุ่งทะยานติดตามไปดั่งสายฟ้าแลบ ทิ้งโถงหินอัคนีให้อยู่ในความเงียบงันอีกครา การเดินทางข้ามผ่านอาณาเขตหมื่นพิษและป่าทมิฬโบราณไม่ใช่เรื่องง่าย ท้องนภาเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึน สายฟ้าสีเลือดฟาดผ่าลงมาเป็นระยะ สะท้อนให้เห็นทิวทัศน์อันรกร้างและเต็มไปด้วยซากกระดูกของสิ่งมีชีวิตโบราณที่ตายตกตามกัน เฟิงอวี่และมู่หลานทะยานร่างผ่านยอดไม้สูง เสื้อผ้าของทั้งสองสะบัดตามแรงลม ทว่าฉับพลันนั้นเอง เฟิงอวี่ก็หยุดกิ่งไม้เบื้องหน้าอย่างกะทันหัน ส่งสัญญาณมือให้มู่หลานหยุดตาม "มีบางอย่างผิดปกติ" เฟิงอวี่เอ่ยเสียงกระซิบ ดวงตาหรี่ลงมองไปยังหมอกหนาทึบเบื้องหน้า เบื้องล่างของพวกมันคือ "หุบเหวแห่งความตาย" จุดเชื่อมต่อระหว่างดินแดนมนุษย์และดินแดนต้องห้ามอสูรโลหิต ไอปีศาจเข้มข้นจนแทบจะกลายเป็นของเหลวไหลรินอยู่ตามโขดหิน และที่สำคัญ... เสียงคำรามต่ำๆ ที่สะเทือนเลื่อนลั่นกำลังดังขึ้นเป็นจังหวะ ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน "ระวัง!" มู่หลานอุทานขึ้นพร้อมกับสะบัดกระบี่หยกสร้างม่านพลังน้ำแข็งป้องกันเบื้องหน้าทันที *ตูมมม!* พื้นดินบริเวณที่พวกเขาเคยยืนเมื่อครู่ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษหินและฝุ่นผงคละคลุ้ง ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำสนิท ร่างมหึมาของสัตว์อสูรเกล็ดเพลิงที่มีหัวเป็นมังกรและหางเป็นแมงป่องปรากฏขึ้น มันแผดเสียงคำรามจนแก้วหูแทบแตก ดวงตาสดใสสีโลหิตคู่นั้นจ้องมองผู้บุกรุกทั้งสองด้วยความกระหายเลือด ขอบเขตพลังของมัน... อยู่ในระดับจักรพรรดิอสูรขั้นสมบูรณ์! เฟิงอวี่แค่นเสียงเย็นชา ความตื่นเต้นพุ่งพล่านขึ้นในกระแสเลือด มือขวาของเขาจับด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน จิตวิญญาณแห่งกระบี่ไร้ลักษณ์แผ่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกเมฆหมอกสีดำจนเกิดเป็นช่องว่าง "เจ้าอสูรเดรัจฉาน บังarอาจนักที่มาขวางทางผู้มีนามว่าเฟิงอวี่" เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พลังปราณทั่วร่างระเบิดออกราวกับภูเขาไฟระเบิด ร่างของเขาพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรระดับจักรพรรดิโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย มู่หลานที่ยืนมองอยู่ด้านหลังหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม นางยกกระบี่ขึ้นเตรียมพร้อมจะเข้าช่วยเหลือ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกักค้าง เฟิงอวี่ชักกระบี่ออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว! แสงสว่างเจิดจ้าบาดตาตัดผ่านความมืดมิดของหุบเหว ดุจดั่งประกายแห่งดวงอาทิตย์ที่แผดเผาทุกสิ่งในพริบตาเดียว วิชาดาบที่ไร้ซึ่งกระบวนท่า ไร้ซึ่งร่องรอย ทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยสัจธรรมแห่งเต๋าอันทรงพลัง ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะปะทะเข้ากับหัวใจของสัตว์อสูร มิติเบื้องหลังของอสูรเพลิงกลับฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท มือสีดำมหึมาคู่หนึ่งพุ่งทะลวงออกมาจากรอยแยกนั้น คว้าจับร่างของสัตว์อสูรดึงหายลับเข้าไปในความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงวิญญาณดังสะท้อนก้องกังวาน *"เฟิงอวี่... ในที่สุดเจ้าก็มา เจ้าของกระบี่ไร้ลักษณ์... ข้ารอคอยวันที่เจ้าจะเดินมาติดกับด้วยตนเองมานานนับร้อยปีแล้ว!"* ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%