คมกระบี่ในมือหนักอึ้งราวดึงรั้งภูเขาโลกันต์ทั้งลูกไว้บนบ่า เฟิงอวี่ไม่แยแสต่อหยาดโลหิตที่รินไหลจากฝ่ามือจนย้อมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ให้กลายเป็นสีชาด สิ่งที่สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่คมกริบหาใช่ความหวาดหวั่นไม่ หากแต่เป็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้า... เงาร่างที่สวมชุดขาวอาบย้อมเลือด สวมหน้ากากกระดาษสาที่ฉีกขาดวิ่น และถือกระบี่ที่หล่อหลอมขึ้นจากความทรงจำอันเจ็บปวดที่สุดในชีวิต
เงาร่างนั้นคือตัวเขาเองในอดีต—ตัวตนผู้โง่เขลา อ่อนแอ และพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาในวันที่สำนักกระบี่เมฆาถูกแผดเผาจนมอดไหม้
"เจ้ายังคงดึงดันที่จะแบกรับความแค้นอันไร้ก้นบึ้งนี้ไปถึงไหนกัน, เฟิงอวี่?"
เสียงที่ดังลอดออกมาจากหน้ากากกระดาษสานั้นแหบพร่าและเยือกเย็น ราวกับเสียงก้องจากขุมนรกโลกันต์ เงาร่างจำแลงยกกระบี่ชี้ตรงมาที่หว่างคิ้วของเขา
เฟิงอวี่แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและทระงงตน "หุบปากซะ! เจ้าเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกกักขังไว้ในห้วงจิตมาร จะรู้อะไรเกี่ยวกับวิถีกระบี่ที่ข้าเลือกเดิน!"
"วิถีกระบี่งั้นรึ?" เงาร่างในอดีตพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วราสายฟ้าแลบ ประกายกระบี่สีครามกรีดผ่าอากาศจนเกิดเสียงคำรามต่ำลึกราวกับมังกรพิโรธ "วิถีกระบี่ที่แปดเปื้อนด้วยความอาฆาตมาดร้ายนี้ มิใช่หนทางสู่ความเป็นเซียน... แต่มันคือเส้นทางสู่ทางตัน!"
*เปร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะกันของคมกระบี่สาดกระเซ็นราวกับดอกไม้ไฟมรณะ แรงกระแทกแผ่ขยายเป็นคลื่นพลังปราณสีทองคำขาวทำลายพื้นศิลาเบื้องล่างจนแตกละเอียดเป็นผุยผง เฟิงอวี่รู้สึกได้ถึงชาหนึบที่แล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง พลังของภาพจำในอดีตนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวตนจริงของเขาในปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย มันล่วงรู้ทุกกระบวนท่า ทุกจุดอ่อน และทุกความลังเลในจิตใจของเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง
ในมิติเร้นลับนอกอาณาเขตจิตสำนึก มู่หลานยืนสงบนิ่งอยู่ริมขอบหน้าผาหินหยก มือนางประสานไว้แนบกาย ทว่าปลายนิ้วกลับจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขาวซีด ดวงตาคู่หงส์ที่มักจะเยียบเย็นและสง่างามอยู่เป็นนิจ บัดนี้ฉายแววความกังวลระคนห่วงหาอย่างปิดไม่มิด
นางสัมผัสได้ถึงพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำอยู่ภายในจิตวิญญาณของชายหนุ่ม หากเฟิงอวี่ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคจิตมารนี้ไม่ได้... วิญญาณของเขาจะแตกสลาย และกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดไร้จิตวิญญาณไปตลอดกาล
"เจ้าคนทระงง... อย่าได้ยอมแพ้แก่เงาในอดีตเชียว" มู่หลานพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงที่เคยราบเรียบสั่นเครือเล็กน้อยอย่างหาได้ยากยิ่ง นางรวบรวมลมปราณเซียนบริสุทธิ์ ส่งผ่านอาคมคุ้มGกันจิตเพื่อช่วยเหลือเขาจากภายนอก แม้จะรู้ดีว่ากฎแห่งการทะลวงด่านจิตมารนี้ บุคคลภายนอกแทบจะยื่นมือเข้าช่วยได้ยากยิ่งก็ตาม
ภายในห้วงจิตสำนึก การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
เฟิงอวี่หอบหายใจถี่กระชั้น บาดแผลตามร่างกายเพิ่มจำนวนขึ้นทุกคราที่กระบวนท่าของเงาร่างในอดีตตวัดผ่าน เลือดสดๆ หยดลงบนพื้นหินสีนิล เกิดเป็นควันสีดำพวยพุ่งขึ้นมาทุกหยดที่สัมผัส
"เจ้าชนะข้าไม่ได้หรอก, เฟิงอวี่" เงาร่างจำแลงก้าวเข้ามาประชิดในระยะประเวท ปลายกระบี่จ่ออยู่ที่หัวใจของเขา "เพราะตราบใดที่เจ้ายังจดจำความอัปยศในวันนั้นได้ ตราบนั้นเจ้าก็เป็นเพียงทาสของอดีต!"
เฟิงอวี่เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสสีดำสนิทของเขาไม่ได้ฉายแววหวาดกลัว ตรงกันข้าม... มันกลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความเด็ดเดี่ยวที่เจิดจ้าเสียยิ่งกว่าสุริยันยามเที่ยงวัน
"เจ้าพูดถูก... ข้าไม่เคยลืมวันนั้น" มุมปากของจอมยุทธ์หนุ่มยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ทว่าแฝงไว้ด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้ง "ข้าไม่เคยลืมความอัปยศ ไม่เคยลืมคราบน้ำตา และไม่เคยลืมความแค้น... แต่สิ่งที่เจ้าไม่เข้าใจก็คือ ข้าไม่ได้ใช้มันเพื่อเป็น 'ทาส' ของอดีต!"
เงาร่างในอดีตชะงักไปชั่วลมหายใจ
"อดีตไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราจมปลัก แต่มันมีไว้เพื่อให้เราเหยียบย่ำขึ้นไปต่างหาก!"
เฟิงอวี่คำรามลั่น ประกายแสงสีขาวบริสุทธิ์ระเบิดออกมาจากร่าง ไร้ซึ่งรูป
ไร้ซึ่งลักษณ์ กระบี่ในมือของเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณ วิชาดาบไร้ลักษณ์ที่แท้จริงหาใช่การไร้ซึ่งกระบวนท่า หากแต่เป็นการไร้ซึ่งความยึดติดแม้แต่ตัวตนของตนเอง!
*ฉับพลัน!*
ประกายกระบี่สายหนึ่งพาดผ่านความว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย รวดเร็วยิ่งกว่าความคิด และคมกริบยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด
เงาร่างจำแลงในชุดขาวหยุดนิ่งค้าง หน้ากากกระดาษสาค่อยๆ ปริแตกออกเป็นสองเสี่ยง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองล่องลอยไปในอากาศ ห้วงจิตมารที่มืดมิดและกดดันพลացสลายหายไปราวกับหมอกควันยามเช้า
เฟิงอวี้ยืนหยัดนิ่งอยู่กลางความว่างเปล่า ลมหายใจของเขาผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ รัศมีพลังปราณรอบกายแผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต เขาทะลวงผ่านขอบเขตขั้นที่เก้าเข้าสู่แดนเร้นลับแห่งเต๋าได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
ทว่า... ในวินาทีที่เขากำลังจะลืมตาตื่นขึ้นมาจากห้วงสมาธิ ลมปราณรอบตัวกลับพลิกผันแปรปรวนอย่างกะทันหัน ท้องฟ้าในจิตสำนึกที่ควรจะแจ่มใส กลับถูกย้อมด้วยสีเลือดฉานฉับพลัน
เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งที่เขาไม่มีวันคาดคิดว่าจะได้พบเจอในสถานที่แห่งนี้ นางก้าวทะลุผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาออกมา พร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนโยนที่แฝงไว้ด้วยคมดาบแห่งความตาย
"ศิษย์พี่... ท่านลืมข้าไปแล้วหรือ?"
เฟิงอวี่เบิกตากว้าง ความเย็นเยียบแล่นพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ เมื่อสตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่อาบย้อมด้วยหยาดโลหิต... เป็นใบหน้าของน้องสาวร่วมสำนักที่เขาเป็นคนลงมือสังหารด้วยมือของตนเองเมื่อสުރภพชาติก่อน เพื่อปลดปล่อยนางจากความทรมาน!
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 14
เงาในใจตน
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!