โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายคมกระบี่ไร้ลักษณ์ กระทบลงบนพื้นศิลาหยกขาวจนเกิดเสียงกังวานใสราวกระดิ่งเงิน ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ณ ใจกลางซากปรักหักพังแห่งแดนชำระบาป
เฟิงอวี่ยืนหยัดตระหง่าน ร่างกายของเขาย้อมไปด้วยกลิ่นอายปราณกระบี่อันคมกล้าจนมิติรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วรอยสีดำ ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองไปยังเบื้องหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้ทั่วร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผลจากการหักล้างค่ายกลหมื่นสวรรค์เมื่อครู่ แต่สันหลังของบุรุษผู้นี้ยังคงเหยียดตรงดั่งกระบี่ในฝัก ไม่เคยคิดก้มหัวให้ฟ้าดินหรือผู้ใดทั้งสิ้น
"รนหาที่ตาย..." เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังราวกับเสียงคำรามจากขุมนรกดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน
มู่หลาน ในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาเซียน ขยับกายมาเคียงข้างเฟิงอวี่อย่างเงียบเชียบ ปลายกระบี่เซียนเหมันต์ในมือของนางสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามระดับที่เก้าชั้นฟ้ายังต้องสั่นสะเทือน เงาร่างสีดำสนิทที่ค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากม่านหมอกโลหิตหาใช่เซียนหรือมนุษย์ หากแต่เป็นตัวตนที่กาลเวลาต้องหลงลืม
"เฟิงอวี่... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการถือครองกระบี่ไร้ลักษณ์ จะทำให้เจ้าฝืนชะตากรรมที่ขีดไว้ได้?" น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์ที่เปล่งออกมากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนกระดูกในกายของจอมยุทธ์ทั่วบริเวณส่งเสียงลั่นกรอบ
มู่หลานเหลือบสายตาขึ้นมองสหายร่วมเป็นร่วมตาย ความเย็นชาบนใบหน้านางบัดนี้เจือด้วยความกังวล นางเอ่ยเสียงเบาแต่เด็ดเดี่ยว "ระวังตัวด้วย... ผู้นี้ไม่ใช่ชนชั้นเดียวกับที่เราเคยสังหารมา มันคือ 'เทียนกุ้ย' จ้าวตำหนักมารผู้หลับใหลมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ตัวการเบื้องหลังที่ชักใยสงครามสามภพมาโดยตลอด"
เฟิงอวี่ไม่ตอบคำ เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายเย่อหยิ่งท้าทาย ดาบในมือหาได้กลัวเกรงความมืดมิดไม่ "ต่อให้เบื้องหน้าคือสวรรค์เบื้องบน หรือขุมนรกเบื้องล่าง หากมันขวางทางที่ข้าต้องชำระหนี้เลือด... ข้าก็จะฟันมันให้ขาดเป็นสองท่อน!"
สิ้นคำพูด ร่างของจ้าวตำหนักมารก็หายวับไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย!
*เปรี้ยง!*
มิติบริเวณที่เฟิงอวี่และมู่หลานยืนอยู่ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แรงปะทะรุนแรงจนพื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึกนับร้อยวา เฟิงอวี่หวาดระแวงถึงขีดสุด เคล็ดวิชา 'ย่างก้าวไร้เงา' ถูกขับเคลื่อนจนถึงขีดจำกัด ร่างของเขาพลิ้วกายถอยหลังพร้อมกับตวัดกระบี่ต้านรับการโจมตีที่มองไม่เห็นอย่างฉับพลัน
*เคร้ง!*
ประกายไฟสว่างวาบราวกับดวงอาทิตย์แหลกสลาย แรงสะท้อนทำให้เฟิงอวี่ต้องกระออกเลือดคำโต ร่างกระเด็นไปไกลนับสิบวาจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับเสาศิลาโบราณจนหักโค่น แต่นัยน์ตาของเขายังคงลุกโชนด้วยไฟแห่งนักสู้
มู่หลานไม่รอช้า นางร่ายคาถา 'ค่ายกลเหมันต์พันปี' อย่างรวดเร็ว ปราณเซียนสีฟ้าครามแผ่พุ่งออกไปแช่แข็งทุกสรรพสิ่งรอบกาย เพื่อตรึงร่างของจ้าวตำหนักมารเอาไว้ ทว่าอีกฝ่ายกลับแค่นเสียงหัวร่อเยาะหยัน "วิชาตบะระดับนี้ คิดจะหยุดข้า... ช่างเพ้อฝันสิ้นดี!"
เพียงแค่จ้าวตำหนักมารสะบัดแขนเสื้อครั้งเดียว ค่ายกลเหมันต์ที่มู่หลานทุ่มเทพลังสร้างขึ้นก็แตกละเอียดเป็นผุยผง แรงสะท้อนกลับทำให้นางหน้าซีดขาว กระออกโลหิตสีแดงสดออกมาเช่นกัน ร่างระหงเซถอยหลังเกือบล้มลง แต่เฟิงอวี่พุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที
อุณหภูมิร่างกายที่แนบชิดกันทำให้หัวใจที่ด้านชาของมู่หลานสั่นไหว นางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าด้านข้างของบุรุษผู้ทะนงตนผู้นี้ เห็นเพียงหยเหงื่อที่ไหลรินตามกรอบหน้าคมคายและแววตาที่ไม่มีวันยอมแพ้ต่อโชคชะตา
"เจ้าเจ็บหรือไม่?" เฟิงอวี่เอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำ แม้สถานการณ์จะคับขันถึงขีดสุด แต่แววตาที่มองนางกลับมีความห่วงใยซ่อนอยู่
"ข้าไม่เป็นไร..." มู่หลานส่ายหน้าเบาๆ เม้มริมฝีปากแน่น "แต่มัน... แข็งแกร่งเกินไป พลังของมันเหนือกว่าขอบเขตเซียนแท้จริงเสียอีก"
"ต่อให้มันก้าวข้ามขอบเขตเซียนไปแล้วอย่างไร?" เฟิงอวี่ค่อยๆ วางนางลงอย่างทะนุถนอม ก่อนจะก้าวขึ้นมายืนบังหน้ามู่หลานเอาไว้ ชูปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ขึ้นช้าๆ สู่ท้องนภามืดครึ้ม ลมปราณทั่วร่างระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด "ในเมื่อวิถีกระบี่ของข้าไร้ลักษณ์... เช่นนั้นตัวตนของมันย่อมต้องดับสลายอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน!"
ท้องฟ้าเหนือหุบเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมุนวนเป็นพายุหมุนขนาดมหึมาสายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมาผสานกับคมกระบี่ของเฟิงอวี่จนเกิดเสียงคำรามกึกก้องสะท้านสามภพ แรงกดดันระดับนี้ทำให้จ้าวตำหนักมารที่เคยเย่อหยิ่งถึงกับหรี่ตาลงเล็กน้อยเป็นครั้งแรก
ทว่า ในวินาทีที่เฟิงอวี่กำลังจะปลดปล่อยกระบวนท่าพิฆาต 'บูรพาไร้ตะวัน' เพื่อเผด็จศึก เสียงกระซิบอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็ดังขึ้นข้างใบหูของเขา
"เฟิงอวี่... เจ้าคิดว่าเจ้าฆ่าคนผิดคนไปแล้วหรือยัง?"
ร่างของเงาดำอีกร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังมู่หลานอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับคมมีดอาบยาพิษสีม่วงเข้มที่จ่อติดอยู่กับต้นคอระหงของนาง!
มู่หลานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าที่แท้จริงของบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหลัง นางถึงกับหลุดปากอุทานออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ "ท่านอาจารย์... เป็นไปได้อย่างไรกัน?!"
เฟิงอวี่ชะงักค้างทันที กระบี่ในมือเกือบจะร่วงหล่น นัยน์ตาคมกริบหันขวับกลับมามองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 19
จ้าวตำหนักมารปรากฏ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!